โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นับถอยหลังสู่ ‘โรคระบาดใหญ่’ ครั้งใหม่ ระดมทุกสรรพกำลังก่อนวิกฤตมาเยือน

The Bangkok Insight

อัพเดต 07 มิ.ย. 2568 เวลา 09.55 น. • เผยแพร่ 07 มิ.ย. 2568 เวลา 09.55 น. • The Bangkok Insight

นับถอยหลังสู่ โรคระบาดใหญ่ ครั้งใหม่ เจาะจุดอ่อนซ้ำซาก ของระบบสุขภาพของสหรัฐ บทเรียนราคาแพงที่ต้องเรียนรู้ก่อนสาย สู่โมเดลของไทย" รัฐ-เอกชน-ชุมชน"

อนาคตของการรับมือโรคระบาด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับศูนย์บัญชาการขนาดใหญ่ของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้าง ระบบนิเวศทางสาธารณสุข (Health Ecosystem) ที่แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือ ซึ่งทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ

โรคระบาด

การที่ภาครัฐมีศูนย์กลางคอยกำกับดูแลมาตรฐาน จะเป็นการสร้างความมั่นใจและทำให้การกระจายกำลังการตรวจสู่ภาคเอกชนและชุมชนเกิดขึ้นได้อย่างเต็มศักยภาพ นี่คือหนทางที่จะทำให้ประเทศไทยพร้อมรับมือกับวิกฤตครั้งต่อไปได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุด

สำนักงานความรับผิดชอบของรัฐบาลสหรัฐ (the United States Government Accountability Office: GAO) ออกรายงานฉบับล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2568 เตือนกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ (HHS) ให้เร่งแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในระบบการตรวจหาเชื้อโรคติดต่อร้ายแรง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการระบาดใหญ่ (Pandemic) ครั้งต่อไปจะมาถึง

รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามตรวจสอบการรับมือโรคระบาดของรัฐบาลกลางภายใต้กฎหมาย CARES Act และได้ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาระบบรับมือโรคระบาดของสหรัฐ

หลังจากที่ HHS เผชิญความท้าทายหลายประการในช่วงการระบาดของโควิด-19 ทั้งในด้านการพัฒนาชุดตรวจที่แม่นยำอย่างรวดเร็ว, การกระจายชุดตรวจ, การให้แนวทางที่ชัดเจน และการรวบรวมข้อมูลการตรวจที่ไม่สมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ GAO จึงจัดให้ภาวะผู้นำและการประสานงานในการรับมือภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของ HHS อยู่ใน บัญชีรายชื่อหน่วยงานความเสี่ยงสูง (High-Risk List) มาแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2565

ภัยคุกคามจากการระบาดใหญ่ยังคงอยู่

GAO เน้นย้ำว่า โรคติดเชื้อที่มีศักยภาพในการระบาดใหญ่ เช่น ไข้หวัดนก ถือเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตชาวอเมริกัน, ความมั่นคงของชาติ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งการมีระบบตรวจวินิจฉัยโรคที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตที่อาจเกิดขึ้นได้

ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับปรุง 4 ด้านหลัก

เพื่อหาแนวทางแก้ไข GAO ได้รวบรวมข้อมูลจากการทบทวนเอกสาร, สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ HHS และที่สำคัญคือการจัดประชุมระดมสมองกับผู้เชี่ยวชาญ 19 คน ซึ่งระบุโดยสถาบันวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และการแพทย์แห่งชาติ โดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนะแนวทางปฏิบัติเกือบ 100 ข้อ เพื่อให้ HHS ปรับปรุงการตรวจวินิจฉัยสำหรับอนาคต ซึ่งสามารถสรุปเป็น 4 ด้านหลักได้ดังนี้

  • การพัฒนา (Development): ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยล่วงหน้าก่อนเกิดภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข
  • การนำไปใช้ (Deployment): ขยายจำนวนหน่วยงานที่สามารถทำการตรวจวินิจฉัยโรคได้
  • แนวทาง (Guidance): สื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับแนวทางการตรวจหาเชื้ออย่างต่อเนื่องและกว้างขวางยิ่งขึ้น
  • การรวบรวมข้อมูล (Data Collection): เพิ่มความเป็นมาตรฐานของการรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการตรวจวินิจฉัย

ชี้ 2 แนวทางหลักที่ต้องทำทันที

จากข้อเสนอแนะทั้งหมด ผู้เชี่ยวชาญได้เห็นพ้องร่วมกันใน 2 แนวทางหลัก ซึ่ง GAO ชี้ว่าสามารถช่วยแก้ไขความท้าทายต่างๆ ได้ แต่จนถึงปัจจุบัน HHS ยังไม่ได้ดำเนินการในทั้งสองเรื่องนี้

1. จัดทำยุทธศาสตร์การตรวจวินิจฉัยระดับชาติ (A national diagnostic testing strategy): เพื่อกำหนดบทบาทความรับผิดชอบที่ชัดเจน, ปรับปรุงการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน, และบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

2. จัดตั้งคณะทำงานหรือเวทีหารือระดับชาติ (A national testing forum): เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ประสานงานด้านการตรวจวินิจฉัย ทั้งในช่วงเตรียมความพร้อมและระหว่างการรับมือภัยคุกคาม อีกทั้งยังช่วยทบทวนและปรับปรุงยุทธศาสตร์ชาติให้ทันสมัยอยู่เสมอ

GAO สรุปว่า การจัดตั้งกลไกทั้งสองอย่างนี้ ก่อนที่จะเกิดภาวะฉุกเฉินครั้งต่อไป จะช่วยเสริมสร้างความสามารถของ HHS ในการรับมือกับภัยคุกคามจากการระบาดใหญ่ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ของ HHS ระบุว่ากำลังดำเนินการในบางขั้นตอนเพื่อปรับปรุงการตรวจวินิจฉัย เช่น การออกแนวทางสำหรับห้องปฏิบัติการนอกรูปแบบ (non-traditional laboratories) ที่ต้องการขออนุมัติเพื่อทำการตรวจในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยขยายจำนวนหน่วยงานที่สามารถทำการตรวจได้

บทเรียนสำหรับประเทศไทย: ระดมทุกสรรพกำลัง

บทเรียนจาก GAO ไม่เพียงเป็นกระจกสะท้อนให้สหรัฐ แต่ยังเป็นพิมพ์เขียวให้ไทยสามารถพัฒนารูปแบบการรับมือที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ รวมศูนย์ที่ส่วนกลาง ไปสู่การ กระจายศูนย์ และ ระดมทุกศักยภาพ ที่มีในประเทศ ทั้งภาครัฐ ชุมชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคเอกชน เพื่อสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น

1. ปรับยุทธศาสตร์สู่โมเดล กระจายการปฏิบัติ แต่รวมศูนย์ที่มาตรฐาน

  • การประยุกต์ใช้: การรับมือที่มีประสิทธิภาพต้องผสมผสานสองแนวคิดเข้าด้วยกัน ได้แก่

กระจายการปฏิบัติการ (Decentralized Operations): เปิดทางให้โรงพยาบาลรัฐ, เอกชน, ห้องปฏิบัติการ, คลินิก, รพ.สต. และร้านขายยา สามารถให้บริการตรวจคัดกรองแก่ประชาชนได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว เพื่อลดความแออัดและเข้าถึงประชาชนได้ทุกพื้นที่

รวมศูนย์การควบคุมมาตรฐาน (Centralized Standards): ในขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องจัดตั้ง ศูนย์ควบคุมและรับรองมาตรฐานกลาง ขึ้นมาอย่างชัดเจน ซึ่งหน่วยงานอย่าง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะทำหน้าที่นี้

  • บทบาทของศูนย์ควบคุมมาตรฐานกลาง

รับรองคุณภาพ: กำหนดและรับรองมาตรฐานของชุดตรวจและน้ำยาทุกชนิดที่อนุญาตให้ใช้ในประเทศ

กำกับดูแลห้องปฏิบัติการ: ออกใบรับรอง (Accreditation) ให้แก่ห้องแล็บทั้งของรัฐและเอกชน เพื่อให้แน่ใจว่ามีกระบวนการที่ถูกต้องและบุคลากรที่มีคุณภาพ

ทดสอบความชำนาญ: จัดส่งตัวอย่างทดสอบ (Proficiency Testing) ให้ห้องแล็บเครือข่ายเป็นประจำ เพื่อทวนสอบความแม่นยำของผลการตรวจ

ประโยชน์: เกิดระบบที่ รวดเร็วและยืดหยุ่น จากการกระจายศูนย์ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้าง ความน่าเชื่อถือและคุณภาพที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ทั่วประเทศ ประชาชนจะมั่นใจได้ว่าผลการตรวจที่ได้รับมีมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะมาจากหน่วยบริการใดก็ตาม

2. สร้างเวทีความร่วมมือ รัฐ-เอกชน-ชุมชน ที่แท้จริง

การประยุกต์ใช้: จัดตั้งเวทีหารือระดับชาติที่ตัวแทนจาก สภาอุตสาหกรรม, สภาหอการค้า, สมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้เข้ามานั่งร่วมกับภาครัฐ, ตัวแทน อสม. และ รพ.สต. ตั้งแต่ในภาวะปกติ เพื่อวางแผนซัพพลายเชน, กำลังการผลิต, และแนวทางการทำงานร่วมกันล่วงหน้า

ประโยชน์: ลดปัญหาคอขวด ในการจัดหาเวชภัณฑ์ดังที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และสร้างแผนงานที่ปฏิบัติได้จริง เพราะมาจากความเข้าใจในศักยภาพและข้อจำกัดของทุกฝ่าย

3. ยึดหลัก ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind)

การประยุกต์ใช้: การกระจายศูนย์ต้องควบคู่ไปกับการดูแลให้ทั่วถึง เครือข่าย อสม. และ รพ.สต. คือคำตอบในการเข้าถึงประชากรกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ห่างไกล ขณะที่กลไกของ สปสช. จะรับประกันว่าทุกคน ทุกสิทธิ สามารถเข้าถึงการตรวจและการรักษาได้ ทั้งในหน่วยบริการของรัฐและเอกชนที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน

ประโยชน์: สร้าง ความครอบคลุมและเป็นธรรม (Equity) ในระบบสาธารณสุข ลดอัตราการป่วยหนักและเสียชีวิตในกลุ่มเสี่ยง และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...