โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ทำไมเรียกสีน้ำเงิน? แจกแจงความสัมพันธ์สว. กลุ่มใหญ่กับพรรคภูมิใจไทย

iLaw

อัพเดต 23 พ.ค. 2568 เวลา 12.08 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. 2568 เวลา 16.46 น. • iLaw

สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดแรกจากระบบ “แบ่งกลุ่ม-เลือกกันเอง” แสดงตัวให้เห็นทั้งจากผลคะแนนในการเลือก และการทำงานในช่วงเกือบหนึ่งปีแรกว่ามีการ “เกาะกลุ่ม” กันชัดเจน ด้วยเสียงส่วนใหญ่ประมาณ 120-140 เสียงที่มีลักษณะการทำงานร่วมกันและลงมติไปในทางเดียวกัน สว. กลุ่มนี้ถูกเรียกเป็นที่เข้าใจว่า “สว.สีน้ำเงิน”

สีน้ำเงิน เดิมหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อมากลายเป็นสีบนเสื้อเครื่องแบบของพรรคการเมืองชื่อ ภูมิใจไทย ที่ “รีแบรนด์” ในปี 2568 โดยใช้โลโก้เป็นสีน้ำเงินทั้งหมด

นอกจากอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2567 เป็นภาพที่พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา “พายเรือให้อนุทินนั่ง” เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่มีความหมายชัดเจนแล้ว ยังมีข้อเท็จจริงที่ปรากฏความเกี่ยวพันของกลุ่มสว. สีน้ำเงินและพรรคภูมิใจไทย ดังนี้

1. จังหวัดฐานเสียงสำคัญ ได้สว. เยอะโดยไม่ต้องเขียนแนะนำตัว

เนื่องจากการเลือกสว. แบ่งการเลือกเป็นสามระดับ คือ ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ผู้ที่จะไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสว. ได้ จึงมีความเกี่ยวพันกับพื้นที่ที่สมัครอย่างมากด้วย ซึ่งผลการเลือกสว. ที่ออกมาก็พบว่า จังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคภูมิใจไทย และพื้นที่อิทธิพลของ "นายใหญ่" เนวิน ชิดชอบ เป็นจังหวัดที่มีสว. มากที่สุด มากถึง 14 คน เหนือกว่าจังหวัดที่ได้สว. มากอันดับสองอย่างกรุงเทพมหานคร ที่ได้เพียงเก้าคน

นอกจากบุรีรัมย์จะครองแชมป์แบบทิ้งห่างเมืองหลวงไปไกลแล้ว จังหวัดที่ได้สว. มากเป็นจำนวนถัดๆ มาล้วนแต่เป็นจังหวัดที่เป็นฐานเสียงและมีสส. มาจากพรรคภูมิใจไทยอีกเช่นกัน ได้แก่ สุรินทร์เจ็ดคน พระนครศรีอยุธยาเจ็ดคน อ่างทองหกคน สตูลหกคน สงขลาหกคน และจังหวัดเลย ศรีษะเกษ อำนาจเจริญ อุทัยธานี นครศรีธรรมราช ได้เท่ากันที่จังหวัดละห้าคน

ซึ่งในจังหวัดฐานเสียงพรรคภูมิใจไทยเหล่านี้นอกจากจะมีสว. จำนวนมากแล้ว ยังพบว่า สว. จากจังหวัดนี้จำนวนหนึ่งไม่ใช่คนที่มีชื่อเสียง หรือมีประวัติที่น่าจับตามองในฐานะ "ตัวเต็ง" เมื่อเทียบกับผู้สมัครคนอื่นๆ ในกลุ่มอาชีพเดียวกัน และยังเขียนประวัติการทำงานเพียงสั้นๆ ไม่ได้เน้นจูงใจให้ผู้สมัครคนอื่นต้องลงคะแนนให้ เช่น ปราณีต เกรัมย์ กลุ่ม 16 จากจังหวัดบุรีรัมย์ เขียนประวัติเพียงว่า เป็นนักฟุตบอลอาวุโส, ปวีณา สาระรัมย์ กลุ่ม 5 จากจังหวัดบุรีรัมย์ เขียนแนะนำตัวแค่ว่า “อาชีพของครอบครัวที่คุ้นเคยกัน คือ การทำนา โดยการเริ่มต้นการเรียนรู้จากพ่อแม่เคยพาทำนามา สมัยก่อนเราใช้แรงงานคนในการปักตำ สมัยนี้ใช้เครื่องจักร”, จตุพร เรียงเงิน กลุ่ม 7 จากจังหวัดบุรีรัมย์ เขียนแนะนำตัวว่า “วิ่งน้ำและรับจ้าง“ เป็นต้น

เมื่อพิจารณาจากสถิติจำนวนผู้สมัครสว. พบว่า ศรีษะเกษสร้างเซอร์ไพรส์เป็นจังหวัดที่มีคนสมัครเยอะสุด คือ 2,674 คน มากกว่าอันดับสองอย่างกรุงเทพมหานคร ที่มีผู้สมัคร 2,439 คน และตามมาด้วยอันดับสาม คือ เชียงใหม่ 1,902 คน ลำดับของจังหวัดที่มีจำนวนผู้สมัครมากต่อจากนั้นล้วนเป็นจังหวัดที่มีสส. มาจากพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ บุรีรัมย์ นครศรีธรรมราช พระนครศรีอยุธยา สงขลา

2. อดีตผู้สมัครสส. ภูมิใจไทย ตบเท้าเข้าเป็นสว. หกคน

จากผลการเลือกที่ออกมา พบว่า สว. ที่ได้รับเลือกจากระบบนี้ 200 คน ไม่ได้เป็น “อิสระ” ทางการเมือง เป็นตัวแทนของกลุ่มอาชีพและปราศจากความเกี่ยวข้องกับการเมืองภาพใหญ่ ในทางตรงกันข้ามเมื่อสืบค้นประวัติแล้วหลายคนมีความเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย หรือเคยร่วมทำงานทางการเมือง โดยมีประวัติเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยหลายคน

มี สว. อย่างน้อยหกคนที่เคยเป็นผู้สมัครสส. ของพรรคภูมิใจไทยมาก่อน และลงสนามหาเสียงเลือกตั้งโดยใส่เสื้อสีน้ำเงินในปี 2566 แต่สอบตก จึงลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อมาสมัครเป็นสว. ได้แก่

3. คนสนิทสายตรงภูมิใจไทย ครองประธาน-รองประธาน สว.

นอกจากอดีตผู้สมัครสส. ของพรรคภูมิใจไทยแล้ว ยังพบว่า มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยอีกหลายคนที่ได้รับเลือกเป็น สว. ตัวอย่างเช่น

  • มงคล สุระสัจจะ กลุ่ม 1 ข้าราชการ จากจังหวัดบุรีรัมย์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้เป็นอธิบดีกรมการปกครองในสมัยที่ชวรัตน์ ชาญวีรกูล พ่อของอนุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจากพรรคภูมิใจไทย และถูกเสนอให้เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยแต่ต่อมาถอนตัวเพราะมีเรื่องร้องเรียนการทุจริต หลังจากได้รับเลือกเป็นสว. ก็ยังได้เป็นประธานวุฒิสภาด้วย

  • พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ กลุ่ม 1 ข้าราชการ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากอนุทิน ชาญวีรกูล ให้เป็นประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ก่อนมาสมัคร สว. ไม่นาน หลังจากได้รับเลือกเป็นสว. ก็ยังได้เป็นรองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่งด้วย และมีภาพ "พายเรือให้อนุทินนั่ง" ในเวลาต่อมา

เท่ากับทั้งประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง มีสายสัมพันธ์ตรงกับพรรคภูมิใจไทย

  • นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล กลุ่ม 4 สาธารณสุข จากจังหวัดบุรีรัมย์ อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในยุคสมัยที่อนุทิน ชาญวีรกูลเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งจากอนุทิน ให้เป็นคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในปี 2563 อนุทินยังเคยมอบหมายให้เป็นประธานคณะทำงานรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และเอกสารในการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ในปี 2564 อีกด้วย

  • พรเพิ่ม ทองศรี กลุ่ม 13 วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี จากจังหวัดบุรีรัมย์ พี่ชายของทรงศักดิ์ ทองศรี สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งพรเพิ่ม เคยเป็นหัวหน้าคณะทำงานของรัฐมนตรีพี่ชายตัวเองด้วย

  • อภิชาติ งามกมล กลุ่ม 1 ข้าราชการ จากจังหวัดบุรีรัมย์ พี่ชายของไตรเทพ งามกมล สส.เขต 8 จ.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย

  • กมล รอดคล้าย กลุ่ม 3 การศึกษา จากจังหวัดสงขลา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เคยเป็นคณะทำงานยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา พรรคภูมิใจไทย ในช่วงปี 2566 และยังเคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทำงานให้กับกนกวรรณ วิลาวัลย์ สส.ปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทยได้รับการแต่งตั้งในปี 2564

  • โชคชัย กิตติธเนศวร กลุ่ม 19 อาชีพ “อิสระ” จากจังหวัดนครนายก เป็นทายาทของวุฒิชัย กิตติธเนศวร อดีต สส.นครนายก 5 สมัย พรรคภูมิใจไทย ถือเป็นตระกูลการเมืองใหญ่ของจังหวัดนี้ จากเฟซบุ๊กของโชคชัย ไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งในปี 2566 ยังเคยโพสต์แสดงการสนับสนุน “หลานอ๋อง” ปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร ผู้สมัครสส. จังหวัดนครนายกพรรคภูมิใจไทย แต่ในปี 2566 พรรคภูมิใจไทยแพ้การเลือกตั้งในจังหวัดนครนายก

  • พิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ กลุ่ม 16 กลุ่มศิลปะวัฒนธรรม จากจังหวัดสงขลา เคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระหว่างปี 2562-2566 ซึ่งก็คือที่ปรึกษาของพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย วันที่ 11 พฤษภาคม 2566 ไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งพิบูลย์อัทฒ์โพสต์เฟซบุ๊กเชิญชวนให้เลือกผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย โดยมีภาพของอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และพิพัฒน์ รัชกิจประการอยู่ด้วย

4. ผลคะแนนของจังหวัดบ้านใหญ่ภูมิใจไทย "ผิดปกติ" อย่างโดดเด่น

ในการเลือกสว. ไม่มีการเปิดเผยผลคะแนนของผู้สมัครทุกคนในทุกระดับชั้น มีเพียงคะแนนที่ได้จากเจ้าหน้าที่ที่ไปสังเกตการณ์และจดบันทึกไว้ จากคะแนนที่ออกมาก็พบความ "ผิดปกติ" หลายประการกับสว. กลุ่มที่มาจากจังหวัดที่เป็นฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย แสดงถึงการลงคะแนนที่อาจไม่เป็นอิสระของผู้สมัครในกลุ่มจังหวัดเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น

  • มีปรากฏการณ์คะแนน "ล้นกระดาน" ที่ผู้สมัครสว. ได้คะแนนมากกว่ากระดานที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ คือ มากกว่า 50 คะแนน จนเจ้าหน้าที่ต้องนำกระดานแผ่นใหม่มาต่อเพื่อการนับคะแนนให้เสร็จ ซึ่งคนที่ได้คะแนนลักษณะนี้จะมีจำนวนหกคนต่อกลุ่มเหมือนกันเกือบทั้งหมด โดยสว. จากจังหวัดฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทยก็ชัดเจนว่า ได้คะแนนเกาะกลุ่มที่สูงผิดปกติ เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นสว. คะแนนล้นกระดาน 12 จาก 14 คน จังหวัดสตูล เป็นสว. คะแนนล้นกระดานทั้งหกคน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นสว. คะแนนล้นกระดานทั้งเจ็ดคน จังหวัดอ่างทอง เป็นสว. คะแนนล้นกระดานห้าจากหกคน จังหวัดอุทัยธานี เป็นสว. คะแนนล้นกระดานสี่จากห้าคน

  • มีปรากฏการณ์"ดาวค้างฟ้า นอนมาตั้งแต่ต้น" คือ ผู้สมัครสว. จำนวนหนึ่งที่ผ่านการเลือกหกรอบ ตั้งแต่การเลือกระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ได้คะแนนชนะคู่แข่งแบบถล่มทลายทุกรอบทั้งการเลือกกันเองในกลุ่มและการเลือกไขว้ ชนิดไม่ต้องลุ้นอะไรเลย เช่น อภิชาติ งามกมล จากกลุ่ม 1 จากจังหวัดบุรีรัมย์, อารีย์ บรรจงธุรการ กลุ่ม 18 จากจังหวัดสตูล, แดง กองมา กลุ่ม 10 จากจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นต้น

  • มีปรากฏการณ์ "บุรีรัมย์เสียงไม่แตก" โดยพบว่า ผลคะแนนการเลือกระดับจังหวัดของทุกกลุ่มจะมีผู้สมัครสองคนที่ได้คะแนนแบบ "ทิ้งโด่ง" จากผู้สมัครคนอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกันชนิดไม่มีลุ้นอะไรเลยทั้งรอบเลือกกันเองและรอบเลือกไขว้ โดยผลคะแนนทั้งสองรอบปรากฏออกมาชัดเจนทั้ง 20 กลุ่ม ที่อันดับสามไม่ต้องลุ้นอะไร จึงทำให้เห็นความไม่ปกติของการเลือกสว. ในจังหวัดนี้ได้ดี ตัวอย่างเช่น กลุ่ม 1 รอบเลือกกันเองมีผู้สมัครห้าคน มงคล สุระสัจจะ ได้รับคะแนน 34 คะแนน อภิชาติ งามสกล ได้รับคะแนน 26 คะแนน ส่วนลำดับต่อมาได้คะแนน 6-5-5 คะแนน ตามลำดับ ในรอบเลือกไขว้ มงคล สุระสัจจะ ได้รับคะแนน 9 คะแนน อภิชาติ งามกาล ได้รับคะแนน 9 คะแนน และผู้สมัครอีกคนหนึ่งที่ได้อีก 1 คะแนน โดยมีห้ากลุ่มที่รอบเลือกไขว้มีผู้สมัครกลุ่มละสองคนได้คะแนนลอยลำขณะที่ผู้สมัครคนอื่นๆ ไม่มีคะแนนเลย และผลสุดท้ายทั้งสองคนที่ได้คะแนนทิ้งโด่งมาในรอบแรก ก็เป็นสองคนที่ทิ้งโด่งในรอบสอง ผ่านระดับจังหวัดเข้าสู่ระดับประเทศอย่างไม่ต้องเหนื่อย

  • มีปรากฏการณ์"ผู้สมัครพลีชีพ" โดยพบว่า ผู้สมัครจำนวนมากจากจังหวัดที่เป็นฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย เมื่อเข้าสู่การเลือกระดับประเทศในรอบเลือกกันเอง ไม่มีคะแนนเลย หรือเข้าคูหาลงคะแนนโดยไม่แม้แต่จะลงคะแนนให้กับตัวเอง ทำให้ได้ศูนย์คะแนนและตกรอบกลับบ้าน และจังหวัดที่มีผู้สมัครคะแนนศูนย์จำนวนมากเหล่านี้ล้วนเป็นจังหวัดฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ จังหวัดระนอง มีผู้สมัครพลีชีพ 22 คน จังหวัดอุทัยธานี มีผู้สมัครพลีชีพ 18 คน จังหวัดพิจิตร มีผู้สมัครพลีชีพ 15 คน จังหวัดกระบี่ มีผู้สมัครพลีชีพ 13 คน เป็นต้น

  • มีปรากฏการณ์ "กลุ่มท็อปแปดจังหวัด" โดยพบว่า หลังมีผู้สมัครจากจังหวัดที่เป็นฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทยจำนวนหนึ่ง "พลีชีพ" ไปจำนวนมากแล้ว ส่งผลให้ผู้สมัครจากจังหวัดที่เป็นฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทยอีกจำนวนหนึ่งได้คะแนนมากจนผิดสังเกตและเข้าสู่รอบการเลือกไขว้ได้มากจนผิดสังเกต ซึ่งจังหวัดที่มีผู้สมัครเข้าสู่รอบเลือกไขว้ได้มากแปดอันดับแรกได้แค่ บุรีรัมย์ 38 คน สตูล 38 คน พระนครศรีอยุธยา 38 คน อ่างทอง 37 คน เลย 37 คน อำนาจเจริญ 36 คน ยโสธร 34 คน สุรินทร์ 28 คน จากจำนวนผู้สมัครจังหวัดละไม่เกิน 40 คน โดยเปรียบเทียบได้กับกรุงเทพมหานครที่มีผู้สมัครผ่านเข้าสู่รอบเลือกไขว้เพียง 14 คน

  • มีปรากฏการณ์ "คะแนนเกาะกลุ่มของจังหวัดท็อปแปด" โดยพบว่า ผลคะแนนรอบเลือกไขว้ในกลุ่มจังหวัดเหล่านี้ยังมีความผิดปกติ เพราะผู้สมัครจากจังหวัดเหล่านี้ส่วนใหญ่เข้ารอบมาด้วยคะแนนที่มาก แต่ในรอบเลือกไขว้ผู้สมัครจากจังหวัดเหล่านี้กลับได้คะแนนแยกเป็นสองกลุ่มชัดเจน คือ กลุ่มที่ชนะได้เป็นสว. จะได้คะแนนสูงผิดปกติจน "ล้นกระดาน" กับกลุ่มที่ไม่ได้เป็นสว. จะได้คะแนนน้อยผิดปกติหรือไม่ได้คะแนนเลย โดยไม่มีใครที่ได้คะแนนอยู่ระดับกลางๆ หรือเห็นได้ว่า ผู้สมัครจากจังหวัดเหล่านี้ไม่มีการแข่งขันกัน คนที่เป็นตัวจริงก็จะนอนมาตั้งแต่ต้นและได้เป็นสว. ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งคือมีหน้าที่มาลงคะแนนและไม่มีลุ้นที่จะได้รับเลือก ตัวอย่างเช่น ผลคะแนนของผู้สมัครจากจังหวัดอ่างทองในรอบเลือกไขว้ มีคนไม่ได้คะแนนเลย 14 คน ผลคะแนนของจังหวัดอยุธยาในรอบเลือกไขว้ มีคนไม่ได้คะแนนเลยเก้าคน ผลคะแนนของจังหวัดเลยในรอบเลือกไขว้มีคนไม่ได้คะแนนเลยเก้าคน เป็นต้น

5. แทงสวนแก้พ.ร.บ.ประชามติฯ ภูมิใจไทยรับแนวทาง "คล้ายกัน"

ในกระบวนการแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 (พ.ร.บ.ประชามติฯ) เพื่อปลดล็อกเกณฑ์เสียงข้างมากสองชั้น (Double Majority) ภูมิใจไทยเป็นอีกหนึ่งพรรคที่เสนอร่างของตัวเองเข้ามาประกบกับร่างของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และพรรคเพื่อไทยและก้าวไกล (ก่อนถูกยุบพรรค) เสนอเงื่อนไขให้ประชามติจะมีข้อยุติต่อเมื่อ 1) มีผู้มาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ 2) เสียงข้างมากของผู้ลงประชามติ ต้องสูงกว่าเสียงไม่แสดงความคิดเห็น โดยสภามีมติรับหลักการร่างดังกล่าวพิจารณาประกบกันสี่ฉบับ เมื่อผ่านถึงวาระสาม ก็ได้ข้อสรุปที่ตกผลึกร่วมกันในฝั่ง สส. ว่า จะปลดล็อกเงื่อนไขเสียงข้างมากสองชั้น ใช้เสียงข้างมากธรรมดา แต่เกมกลับพลิกล็อกเมื่อ สว. โหวต “แทงสวน”

โดยในชั้นกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประชามติฯ วุฒิสภา พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. กลุ่มที่ 11 นักลงทุนอสังหาริมทริมทรัพย์ และเจ้าของที่พักโฮมสเตย์อ่าวจากอำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นจังหวัดที่พรรคภูมิใจไทยครองพื้นที่ สส. และโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) เสนอแปรญัตติแก้ไขโดยให้การออกเสียงประชามติในเรื่องที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะมีข้อยุติ ต้องใช้เสียง “เกินกว่ากึ่งหนึ่ง” ของผู้มีสิทธิออกเสียงในเรื่องที่ทำประชามติ

หลังจากนั้น ก็มี สว. บางส่วนที่สนับสนุน เช่น สมบูรณ์ หนูนวล สว. จากกลุ่มที่ 4 อดีตสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ซึ่งสมัคร สว. จากอำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร และสมดุล บุญไชย สว. จากกลุ่มที่ 1 อดีตข้าราชการครูจากอำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดท็อปแปด

เมื่อถึงกระบวนการลงมติรายมาตรา วาระสอง ปรากฏว่าเสียงข้างมากของ สว. เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ใช้เสียงข้างมากสองชั้นกับกรณีประชามติแก้รัฐธรรมนูญตามมาตรา 256 (8) และประชามติที่ ครม. เห็นควรให้ทำประชามติ ในส่วนที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จากการลงมติ สว. รายบุคคล พบว่า สว. จากจังหวัดท็อปแปด เสียงแทบไม่แตก โหวต “เห็นด้วย”

  • จังหวัดบุรีรัมย์ มี สว. 14 คน สว. เกือบทั้งหมด 13 คนโหวตเห็นด้วย ยกเว้น มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ซึ่งโหวตงดออกเสียงตามธรรมเนียมปฏิบัติ

  • จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและสุรินทร์ มี สว. เจ็ดคน สว. จากพระนครศรีอยุธยาหกคนที่มาลงมติล้วนเทโหวต “เห็นด้วย” เช่นเดียวกันกับ สว. สุรินทร์ เจ็ดคน โหวตเห็นด้วยเสียงไม่แตก

  • จังหวัดสตูลและอ่างทอง มีสว. จังหวัดละหกคน เสียงไม่แตกโหวตเห็นด้วย

  • จังหวัดเลยและอำนาจเจริญ มีสว. จังหวัดละห้าคน โหวตเห็นด้วย

  • จังหวัดยโสธร มี สว. สองคน โหวตเห็นด้วยทั้งคู่

นอกจาก สว. ที่มาจากจังหวัดท็อปแปด ก็มี สว. จากจังหวัดที่ภูมิใจไทยได้ สส. ยกทั้งจังหวัดหรือเกินครึ่งจากเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้นๆ ที่โหวตเห็นด้วยแก้ไขร่างพ.ร.บ.ประชามติฯ เช่น

  • จังหวัดกระบี่ : มี สว. สี่คน โหวตเห็นด้วยทั้งหมด

  • จังหวัดบึงกาฬ : มี สว. สองคน โหวตเห็นด้วยทั้งคู่

  • จังหวัดพิจิตร : มี สว. สามคน โหวตเห็นด้วยหมด

  • จังหวัดอุทัยธานี : มี สว. ห้าคน เสียงไม่แตกโหวตเห็นด้วย

หลังจาก สว. ลงมติแก้ร่างพ.ร.บ.ประชามติฯ ผ่าน สส. มาแล้ว จึงต้องส่งกลับไปให้ สส. พิจารณาอีกครั้งในวันที่ 9 ตุลาคม 2567 ฝั่งสส. พรรคภูมิใจไทย ก็อภิปรายยอมรับสนับสนุนแนวทางเดียวกันกับ สว. ให้ใช้เสียงข้างมากสองชั้นกับกรณีการแก้รัฐธรรมนูญ แตกต่างจากแนวทางของ สส. ส่วนมากในสภา ไม่ว่าจะพรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน จะเห็นได้จากคำอภิปรายของมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส. แบบแบ่งเขต จังหวัดลพบุรี ที่ระบุว่า การปรับมาใช้เกณฑ์เสียงข้างมากสองชั้น “คล้าย” กับร่างของพรรคภูมิใจไทยที่เคยเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในวาระหนึ่ง

แม้เสียงข้างมากของ สส. ในสภา จะลงมติ “ไม่เห็นด้วย” กับการแก้ไขของ สว. แต่สส. ส่วนใหญ่ในพรรคภูมิใจไทย กลับโหวต “งดออกเสียง” ยกเว้น ภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ที่ลงมติไม่ลงคะแนนเสียง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...