โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

The Greatest Final Ever เฟเดอเรอร์ vs. นาดาล นัดชิงในตำนานเหนือกาลเวลา

THE STANDARD

อัพเดต 13 ก.ค. 2568 เวลา 03.06 น. • เผยแพร่ 13 ก.ค. 2568 เวลา 03.06 น. • thestandard.co
The Greatest Final Ever เฟเดอเรอร์ vs. นาดาล นัดชิงในตำนานเหนือกาลเวลา

ไม่ว่าคู่ชิงชนะเลิศเทนนิสชายเดี่ยวในรายการวิมเบิลดันประจำปีนี้จะเป็นการพบกันของใครก็ตาม

ในความทรงจำของแฟนเทนนิสมากมายมหาศาลทั่วโลก เราคล้ายยังถูกหยุดเวลาไว้ที่นัดชิงชนะเลิศเมื่อ 17 ปีที่แล้วเสมอ

การพบกันระหว่าง โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ และราฟาเอล นาดาล ที่ได้รับการเล่าขานว่าเป็น “นัดชิงในตำนาน”

เอาละเกมจะเริ่มแล้ว กรุณานั่งประจำที่และงดการใช้เสียงลงสักครู่

บิดเข็มนาฬิกากลับไปในวันที่ 6 กรกฎาคม 2008 ช่วงฤดูร้อนของประเทศอังกฤษ แต่บรรยากาศในวันนั้นสัมผัสได้ถึงความมาคุได้ไม่ยาก

ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะสภาพอากาศที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝน แต่อีกส่วนมาจากบรรยากาศความตึงเครียดที่แผ่พุ่งออกมาจากตัวของคู่ชิงชนะเลิศทั้งเฟเดอเรอร์และนาดาล

ในเวลานั้นทั้งคู่ไม่ได้เป็น “มิตรแท้” ที่แสดงออกให้เห็นถึงความรักและการยอมรับนับถือฝีมือระหว่างกันเหมือนในช่วงปลายของชีวิตการเป็นนักเทนนิส ไม่มีความ “Bromance” ใดๆให้เห็น (และไม่น่าจะมีใครคิดในตอนนั้นว่าทั้งคู่จะไปสู่จุดนั้นได้ในเวลาต่อมา)

เพราะนี่คือ “คู่แข่งแห่งชีวิต” ที่ต้องห้ำหั่นกันให้ตายไปข้างคาสนามเท่านั้น

เฟเดอเรอร์ ในช่วงเวลานั้นโดยสถานะแล้วเขายังเป็นมือหนึ่งของโลกอยู่ และเป็นแชมป์เก่าของวิมเบิลดันมา 5 สมัยติดต่อกันและหวังจะทำสถิติเป็นนักเทนนิสคนแรกที่คว้าแชมป์วิมเบิลดัน 6 สมัย ทั้งยังไม่แพ้ใครในรายการนี้ติดต่อกันถึง 65 แมตช์

ที่สำคัญเขาคือผู้ยัดเยียดความปราชัยให้กับนาดาลในนัดชิงชนะเลิศ 2 ครั้งก่อนหน้า

แต่ “สายลม” กำลังเริ่มเปลี่ยนทิศ

หลังจากที่รันวงการคนเดียวมานาน เริ่มมีการสังเกตว่าเฟเดอเรอร์เริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับฟอร์มการเล่นที่เริ่มตกลงอย่างเห็นได้ชัด เขาพ่ายให้กับนาดาลขาดลอยในศึกเทนนิส เฟรนช์ โอเพน ที่โรลังด์ การ์รอส ก่อนจะถึงวิมเบิลดันไม่กี่สัปดาห์ และยังพ่ายแพ้ให้อีกหลายคน ซึ่งรวมถึงโนวัค ยอโควิชในรอบรองชนะเลิศที่ออสเตรลียน โอเพน, มาร์ด ฟิช ในอินเดียน เวลส์, แอนดี มาร์รีย์ที่ไมอามี และแอนดี ร็อดดิกที่ดูไบ

ขณะที่นาดาลยิ่งเล่นยิ่งคึกเหมือนกระทิง สภาพร่างกายที่กำลังสดของเขา พละกำลังมหาศาล ความอึดระดับเหนือจินตาการ เป็นสิ่งที่ทำให้เขามีความมั่นใจกับนัดชิงชนะเลิศครั้งนี้ไม่น้อย

เหมือนคำพังเพยของคนอังกฤษว่าไว้ “Third time lucky”

ครั้งนี้ต้องเป็นตาของฉันบ้าง!

ด้วยคุณภาพของนักกีฬาทำให้นัดชิงชนะเลิศวิมเบิลดันในวันนั้นไม่จำเป็นต้องได้รับการโปรโมตใดๆ เลย เพราะโลกทั้งใบพร้อมหยุดหมุนเพื่อรอดูการตัดสินใน “ไตรภาค” ( Trilogy) ของคู่นี้อยู่แล้ว

เช่นกันกับทั้งสองสุดยอดนักเทนนิส พวกเขาพร้อมไม่แตกต่างกัน และการแข่งขันนั้นเริ่มตั้งแต่ภายในห้องพักของทั้งคู่แล้ว

ภายในห้องพักของนักกีฬาที่เซ็นเตอร์คอร์ตนั้นไม่ได้เป็นห้องพักที่ใหญ่อะไรมากมายนัก เป็นแค่พื้นที่เล็กๆไม่กี่ตารางเมตรที่เพียงพอสำหรับการนั่งพักรอ เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย และที่สำคัญคือการอบอุ่นร่างกาย และเตรียมสภาพจิตใจของนักกีฬา

เฟเดอเรอร์ก็มีวิธีเตรียมตัวในแบบหนึ่ง ที่พอจะเดากันได้ไม่ยากตามประสาผู้ชายนิ่งๆ ขณะที่นาดาลจะเป็นนักกีฬาที่ร้อนแรงจริงจัง มีความโหวกเหวกเล็กน้อย (เรื่องนี้แม้แต่ยอโควิชก็ยังเคยอำ) โดยที่แม้ว่าจะอยู่กันในห้องเล็กๆแบบนั้นแต่ทั้งคู่ก็ต้องทำเหมือนอีกฝ่ายไม่มีตัวตน

มากที่สุดก็คือการจับมือ พยักหน้า และส่งรอยยิ้มเจื่อนๆให้ ไม่มีอะไรจะให้มากกว่านี้อีกแล้ว

สำหรับนาดาล แม้จะเข้ามาใช้เป็นประจำแต่ห้องนี้ไม่ใช่ห้องโปรดของเขาเท่าไรนัก เพราะปีกลายเขาแพ้ให้กับเฟเดอเรอร์ก็ว่าแย่แล้ว แต่สิ่งที่แย่กว่าคือการที่เขารู้สึกว่าเขา “แพ้ใจ” ตัวเอง จนทำให้หลังจบการแข่งขันเขานั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในห้องนี้นานถึงกว่า 30 นาที

ครั้งนี้ทำให้เขานอกจากจะมาพร้อมกับความตั้งใจแล้ว ก็ยังมาพร้อมกับแผนการบางอย่างด้วย

ตามคำบอกเล่าของโทนี นาดาล คุณลุงผู้เป็นทั้งโค้ชและคนให้คำปรึกษา แผนเด็ดของนาดาลไม่มีอะไรที่มากกว่าการพยายามทำให้เฟเดอเรอร์ นักเทนนิสผู้สมบูรณ์แบบและสง่าต้องเผชิญกับสถานการณ์กดดัน ทำให้เขาสงสัยในตัวเอง และหมดแรงด้วยการเล่นสุดทรหด

“ทำลายจังหวะง่ายๆ ท้าทายเขาให้ไปถึงขีดจำกัด ทำให้เขาหงุดหงิด และทำให้เขาต้องรู้สึกใกล้เคียงกับภาวะแตกสลาย” คือสิ่งที่นาดาลเล่าไว้ด้วยตัวเองในหนังสืออัตชีวประวัติ

แล้วเขาก็ทำแบบนั้นจริงๆตั้งแต่แต้มแรก

เกมซึ่งเริ่มต้นช้ากว่ากำหนดเนื่องจากมีฝนโปรยปรายลงมาและเซ็นเตอร์คอร์ต วิมเบิลดันในเวลานั้นยังเป็นเวอร์ชั่นเดิมๆไม่มีหลังคา เมื่อออกสตาร์ทเฟเดอเรอร์เป็นฝ่ายได้เสิร์ฟก่อน เพียงแต่หลังการโต้กันยาวนานถึง 14 หน นาดาลเป็นฝ่ายได้แต้มแรก

แต้มนี้เป็นสิ่งที่เขาต้องการ โดยเจ้าตัวเปรียบไว้ว่า “เป็นเหมือนขั้นแรกของการรักษาความเจ็บปวดที่ติดตัวมายาวนานถึง 12 เดือน”

นาดาลยังพยายามที่จะงัดกลเม็ดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาใช้ เช่น การพยายามดึงเวลาในการจะเสิร์ฟแต่ละลูกให้นานกว่าปกติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เฟเดอเรอร์พยายามร้องเรียนมาตั้งแต่ก่อนนัดชิงชนะเลิศแล้ว (ในเซ็ตที่ 2 นาดาลใช้เวลาถึง 40 วินาทีกว่าจะแต่งองค์ทรงเครื่องจนพร้อมเสิร์ฟ) การตีเน้นไปที่แบ็คแฮนด์ของเบอร์หนึ่งชาวสวิตเซอร์แลนด์มากเป็นพิเศษ

ทุกอย่างเหมือนเข้าทางของเขาทั้งหมด นาดาลได้ 2 เซ็ตแรกไป 6-4, 6-4 (ซึ่งเขาไล่จากตามหลัง 1-4 มาจนคว้าเซ็ตนี้ได้) เหลืออีกเพียงแค่เซ็ตเดียวเท่านั้นทุกอย่างก็จะจบลง

การเจอกับนาดาลในเวลานั้นและตกอยู่ใต้สถานการณ์นั้นเป็นเรื่องง่ายดายที่จะรู้สึกเหมือนลิง (ถือลูกท้อ)

แต่ไม่ใช่สำหรับเฟเดอเรอร์

ถึงแม้ฟอร์มโดยรวมก่อนหน้าจะไม่ดีนัก สภาพร่างกายเริ่มมีความอ่อนล้าเข้ามารบกวน แต่ในเวลานั้นเขาคิดอย่างเดียวว่า “ต่อให้แพ้วันนี้ก็จะต้องไว้ลายสักหน่อย”

โชคดีสำหรับเฟเดอเรอร์เมื่อสายฝนโปรยลงมาหนักอีกครั้งในช่วงที่เสมอกันอยู่ 2-2 เกมในเซ็ตที่ 3 ทำให้ต้องหยุดพักการแข่งขัน ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นโอกาสในการทำให้เขาได้รวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นกำลังกาย สติ จิตกลับมา ยังเป็นการทำลายจังหวะของนาดาลด้วย

เฟเดอเรอร์ค่อยๆหาทางกลับมาได้ เขาไล่ตามมาเป็น 1-2 หลังจากที่ได้เซ็ตที่ 3 6-7 (5) มาแบบหวุดหวิด ในห้วงเวลาเดียวกับที่นาดาลเริ่มออกอาการประมาท เหมือนชะล่าใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วเขายอมรับในเวลาต่อมาว่าเขาเกิดรู้สึก “กลัว” ขึ้นมา

ความน่าประหลาดคือความกลัวที่ว่านั้นไม่ใช่ความกลัวที่จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่เป็นความกลัวที่จะเป็นฝ่ายชนะ นั่นเพราะการได้แชมป์วิมเบิลดันเป็นหนึ่งในรายการที่เขาฝันถึง และยังเป็นแกรนด์สแลมเดียวที่ยังทำได้ไม่สำเร็จด้วย

เซ็ตที่ดุเดือดและบีบหัวใจที่สุดเกิดขึ้นในเซ็ตที่ 4 ซึ่งนาดาลพยายามที่จะปิดเกมให้ได้ แม้ว่าจะมีสายฝนลงมาขัดจังหวะอีกก็ตาม ซึ่งทั้งคู่สู้กันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ช็อตต่อช็อต จนมาถึงช่วงไทเบรก ซึ่งได้รับการขนานนามอีกเช่นกันว่าเป็น “The Greatest tie-breaks”

นั่นเพราะทั้งคู่ไม่มีใครยอมใคร ชนิดที่ขนาดนาดาล ได้แชมเปียนชิพพอยต์ (Championship point) ถึง 2 ครั้ง แต่เฟเดอเรอร์ก็ไม่ยอม

หนึ่งในนั้นเป็นช็อตการตีแบ็คแฮนด์ที่เจ้าตัวยอมรับในเวลาต่อมาว่าเป็นหนึ่งใน 2 แต้มที่สมบูรณ์แบบที่สุดในชีวิตการเล่นของเขาเลยทีเดียว ซึ่งคำว่าสมบูรณ์แบบนั้นไม่ได้หมายถึงน้ำหนักและทิศทางของการตี แต่หมายถึงความสำคัญต่อเกมในวันนั้น “มันทำให้ผมรอดตัวไปจนถึงเซ็ตที่ 5”

และในความรู้สึกของเฟเดอเรอร์ เขาคิดว่าเป็นเพราะการตีลูกนี้แหละที่ทำให้นัดชิงในวันนั้นเป็นนัดชิงที่เป็นเหมือนเรื่องเล่าปกรณัม

เฟเดอเรอร์พลิกกลับมาได้เซ็ตที่ 4 ไปทำให้กลับมาเสมอกัน 2-2 เซ็ตและต้องตัดสินกันในเซ็ตสุดท้ายที่ในเวลานั้นเซ็ตตัดสินจะไม่มีไทเบรก

โมเมนตัมเวลานั้นใครก็คิดว่าสงสัยนาดาลจะเสร็จเฟเดอเรอร์อีกครั้ง แต่เปล่าเลย การเสียเซ็ตที่ 4 ไปไม่ได้ส่งผลเสียหายในระดับร้ายแรง ในทางตรงกันข้ามมันกลับเป็นการดึงสติ สมาธิ และปัญญาของเขากลับมาอีกครั้ง โดยที่เจ้าตัวยอมรับว่าฝนที่ตกลงมาจนทำให้ต้องหยุดพักการแข่งในเซ็ตที่ 4 เป็นการช่วยเขามากกว่า

ในขณะที่โทนี นาดาลเริ่มถอดใจ ราฟาเอลหลานรักก็บอกให้ใจเย็นๆ “ไม่ต้องกังวลนะลุง สบายๆ ผมใจเย็นอยู่ ผมทำได้”

ตะวันลับแสงไปนานแล้วและแสงในคอร์ตก็น้อยลงทุกที บรรยากาศนั้นมืดในระดับที่เทคโนโลยี Hawk-Eye ไม่สามารถทำงานได้

ที่คอร์ต สองนักเทนนิสผู้กำหนดนิยามของยุคสมัยสู้กันแบบไม่มีใครยอมใคร แต้มต่อแต้ม เกมต่อเกม ช็อตต่อช็อต เหมือนเราได้เห็นแสงออกจากแร็คเก็ตวาดยาวผ่านลูกสักลาดสีเขียว โดยที่ในบางช่วงเวลาเผลอหยุดหายใจ

มันยาวนานเหมือนจะเป็นนิรันด์ จนแม้แต่ผู้ชมในวันนั้นต่างคิดว่า “เป็นไปได้ไหมที่พวกเขาจะได้ครองแชมป์ร่วมกันไปเลย” แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นไปไม่ได้ และในอีกใจพวกเขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าใครกันที่จะได้เป็นผู้ชนะในมหาศึกเหนือสงครามครั้งนี้

ในช่วงที่ทั้งคู่เสมอกันอยู่ 7-7 เกม แอนดรูว์ จาเร็ตต์ ผู้ตัดสินได้เรียกทั้งคู่มาเพื่อบอกว่าจะให้เล่นกันอีกเพียงแค่ 2 เกมเท่านั้น ถ้ายังตัดสินกันไม่ได้ก็จะหยุดพักการแข่งขันในช่วงกลางคืนเพราะแสงในเวลานั้นแทบมองอะไรไม่เห็นแล้ว

แต่สุดท้ายแล้วเกมก็มาถึงจุดตัดสินจนได้ เมื่อนาดาลเบรกเกมเสิร์ฟของเฟเดอเรอร์ได้สำเร็จ ทำให้เขามีโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะ

จริงอยู่ที่ตลอดทั้งวันเขาเล่นโดยใช้สมองมากกว่าแค่พละกำลัง แต่ในห้วงเวลานั้นบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกใต้จิตใจบอกกับเขาว่า “Vamos ลุยกันเลย” และทำให้เขาตัดสินใจเล่นในสไตล์ดุดันในแบบของตัวเองมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการขึ้นมาเล่นเสิร์ฟและวอลเลย์ด้วย

ก่อนที่สุดท้ายเฟเดอเรอร์จะพลาดตีติดเน็ตเองในแต้มสุดท้าย

Game, set, and match ในเวลา 4 ชั่วโมง 48 นาที ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ยาวนานที่สุดในยุคนั้น

ราฟาเอล นาดาล คว้าแชมป์วิมเบิลดันหนแรกของตัวเองได้สำเร็จ (โดยกระโดดขึ้นไปฉลองที่บ็อกซ์ของทีมงานและครอบครัว ก่อนจะเดินไปยังบ็อกซ์วีไอพีที่มีสมาชิกราชวงศ์สเปนมาชมการแข่งขันด้วย) ทำให้ครองแชมป์แกรนด์สแลมครบทุกรายการได้สำเร็จ รวมถึงหยุดสถิติไร้เทียมทานของเฟเดอเรอร์เอาไว้ได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องที่ “เฟดเอ็กซ์” รู้สึกเสียใจมาโดยตลอด

แต่มันก็ไม่ได้เป็นความพ่ายแพ้ที่เลวร้ายที่สุดแต่อย่างใด

เพราะอย่างน้อยเขาและนาดาล ได้แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันเทนนิสในระดับสุดยอดที่แม้แต่ตำนานผู้ยิ่งใหญ่อย่างจอห์น แม็คเอนโร ได้ยกย่องว่า “เป็นแมตช์นัดชิงที่ดีที่สุดที่เคยดูมาในชีวิต”

เช่นเดียวกับผู้ชมทั้งโลก และเหล่านักเทนนิสน้อยใหญ่อีกมากมายที่ได้เป็นสักขีพยานของการต่อสู้สุดมหัศจรรย์ครั้งนี้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น“จุดสูงสุด” ของเกมเทนนิส

นัดชิงวิมเบิลดัน 2008 ยังเป็น “จุดเปลี่ยน” ของยุคสมัยที่นำไปสู่การยกระดับของเกมเทนนิสไม่ว่าทั้งเฟเดอเรอร์ (ซึ่งกลับมาคว้าแชมป์ได้ในปีถัดไป) นาดาลที่ไม่ยอมแพ้ และการร่วมวงของยอโควิช ที่ก้าวขึ้นมาเป็น “เสาหลักทั้ง 3” ของวงการเทนนิสชาย โดยทั้งสามได้ผลัดกันทำลายสถิติการคว้าแชมป์แกรนด์สแลมสูงสุดตลอดกาล (เริ่มจาก เฟเดอเรอร์ 20 สมัย, นาดาล 22 และยอโควิช 25 สมัย)

และนั่นทำให้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหนศึกนัดชิงในตำนานครั้งนั้นก็ยังคงเป็นที่เล่าขานถึงอยู่เสมอ

วันนี้ก็เช่นกัน

อ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...