กรมบัญชีกลางรายงาน "โยกงบล่าช้า คืนมาได้ไม่ถึง 5 หมื่นล้าน"
ไม่เพียงพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย “นายกรณ์ จาติกวณิช” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรมว.คลัง เท่านั้น ที่เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ หลัง ครม.อนุมัติพระราชกำหนดเงินกู้ 4 แสนล้านบาท
โดยมองว่าการออก พ.ร.ก.ดังกล่าว ไม่น่าจะชอบตามเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ต่างจาก “น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งมีแนวโน้มว่า “เห็นตรงกัน” หรือ “ต่างกัน” ในแต่ละประเด็นหรือไม่ ก่อนนัดหารือเพื่อยื่นเรื่องดังกล่าว
ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวในรายการอินไซด์ ไทยแลนด์ เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2569 ว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เป็นพระราชกำหนดที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังในการกู้เงิน เนื่องจากสถานการณ์มีความจำเป็นและวิกฤต ซึ่งทุกคนคงไม่ปฏิเสธ ทุกวันนี้เราเจอวิกฤตของโลก พลังงาน และวิกฤตในตะวันออกกลาง สงคราม ยังไม่ทราบรู้จะจบลงเมื่อไหร่ สิ่งที่ต้องการคือการเตรียมกระสุนไว้รองรับวิกฤต ที่จะมาเป็นหลายระลอก
ขณะนี้เราเห็นนายกฯ สิงคโปร์ ประเทศต่าง ๆ เขายอมรับหมดว่า วิกฤตครั้งนี้อาจจะแรงมาก เริ่มจากสงครามการสู้รบในตะวันออกกลาง ถัดมาเป็นวิกฤตน้ำมัน ราคาพลังงาน ต่อไปจะเป็นวิกฤตต้นทุน ระลอกที่สาม คือของจะแพง ราคาสินค้าจะขึ้น และรอบที่ 4 คือ กำลังซื้อคงจะหด คนอาจจะตกงาน ธุรกิจอาจจะปิดตัว ในทุกประเทศ เราจึงต้องการป้องกันปัญหานี้ ในอดีตการป้องกันปัญหานี้ เราต้องการกระสุนอยู่จำนวนหนึ่ง เหมือนเรากำลังจะสู้รบกับวิกฤต ซึ่งระยะเวลาอาจจะนาน เราจึงต้องเตรียมกระสุนให้พร้อม ก็คือ พ.ร.ก.อันนี้
หลังจากนั้นโครงการต่าง ๆ ที่เราจะมายิงผู้ร้าย เพื่อแก้ปัญหาวิกฤต ดูแลหัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือ เราบอกแล้วว่าจะเอากระสุนนี้ มาช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น กับประชาชนและผู้ประกอบการ ค่าครองชีพ ซึ่งวัตถุประสงค์ตรงนี้ชัดเจนมาก อันนี้เป็นวิกฤตปากท้อง ซึ่งชาวบ้านจะได้รับผลกระทบเยอะ ไหน ๆ จะทำแล้ว ก็ต้องนำมาดู และปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน เพราะประเทศไทย ที่เดือดร้อนทุกวันนี้ เพราะเราพึ่งพาพลังงาน ไทยนำเข้าน้ำมันก๊าซธรรมชาติเยอะมาก จึงต้องเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น
และสุดท้ายคือ การออกพ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ได้ใช้รวดเดียวให้หมด เป็นการเตรียมไว้ใช้ ซึ่งจะต้องมีกระบวนการกลั่นกรองโครงการ ที่เอามาเยียวยาประชาชน ไม่ใช่ทุกโครงการจะทำอะไรก็ทำ ไม่ได้ตีเช็คเปล่า
ถามว่า จะใช้เงินในแต่ละโครงการ อะไรที่เปลี่ยนผ่าน จะได้เห็นกันเมื่อไหร่?
รองนายกฯและ รมว.คลัง กล่าวว่า พระราชกำหนดนี้จะมีคณะกรรรมการกลั่งกรองโครงการ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ไม่ใช่ว่าจะทำอะไรก็ได้ โดยจะมีเป้าหมายหลักใน 5 ด้าน คือ 1.เอาไปช่วยประชาชนและผู้ประกอบการที่เดือดร้อน 2.การเปลี่ยนผ่าน”ทรานซิชัน" (Transition) เพราะประเทศไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จำนวนมาก
ดังนั้นต้องเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น 3.การปฎิรูปหรือทรานฟอร์ม หลังวิกฤต เพื่อทำให้อนาคตเมืองไทยดีขึ้น และ 4.ทุกโครงการต้องมีความโปร่ง มีการกลั่นกรอง จะเปิดเผยทุกโครงการ และ 5.ทำร่วมกับทุกคน เอาภาคเอกชนต่าง มาหารือร่วมกัน
ถามว่านายกรณ์ ออกมาระบบว่า ไม่จำเป็นต้องออกพ.ร.ก.โยกงบปี 2569 หรือรองบปี 2570 ก็สามารถที่จะทำได้ ก่อนโดยไม่ออกต้องออกพ.ร.ก.
“ตรงนี้ต้องบอกว่า ทำทุกอย่างแล้ว ปี 2569 ผมสั่งให้โยกงบฯใครเบิกจ่ายล่าช้า และไม่มีประสิทธิภาพ ให้เอาคืนมาให้หมด ซึ่งกรมบัญชีกลางรายงานมาแล้วว่า ได้มาไม่ถึง 5 หมื่นล้าน และสำนักงบประมาณ ต้องไปลงรายละเอียดอีกว่าใน 5 หมื่นล้านเอามาใช้ได้จริง ๆเท่าไหร่ ที่ไม่ใช่งบผูกพัน งบก้อนแรกคงไม่พอแล้ว
ก้อนที่สอง งบปี 2570 จะเริ่มวันที่ 1 ต.ค.2569 ซี่งเราเหลืออีก 5 เดือน วิกฤตวันนี้ ทุกประเทศที่ออกมาช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเปราะบาง มันก็ต้องช่วยคนให้ทัน ประชาชน ผู้ประกอบการที่เดือดร้อน ลมหายใจแทบจะไม่มี เราต้องชัดเจน ผมเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็น เร่งด่วน”
รมว.คลัง ย้ำว่า การยื่นที่พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ไม่กังวล เพราะเมื่อครั้งที่นายกรณ์ เป็นรมว.คลัง ทำพ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง ก็โดนฟ้องเหมือนกัน ซึ่งยุคนั้น ก็ไปช่วยทำข้อมูลอธิบายศาลรัฐธรมนูญ ก็เข้าใจบทบาท และตามมาตรา 172 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อพิจารณาจากความจำเป็นเร่งด่วน และดูทางเลือกอื่น ไม่เห็นทางเลือกอื่นแล้ว
อ่านข่าว
ศึกเมืองหลวง "ปชน.-ปชป.-ชัชชาติ" ท้าชิง แคนดิเดตผู้ว่าฯกทม.-สก.
ปรับโครงสร้างราคาค่าไฟ "แบบขั้นบันได" พลิกโฉม "พลังงานไทย"