โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ธนาคารพระพุทธศาสนา-ความยากง่ายจัดระบบทรัพย์สินสงฆ์

เดลินิวส์

อัพเดต 12 ก.ค. 2568 เวลา 12.00 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2568 เวลา 04.00 น. • เดลินิวส์
กระแสวิกฤติศรัทธาในวงการสงฆ์ จากปัญหาเรื่องทรัพย์สินของวัดและความประพฤติสงฆ์บางรูป กำลังเป็นที่จับตาและสร้างความไม่สบายใจแก่พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ

เรื่องนี้ นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำความจำเป็น “เร่งด่วน” ในการแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่ หนึ่งในแนวทางที่กำลังพิจารณาคือ การจัดตั้ง “ธนาคารพระพุทธศาสนา” เพื่อดูแลทรัพย์สินของศาสนาให้เป็นระบบและโปร่งใสยิ่งขึ้น

“ทีมข่าวอาชญากรรม” มีโอกาสสอบถามมุมมอง ตลอดจนความเป็นไปได้การจัดการทรัพย์สินของวัดในรูปแบบดังกล่าวกับผู้คลุกคลีในแวดวงศาสนาอย่าง นายจตุรงค์ จงอาษา นักวิชาการศาสนา ให้ความเห็นว่า ส่วนตัวรับหลักการดังกล่าวของนายสุชาติได้แค่บางส่วน เพราะสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่จะจัดตั้งธนาคารขึ้นมาใหม่ และการตั้งธนาคารนับว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากผลประกอบการในทุกวันนี้ก็แย่ ตนจึงรับเพียงแค่หลักการและไม่ได้อยากให้ตั้งธนาคาร

นายจตุรงค์ ยกตัวอย่างหนึ่งใน Non-bank (ผู้ให้บริการทางการเงินอื่นๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน) อย่างทรูมันนี่ เพราะสามารถมีสเตตเมนต์ (Statement) หรือ รายการเดินบัญชีที่ดูเรื่องเงินเข้าออกได้ คิดว่าถ้าหากรัฐตั้งใจจะทำ ก็ควรทำแบบ Non-bank ดีกว่า โอกาสที่ไม่ขาดทุนและได้กำไรนั้นมีมากกว่า และต้นทุนในการบริหารก็น้อยกว่า

“หากมีการนำทรัพย์สินของวัดมาเกลี่ยก็ควรใช้ระบบ Non-bank แบบทรูมันนี่ ที่สามารถตรวจสอบได้ง่ายกว่า และในอนาคตพระก็ไม่จำเป็นที่จะต้องจับเงิน จับทอง เงินทั้งหมดก็จะเข้ากองกลางและนำมาใช้ดูแลพระแต่ละรูปแทน”

นายจตุรงค์ กล่าวด้วยว่า การที่รัฐจะปฏิรูปและจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนาถือว่ายังเป็นเรื่องที่ไม่ใหม่ แนวคิดนี้มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และก่อนหน้าในสมัยรัฐบาล คสช. ได้จัดให้วัดมีการจัดทำบัญชี เพื่อส่งให้สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แต่ยุคนั้นก็ส่งบ้างไม่ส่งบ้าง ต่างกับปัจจุบันที่มีวัดส่งเอกสารการทำบัญชีมาขึ้นกว่า 70% หากเทียบกับในอดีต

ทั้งนี้ แนวคิดการจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนานั้นต่างกันกับกองทุน เพราะกองทุนคือการลงทุน แต่ “เพย์เมนต์เซอร์วิส” นั้นต่างกัน หากต้องการให้พระจ่ายอะไรก็จะมีสเตตเมนต์ให้ดู มีคนเข้าถึงและเห็นถึงที่มาที่ไปของเงิน และในปัจจุบันก็มีการกล่าวว่าไม่ต้องการให้พระจับเงิน ก็สามารถใช้“คิวอาร์ โค้ด” เข้ามา และให้ไวยาวัจกรเป็นผู้ดูแลอีกทีหนึ่ง การทำแบบนี้ “ง่าย” ต่อการตรวจสอบและ “ยาก” ต่อการทุจริต

นายจตุรงค์ กล่าวอีกว่า การที่ภาครัฐจะเข้ามาดูแลธนาคารพระพุทธศาสนาคงเป็นเรื่องที่ยาก ส่วนการตรวจสอบหลังจากนี้จะเป็นเรื่องยากหรือไม่นั้น มองว่าไม่น่าเป็นยาก เพราะมีหน่วยงานที่สามารถตรวจสอบได้ทำหน้าที่เหล่านี้อยู่แล้ว

ท้ายที่สุดท่ามกลางวิกฤติศรัทธาที่กำลังสั่นคลอนวงการสงฆ์ แนวคิดจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา อาจเป็นหนึ่งใน “ทางเลือก” เพื่อทำให้การเงินวัดเป็นระบบและตรวจสอบได้ แต่ก็ยังมีตัวอย่างอีกหลายวัดที่สะท้อนว่า “ระบบที่โปร่งใส” อาจเริ่มได้จากภายในวัดเอง

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...