โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ประเทศไทยพร้อมแค่ไหน!! รับมือสารพัดวิกฤติพลังงานทั่วโลก

เดลินิวส์

อัพเดต 22 ก.ค. 2568 เวลา 17.07 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 00.00 น. • เดลินิวส์
ความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลกจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ กำลังทดสอบความพร้อมของประเทศต่าง ๆ ในการรับมือกับความเสี่ยงด้านพลังงาน สำหรับประเทศไทยซึ่งต้องนำเข้าพลังงานเป็นสัดส่วนสูง คำถามคือ เรามีความพร้อมเพียงพอหรือไม่ในการรับมือกับวิกฤติที่อาจเกิดขึ้น

ภูมิทัศน์ใหม่ของตลาดพลังงานโลก

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งล่าสุดทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในตลาดพลังงานโลก ต่างจากวิกฤติก่อนหน้า เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ผลักดันราคานํ้ามันดิบทะลุ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคานํ้ามันในครั้งนี้ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบไม่ถึง 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล การที่ตลาดไม่ตื่นตระหนกเหมือนอดีตมาจากหลายปัจจัย ประการแรก การเพิ่มขึ้นของการผลิตจากแหล่งพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ในสหรัฐอเมริกา ประการที่สอง หลายประเทศมีการสำรองนํ้ามันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ที่แข็งแกร่งขึ้น มักจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านฤดูกาล ความต้องการใช้ไฟฟ้า และปิดซ่อมบำรุงของแหล่งผลิต มากกว่าปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โดยตรง

ความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซ

จุดที่น่าจับตา คือ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก แม้ความเป็นไปได้ที่ช่องแคบแห่งนี้จะถูกปิดอย่างสมบูรณ์จะมีไม่มากนัก แต่หากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบต่อการจัดหา LNG ทั่วโลกถึง 20% หรือประมาณ 83 ล้านตันต่อปี สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงมีอยู่ใน 2 ด้านหลัก คือ 1. การนำเข้า LNG จากกาตาร์ ซึ่งหากสถานการณ์รุนแรงในช่วงเดือนก.ค.-ก.ย. 68 อาจกระทบต่อการส่งมอบ LNG จำนวน 4 ลำเรือ (ประมาณ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน) 2. การนำเข้านํ้ามันดิบจากตะวันออกกลางซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 58.9% ของการนำเข้าทั้งหมด

แผนรับมือของภาครัฐ

ได้วางแผนรับมือในหลายมิติ สำหรับ ด้านก๊าซธรรมชาติ มีการเร่งรัดการจัดหาจากตลาดจร โดยมองหาแหล่งทดแทนจากออสเตรเลีย มาเลเซีย และประเทศใกล้เคียง พร้อมทั้งเจรจากับคู่ค้ารายอื่นเพื่อขอเลื่อนกำหนดการส่งมอบให้เร็วขึ้น รวมถึงเจรจากับผู้ผลิตก๊าซในอ่าวไทยเพื่อขอเลื่อนแผนการซ่อมบำรุง และประสานงานกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) สำหรับ ด้านนํ้ามัน ข้อมูลแสดงว่าประเทศไทยมีปริมาณสำรองตามกฎหมาย รวมประมาณ 63 วัน (นํ้ามันดิบ 46 วัน นํ้ามันสำเร็จรูป 17 วัน) และกระทรวงพลังงานได้ประสานผู้ค้านํ้ามันเพื่อเตรียมจัดหานํ้ามันดิบจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลางไว้แล้ว ใน ด้านไฟฟ้า มีการประสานงานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้เตรียมความพร้อมเดินเครื่องโรงไฟฟ้าโดยใช้นํ้ามันดีเซลและนํ้ามันเตาเป็นเชื้อเพลิงสำรองในกรณีจำเป็น

ภัยคุกคามมิติใหม่: ความมั่นคงทางไซเบอร์

กระทรวงพลังงานในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลโครง สร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศด้านพลังงาน มีการซ้อมแผนรับมืออย่างน้อยปีละ 1 ครั้งตามกฎหมาย และมีกลไกเฝ้าระวังร่วมกับ หน่วยงานด้านความมั่นคงระดับประเทศ

ประเมินความพร้อม: เพียงพอหรือไม่

จากการศึกษาข้อมูลและมาตรการต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีการเตรียมพร้อมในระดับหนึ่ง แต่ความท้าทายที่เหลืออยู่คือการปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีระบบสำรองนํ้ามัน 63 วัน อาจเพียงพอสำหรับวิกฤติระยะสั้น แต่หากเกิดปัญหาเรื้อรัง อาจต้องมีการปรับแผนเพิ่มเติม การหาแหล่งพลังงานทางเลือกและการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว จึงเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการต่อไป สิ่งสำคัญคือการมีแผนสำรองที่ชัดเจนและการสื่อสารกับประชาชนอย่างโปร่งใส เพื่อให้สังคมเข้าใจสถานการณ์และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...