โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ท้องถิ่นจีน 'เงินหมด' งบช่วยซื้อ 'สะดุด' หลังคนแห่เข้าโครงการเก่าแลกใหม่

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 21.38 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 04.50 น.

"จีน" กำลังทดสอบขีดจำกัดของมาตรการกระตุ้นการบริโภค "เก่าแลกใหม่" (trade-in program) ด้วยการที่รัฐให้เงินอุดหนุนการซื้อสินค้าเฉพาะกลุ่มตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าไปจนถึงรถยนต์ ซึ่งช่วยกระตุ้นการจับจ่ายซื้อของในจีนได้อย่างร้อนแรงจนดันให้ยอดค้าปลีกเดือนพ.ค. ขยายตัวสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี แต่ในอีกด้านหนึ่ง มาตรการนี้ก็สุ่มเสี่ยงเกินขีดความสามารถที่ท้องถิ่นต่างๆ จะรับมือไหว แม้แต่ในเมืองหรือมณฑลที่ร่ำรวยที่สุดก็ตาม

บลูมเบิร์กรายงานว่า การที่ผู้บริโภคชาวจีนตอบรับเข้าร่วมโครงการนี้อย่างล้นหลาม กำลังทำให้เกิดภาวะ "เงินหมด" ตามรัฐบาลท้องถิ่นในหลายมณฑล เมื่องบประมาณอุดหนุนจากส่วนกลางที่ปักกิ่งถูกกระจายออกไปถึงมือชาวบ้านอย่างรวดเร็ว

ทางการเมือง "ฉงชิ่ง" และมณฑล "เหอหนาน" ต้องประกาศระงับการให้เงินอุดหนุนหรือใบสมัครขอรับเงินช่วยเหลือดังกล่าว ในขณะที่มณฑล "เจียงซู" และ "กวางตุ้ง" ต้องประกาศข้อจำกัดต่างๆ ออกมา เช่น การจัดการโควตารายวัน

การสะดุดครั้งนี้ทำให้รัฐบาลปักกิ่งมาถึงทางแยกที่ต้องตัดสินใจอีกครั้ง ในขณะที่กำลังมองหาทางแก้ไขในระยะยาวสำหรับวิกฤติความเชื่อมั่นของครัวเรือนจีน

ปักกิ่งกำหนดให้ประเด็น "การขยายการบริโภคในประเทศ" เป็นลำดับความสำคัญทางเศรษฐกิจสูงสุดในปีนี้ เพื่อรับมือกับผลกระทบมาตรการภาษีของสหรัฐ โดยเพิ่มจำนวนการออกพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวพิเศษเป็น "สองเท่า" เพื่อขยายงบโครงการแลกซื้อรถยนต์ใหม่ที่ออกมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพิ่มเป็น 3 แสนล้านหยวน (ราว 1.36 ล้านล้านบาท) โดยงบประมาณมากกว่าครึ่งในโครงการนี้ถูกกระจายหรือกำลังอยู่ระหว่างการกระจายงบไปยังรัฐบาลท้องถิ่นทั่วประเทศ

“การใช้เงินอุดหนุนอย่างรวดเร็วแสดงให้เห็นว่าโครงการนี้มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นยอดขายสินค้าเป้าหมาย” ติง ซวง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนแผ่นดินใหญ่และเอเชียเหนือของธนาคาร Standard Chartered กล่าว

"อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงข้อจำกัดศักยภาพการคลังของประเทศ เรายังจำเป็นต้องมีมาตรการที่ยั่งยืนด้วยเพื่อดำเนินนโยบายดังกล่าวต่อไปในระยะยาว หลังจากที่มีการกระตุ้นระยะสั้นผ่านการอุดหนุนไปแล้ว"

โครงการ "เก่าแลกใหม่" เป็นมาตรการกระตุ้นการบริโภคที่จีนดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว และนับเป็นกุญแจสำคัญในการกระตุ้นดีมานด์สินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือนปีนี้ เฉพาะเดือนพ.ค. เพียงเดือนเดียว ยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในจีนมีการเติบโตมากถึงกว่า 50% และทำให้ยอดค้าปลีกจีนเดือนพ.ค. พุ่ง 6.4% แตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี นับเป็นอัตราการขยายตัวที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2567 และสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ทั้งหมด

ทีมนักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร Goldman Sachs ระบุในบันทึกถึงนักลงทุนว่า โครงการแลกซื้อน่าจะยังคงช่วยสนับสนุนยอดขายสินค้าคงทนบางส่วนได้อยู่ แต่ก็เตือนด้วยว่า"การกระตุ้นอาจหยุดชะงักในเดือนมิ.ย. นี้ เนื่องจากขาดแคลนเงินทุนในบางภูมิภาค"

ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ทางการจีนเปิดเผยว่า จะกระจายงบประมาณทั้งหมด 1.62 แสนล้านหยวน (ราว 7.34 แสนล้านบาท) ให้กับมณฑลต่างๆ โดยจะแบ่งเป็น 2 งวด ซึ่งการจัดสรรงบในงวดหลังเพิ่งประกาศไปเมื่อปลายเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้นประมาณเจ็ดสัปดาห์ต่อมา เว็บไซต์ Financial News ซึ่งเป็นสื่อที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกลางจีนก็รายงานข่าวว่า งบประมาณยังไม่ได้ถูกกระจายไปถึงมือท้องถิ่น แต่ยังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการ

แม้ว่ารัฐบาลอาจจะกระจายงบที่เหลือตามแผนปีนี้ในเร็วๆ นี้ แต่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งเริ่มเตือนว่าปักกิ่งจำเป็นต้องคิดหามาตรการที่ยั่งยืนกว่านี้เพื่อให้การบริโภคในจีนฟื้นตัวได้ต่อเนื่องในระยะยาว

ตอนนี้แนวทางอื่นที่ปักกิ่งกำลังใช้อยู่ก็คือ "การออกนโยบายที่มุ่งสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจ" ให้มากขึ้น เพื่อกระตุ้นด้านการลงทุนและการจ้างงานภาคเอกชน ซึ่งหากดำเนินการต่อเนื่องก็อาจช่วยให้การบริโภคในจีนแข็งแกร่งขึ้นได้ในระยะยาว โดยทางการจีนดำเนินการไปแล้วหลายอย่างรวมถึงการจ่ายหนี้ค้างชำระของรัฐบาลกับบริษัทเอกชน และการขอให้กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ชำระหนี้ให้ตรงเวลามากขึ้น

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ฯ สแตนชาร์ดมองว่า มาตรการดังกล่าวอาจไม่เห็นผลที่รวดเร็ว แต่จะสามารถช่วยฟื้นการบริโภคในระยะยาวของจีน และเชื่อว่าขณะนี้ฐบาลกลางจะดำเนินการจัดสรรเงินอุดหนุนอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาความเชื่อมั่นให้ต่อเนื่อง ในขณะที่ปักกิ่งกำลังเตรียมออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังในปีนี้

"ความกังวล" เกี่ยวกับเรื่องการพึ่งพาเงินอุดหนุนยังสะท้อนให้เห็นผ่านบรรดาสื่อของทางการจีนเอง หนังสือพิมพ์ The Economic Daily ระบุว่ารัฐบาล "ต้องปรับปรุงระบบการจัดสรรงบประมาณและต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อเพิ่มรายได้" ให้กับประชาชน

"การกระตุ้นการบริโภคในประเทศไม่สามารถพึ่งพาเพียงแค่มาตรการอุดหนุนเท่านั้น" บทบรรณาธิการสื่อดังกล่าวระบุ

หวั่นยอดขายรถร่วง หลังงบอุดหนุนเริ่มหมด

รอยเตอร์สรายงานอ้างประกาศของรัฐบาลท้องถิ่นว่าขณะนี้มีเมืองและเทศบาลอย่างน้อย 6 แห่งในจีน ที่ต้องประกาศระงับการให้เงินอุดหนุนสำหรับการแลกซื้อรถยนต์ใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทำให้ยอดขายรถใหม่ในจีนซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชะลอตัวลง

รัฐบาลท้องถิ่นในเมือง"เจิ้งโจว" และ "ลั่วหยาง" แจ้งว่า การระงับโครงการนี้ชั่วคราวเป็นเพราะงบประมาณรอบแรกที่รัฐบาลปักกิ่งจัดสรรให้หมดลงแล้ว ในขณะที่เมือง "เสิ่นหยาง" และ "ฉงชิ่ง" ระบุว่า การระงับเงินอุดหนุนเป็นเพราะมีการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เงินทุน และทางด้านเขตปกครองตนเอง "ซินเจียง" ทางตะวันตกเฉียงเหนือก็ออกคำสั่งระงับในลักษณะเดียวกัน

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้ใช้โครงการเก่าแลกใหม่กระตุ้นการซื้อสินค้าราคาแพง เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนจับจ่ายใช้สอย หลังจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคซบเซามานานจากวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงความกังวลเรื่องการเติบโตของค่าจ้างและการว่างงาน

โครงการนี้ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ณ วันที่ 31 พ.ค. มีผู้ยื่นคำร้องขอเงินอุดหนุนสำหรับโครงการแลกซื้อรถยนต์ไปแล้วมากกว่า 4 ล้านรายในปีนี้

ด้านสื่อของทางการจีนในมณฑลเหอหนาน รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า รัฐบาลปักกิ่งได้สังเกตเห็นช่องโหว่บางประการในโครงการอุดหนุนแลกซื้อ และจะพยายามหาทางปรับปรุงแก้ไข โดยมีหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สื่อและหน่วยงานกำกับดูแลของจีนระบุว่าเป็นปัญหาก็คือ "รถมือสองเลขไมล์ศูนย์" ซึ่งหมายถึงการขายรถใหม่เอี่ยมป้ายแดงที่ยังไม่เคยใช้เป็นรถมือสอง เพื่อลดราคาให้ถูกลงและจะได้ระบายสินค้าในสต็อก

ปัญหานี้เองเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินอุดหนุนหมดลงเร็วกว่าที่คาดไว้ และทำให้รัฐบาลท้องถิ่นต้องระงับโครงการอุดหนุนชั่วคราว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...