โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สกนช.จ่อคลอดแผนวิกฤติน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่ ปรับกรอบช่วยดีเซล

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 ก.ค. 2568 เวลา 03.16 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2568 เวลา 10.59 น.

นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า สกนช. อยู่ระหว่างจัดทำแผนวิกฤติการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงปี 2568-2572 เนื่องจากแผนวิกฤติฯ เดิมใช้มาตั้งแต่ปี 2563-2567 ซึ่งครบกำหนด 5 ปีที่ต้องทบทวนใหม่แล้ว

โดยสาระสำคัญของแผนวิกฤติฯ ฉบับใหม่ดังกล่าวจะมุ่งเน้นการพิจารณาด้านความเหมาะสมของการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปช่วยเหลือในสถานการณ์เกิดวิกฤติราคาพลังงาน

ดังนั้น จะต้องกำหนดก่อนว่าสถานการณ์ใดจะเข้าข่ายการเป็นวิกฤติด้านพลังงาน และกรอบการนำเงินกองทุนฯ ไปช่วยเหลืออย่างเหมาะสมควรอยู่ที่ระดับใด ซึ่งปัจจุบันแผนวิกฤติฯ จะยึดหลักเกณฑ์กรณีราคาน้ำมันโลกเกิน 5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อสัปดาห์ และราคาน้ำมันขายปลีกขยับขึ้นเกิน 1 บาทต่อสัปดาห์ ถือว่าเข้าข่ายเกิดวิกฤติราคาพลังงานที่กองทุนฯ สามารถเข้าไปรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันได้

ซึ่งปัจจุบันยังยึดกรอบราคาจำหน่ายน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร แต่ขณะนี้ราคาปรับขึ้นไปอยู่ที่ 31.94 บาทต่อลิตร ตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นแผนวิกฤติฯ ฉบับใหม่จะต้องกลับมาทบทวนว่ากรอบราคาดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรยังเหมาะสมกับสถานการณ์โลกปัจจุบันอยู่หรือไม่ และหากจะปรับเปลี่ยนควรกำหนดราคาที่เหมาะเท่าไหร่ เพื่อให้สอดคล้องกับการนำเงินกองทุนน้ำมันฯ ไปช่วยพยุงราคา

อย่างไรก็ตามการทำกรอบราคาดีเซลใหม่ จะมีการจัดทำกรอบราคาดีเซลที่หลากหลายแนวทาง โดยคำนึงถึงข้อดีและข้อเสียที่จะเกิดขึ้นกับความรู้สึกของประชาชน ภาวะเศรษฐกิจประเทศ และอัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น

สกนช.จ่อคลอดแผนวิกฤติน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่ ปรับกรอบช่วยดีเซล

“ประชาชนจะเกิดความรู้สึกว่าราคาดีเซลแพงเมื่อขยับเกิน 30 บาทต่อลิตร แต่ที่ผ่านมาภาครัฐเคยขยับราคาไปสูงสุดถึง 35 บาทต่อลิตรในช่วงวิกฤติราคาพลังงานที่ผ่านมา ดังนั้นการกำหนดกรอบราคาใหม่จะพิจารณาปัจจัยหลายด้านประกอบกัน”

นอกจากนี้จะมีการพิจารณาถึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ว่าควรตรึงราคาไว้ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัมต่อไปหรือไม่ และการช่วยเหลือควรเลือกเฉพาะกลุ่มครัวเรือน หรือควรช่วยทุกกลุ่มเหมือนในปัจจุบัน ดังนั้นจะดูว่าแนวทางไหนที่จะเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันและฐานะเงินกองทุนฯ มากกว่ากัน

ทั้งนี้จากบทเรียนในช่วงวิกฤติราคาพลังงาน 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้กองทุนฯ เข้าไปพยุงราคาดีเซลและ LPG จนกองทุนฯ เป็นหนี้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.3 แสนล้านบาท และต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินถึง 105,333 ล้านบาท ดังนั้นจะต้องมีการทบทวนความเหมาะสมของการใช้เงินกองทุนฯ และการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานที่เหมาะสมมากขึ้น เนื่องจากตามกฎหมายกองทุนฯ จะสามารถมีเงินสะสมได้ไม่เกิน 4 หมื่นล้านบาท แต่ปัจจุบัน (ล่าสุด ณ วันที่13 ก.ค. 2568 ) กองทุนฯ ติดลบรวม -31,588 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามคาดว่าแผนวิกฤติฯ ฉบับใหม่นี้จะเสร็จประมาณปลายปี 2568 นี้ โดยจะต้องนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) พร้อมด้วยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาตามขึ้นตอนก่อนจะประกาศใช้ต่อไป

นายพรชัย กล่าวอีกว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันดีเซล ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับภาคขนส่งและค่าครองชีพของประชาชน กองทุนน้ำมันฯ ได้เข้าไปบริหารจัดการผ่านกลไกอัตราเงินกองทุนน้ำมันฯ ในการรักษาเสถียรภาพระดับราคาขายปลีกในประเทศ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนมากจนเกินไป

โดย กบน. ได้มีมติเร่งด่วน จำนวน 5 ครั้งภายในเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์เพื่อลดผลกระทบ โดยเริ่มจากลดอัตราเงินจัดเก็บของกลุ่มน้ำมันดีเซลจากเดิมจัดเก็บอยู่ที่ 2.40 บาทต่อลิตร เป็นการต้องชดเชยอยู่ที่ 0.65 บาทต่อ เพื่อคงราคาขายปลีกไม่ให้เกิน 32 บาทต่อลิตร ทำให้สามารถตรึงราคาหน้าปั๊มน้ำมันไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนในช่วงเวลาสำคัญ

แม้การรักษาเสถียรภาพ และตรึงราคาน้ำมันในช่วง 12 วันที่ผ่านมา จะส่งผลให้สภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯประเภทน้ำมันดีเซลติดลบ คือมีรายจ่ายสูงสุดประมาณวันละ 40.75 ล้านบาทต่อวัน แต่เมื่อสถานการณ์สงครามอิสราเอล-อิหร่าน เริ่มคลี่คลายจากการไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ ราคาน้ำมันโลกก็เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ ทำให้กองทุนน้ำมันฯ กลับมาจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ได้อีกครั้ง ปัจจุบันกลุ่มน้ำมันดีเซลมีรายรับประมาณวันละ 57.41 ล้านบาท และกลุ่มน้ำมันเบนซิน มีรายรับประมาณวันละ 96.17 ล้านบาท ขณะที่ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2568 กองทุนน้ำมันฯ ติดลบอยู่ที่ 31,588 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันบวกอยู่ที่ 12,406 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ที่ 43,994 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน กับกรณีสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน จะพบความแตกต่างในเชิงผลกระทบ และความยืดเยื้ออย่างชัดเจน ซึ่งกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ช่วยเพิ่มวิธีการบริหาร และความรอบคอบในการกำหนดมาตรการบริหารกองทุนน้ำมันฯ ในปัจจุบัน และอนาคต

ปัจจุบันกระทรวงพลังงานยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ในทะเลแดง และภูมิภาคอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบด้านราคาพลังงาน กระทรวงพลังงานโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาดูแล ได้แก่ คณะกรรมการเตรียมการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติ (LNG) ซึ่งมี นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นประธาน และมีตน (นายพรชัย จิรกุลไพศาล) ร่วมเป็นกรรมการในชุดนี้ โดยคณะกรรมการดังกล่าวจะทำหน้าที่เตรียมการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อรองรับสถานการณ์พลังงานจากวิกฤตในตะวันออกกลาง และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อย่างรอบด้าน

“บทเรียนจากวิกฤตน้ำมันช่วงที่ผ่านมา สะท้อนถึงความจำเป็นของกลไกกองทุนน้ำมันฯ ที่มีความยืดหยุ่น ทันต่อสถานการณ์ และมุ่งมั่นดูแลประชาชนทุกระดับอย่างเท่าเทียม สะท้อนการทำหน้าที่และบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาเสถียรภาพด้านราคาพลังงานให้กับประชาชนในช่วงวิกฤตการณ์ด้านราคาพลังงานเสมอมา ด้วยหลักการเปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ภายใต้กรอบของพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 พร้อมขอขอบคุณผู้ค้าน้ำมันที่ให้ความร่วมมือในการสนับสนุนภารกิจสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...