โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ โตแรง 9.08% คาดแตะ 2.6 ล้านล้าน ปี 77

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 22 มิ.ย. 2568 เวลา 20.38 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 03.13 น.

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ข้อมูลจาก Presedence Research ระบุว่า ในปี 2567 ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะทั่วโลกมีมูลค่า 34,030 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 37,160 ล้านดอลลาร์ ในปี 2568

โดยในช่วงปี 2568-2577 คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 9.08 ต่อปี จนมีมูลค่าสูงถึง 81,190 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.6 ล้านล้านบาท ในปี 2577

ทั้งนี้แนวโน้มการเติบโตดังกล่าวสะท้อนถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอินเทอร์เน็ตที่ช่วยสนับสนุนการสร้างเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ซับซ้อนให้ใช้งานได้ง่ายมากขึ้น

โดยเฉพาะในผู้บริโภคกลุ่ม Millennials และ Gen Z ที่ต้องการควบคุมและสั่งการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ภายในบ้านด้วยอินเทอร์เน็ต เนื่องจากให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความใส่ใจสิ่งแวดล้อม

สำหรับตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ 3 อันดับแรกของโลกในปี 2567 คือ

  • เอเชียแปซิฟิก สัดส่วน 42% เนื่องจากมีการพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบกับการเติบโตของเศรษฐกิจ ส่งผลให้ชาวเอเชียมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น และเครื่องฟอกอากาศ
  • อเมริกาเหนือ สัดส่วน 25% มาจากการสนับสนุนจากหลายปัจจัย อาทิ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปิดรับเทคโนโลยี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น และอุปกรณ์สำหรับควบคุมอุณหภูมิ (Thermostat)
  • ยุโรป สัดส่วน 21% ซึ่งได้รับอานิสงส์จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความปลอดภัย เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ หลอดไฟ ตู้เย็น และอุปกรณ์สำหรับควบคุมอุณหภูมิ

นายพูนพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาครัฐและภาคเอกชนทั่วโลกต่างผลักดันการพัฒนานวัตกรรมและสนับสนุนการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม อาทิ ญี่ปุ่น ส่งเสริมให้มีการติดตั้งระบบ Home Energy Management System (HEMS) ซึ่งใช้ระบบ IoT ในการควบคุมและตรวจสอบการใช้พลังงานของเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่งผลให้สามารถวิเคราะห์และใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่บริษัท SHARP พัฒนานวัตกรรมเครื่องใช้ในครัวอัจฉริยะให้สามารถสั่งการด้วยเสียงควบคู่กับระบบผู้ช่วยเสมือน ซึ่งยกระดับการทำอาหารให้มีความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น สหรัฐอเมริกา มีโครงการ State Energy Program (SEP) สำหรับให้เงินทุนแก่รัฐต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

สอดคล้องกับบริษัท iRobot คิดค้นเครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะที่ใช้พลังงานน้อยและมีชิ้นส่วนที่รีไซเคิลได้ เยอรมนี ออกกฎหมาย German Buildings Energy Act ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายในอาคาร และสนับสนุนภาคครัวเรือนในการเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานมากขึ้น ควบคู่กับบริษัท BOSCH คิดค้นนวัตกรรมระบบจ่ายน้ำยาซักผ้าอัตโนมัติ ซึ่งช่วยประหยัดทั้งน้ำและน้ำยาซักผ้า

สำหรับประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดยกระทรวงพลังงานได้ออกแผนอนุรักษ์พลังงาน (Energy Efficiency Plan : EEP) ส่งเสริมให้ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น IoT Big Data และ AI ควบคู่กับการสนับสนุนการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2566-2570) โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอุปกรณ์และระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในอาเซียนภายในปี 2570

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์มีบทบาทในการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย โดยดำเนินนโยบายปรับโครงสร้างการส่งออกให้ทันสมัย มุ่งเน้นการส่งออกในกลุ่มธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยี พร้อมทั้งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเปิดตลาดและขยายโอกาสให้สินค้าไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคในต่างประเทศได้มากขึ้น และยังสนับสนุนข้อมูลทางการค้าและส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันในระดับโลก

อย่างไรก็ดี จากแนวโน้มความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาของเทคโนโลยีระบบอัจฉริยะ และ AI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก ส่งผลให้ไทยต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดยภาครัฐและภาคเอกชนควรร่วมมือกันในการยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย

โดยอาจนำนโยบายของประเทศที่ประสบความสำเร็จมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของไทย พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่

นอกจากนี้ควรสนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การวิจัยพัฒนา และการพัฒนาทักษะแรงงานในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ เพิ่มโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...