Dusit Central Park เตรียมเปิด Roof Park ปอดใหม่กลางกรุงดึงนักท่องเที่ยวไทย-เทศ
Dusit Central Park ปั้น Roof Park ปักธงแลนด์มาร์กใหม่ของกรุงเทพฯ วางเป้าเป็น "สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย" เทียบชั้น Central Park มหานครนิวยอร์ก และ Hyde Park มหานครลอนดอน ดึงนักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ และคนทั่วไปเข้าพื้นที่เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายในส่วนรีเทล
[caption id="attachment_181047" align="aligncenter" width="1000"]
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)[/caption]
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ดุสิตธานี ก่อตั้งมาปีนี้เป็นปีที่ 75 ขณะที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ อยู่คู่กรุงเทพฯ มานานกว่า 50 ปี เป็นหมุดหมายของกรุงเทพฯ มาตลอดและเคยเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งทางผู้ก่อตั้งมีความตั้งใจให้โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เป็นโรงแรมไทยที่มีมาตรฐานสากล โดยขยายในส่วนของห้องประชุมขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศไทยอย่าง ห้องนภาลัย ซึ่งเป็นที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง
อย่างไรก็ดี เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป โลกมีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งความต้องการของผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงไป ดุสิตธานีมีความจำเป็นต้องปรับตัวให้สามารถตอบสนองต่อโลกที่เปลี่ยนไป ขณะเดียวกันยังต้องเคารพในสิ่งที่เคยเป็นมา และสิ่งที่ควรจะอนุรักษ์ไว้ ควบคู่ไปกับการเติมเต็มสิ่งที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และสิ่งที่ต้องเป็นไปในอนาคต ให้มีความลงตัวที่สุดภายใต้โครงการ "Dusit Central Park"
โครงการมิกซ์ยูส (Mixed-use) ที่เป็นส่วนผสมของ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ, ดุสิต เรสซิเดนซ์ ซึ่งเป็นที่พักอาศัย, รีเทล โดยมีเซ็นทรัลพัฒนาเป็นพาร์ทเนอร์ และอาคารสำนักงาน เชื่อมทั้งหมดด้วยสวนลอยฟ้าขนาดใหญ่ 7 ไร่ 11,200 ตารางเมตร ครอบคลุมพื้นที่ชั้น 4 ต่อเนื่องถึงชั้น 7 โดย 3 ชั้นเป็นที่จอดรถ และ 1 ชั้นเป็นห้างสรรพสินค้าที่คอนเนกต์กับ MRT สถานีสีลม และเชื่อมต่อไปยัง BTS ศาลาแดง ที่สำคัญ ทั้ง 3 ตึกสามารถมองเห็นวิวสวนลุมพินีแบบ Extended Park View ในมุมที่สวยงามที่สุด
"หลังคาของรีเทลโดยทั่วไปจะเป็นที่วางคอมเพรสเซอร์แอร์หรืออุปกรณ์ดูแลสภาพของอาคาร แต่เราอยากใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นหมุดหมายที่คนกรุงเทพฯ ได้มาใช้ประโยชน์ร่วมกันและสร้างคุณค่าความเป็นอยู่ วิถีเมือง เพราะฉะนั้นเราจึงเปลี่ยนพื้นที่หลังคาของรีเทลให้เป็นสวนขนาดใหญ่และเป็นที่มาของ “Roof Park”"
การสร้าง Roof Park ไม่เพียงเสริมภาพลักษณ์ของประเทศ แต่ยังสร้างประโยชน์ในหลายมิติ ได้แก่:
- มิติทางเศรษฐกิจ: เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ดึงดูดทั้งชาวไทยและคนจากทั่วโลกให้มาเยือน
- มิติทางสังคม: มอบพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้งานได้ตามไลฟ์สไตล์ของตนเอง
- มิติด้านระบบนิเวศเมือง: ปลูกพันธุ์ไม้ที่ช่วยเพิ่มออกซิเจน, ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ดักจับและลดฝุ่น PM10 และ PM2.5, ลดอุณหภูมิ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้อากาศเย็นสบายด้วยน้ำตกที่กระจายตามจุดต่าง ๆ ทำให้มีอุณหภูมิต่ำกว่าบริเวณโดยรอบ 1-2 องศาเซลเซียส
"เรามองว่าของบางอย่างมีคุณค่ามากกว่าเงิน และเงินก็จะตามมาทีหลัง Roof Park จะเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนอยากมา ทั้งชาวต่างชาติและคนไทยสามารถมาใช้ชีวิตได้ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าพักโรงแรม ลูกบ้านของเรสซิเดนซ์ พนักงานออฟฟิศ หรือคนทั่วไป แน่นอนว่าเมื่อมีคนเข้ามาก็จะเกิดการจับจ่ายใช้สอย
นอกจากจะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายในส่วนของศูนย์การค้าแล้ว ยังทำให้โครงการของเรามีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร และยังช่วยส่งเสริมคอนโด ดุสิต เรสซิเดนเซส ซึ่งเป็นโครงการลีสโฮลด์ (Leasehold) ระยะเวลา 59.5 ปี พัฒนาขึ้นในช่วงโควิด-19 ให้สามารถทำยอดขายไปแล้วกว่า 90% คิดเป็นมูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท แม้ว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตอนนี้จะไม่ง่าย แต่ของเราก็ยังขายได้อยู่ ซึ่งสิ้นปีนี้ก็จะเริ่มทยอยโอนแล้ว"
ทั้งนี้ คาดว่า Roof Park จะแล้วเสร็จก่อนส่วนของรีเทล แต่จะซอฟต์ลอนช์ (soft launch) พร้อมห้างสรรพสินค้าในวันที่ 15 สิงหาคม และจะเปิดอย่างเป็นทางการภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อใช้ลงทะเบียนหรือจองก่อนเข้าใช้พื้นที่เพื่อควบคุมความปลอดภัย เนื่องจากพื้นที่สวนไม่ได้ใหญ่มาก สามารถรองรับผู้ใช้งานได้ราวๆ 1,000 คน
"เราวางเป้าหมายให้ Roof Park เป็น "สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย (Thailand’s Largest Urban Roof Park)" เทียบเคียงสวนสาธารณะระดับโลกอย่าง Central Park ในมหานครนิวยอร์ก และ Hyde Park ในมหานครลอนดอน ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานของทุกคนที่ตั้งอยู่บน Prime Location ใจกลางเมือง"