โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

๔ แสนล้าน ‘ค้านไว้ก่อน’

ไทยโพสต์

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวาน…วันเดียว!!!

“พระประทีปธรรม” ผู้นำทางเวไนยสัตว์ไทยได้ “ละสังขาร” วันเดียวถึง ๒ รูป!

รูปแรกคือ “หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม” (พระราชมงคลวชิรธรรม) วัดป่าสีห์พนมประชาราม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

ละสังขาร เมื่อเวลา ๐๗.๔๐ น.

ตรงกับวันพุธที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙

สิริอายุ ๙๗ ปี ๗ เดือน ๕ วัน ๗๕ พรรษา

ต่อมา ณ เวลา ๐๙.๒๙ น.ของวันเดียวกัน “หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร” (พระราชวัชรปัทมคุณ) ก็ละสังขาร ด้วยสิริอายุ ๙๑ ปี ๑๑ เดือน ๖ วัน พรรษา ๗๒

ณ วัดป่าดาราภิรมย์ พุทธพจนวราภรณ์ ตำบลริมใต้ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

ขอน้อมกราบถวายพ่อแม่ครูอาจารย์โดยธรรมด้วยเศียรเกล้า ณ ตรงนี้

บรรดาศิษย์และสาธุชนทั้งหลาย ก็โปรดทราบถึงการละสังขารของพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้ง ๒ รูปนี้ โดยทั่วกันนะ

สำหรับผม “คุณประเสริฐ กิตติเรียงลาภ” ผู้ศิษย์ “หลวงปู่บุญมา” แจ้งให้ทราบ ก็เตรียมนัดแนะกันเพื่อเดินทางไปกราบคารวตาธรรมหลวงปู่บุญมาที่สกลนครด้วยกัน

ส่วนที่เชียงใหม่นั้น ผมขอน้อมกราบถวาย “หลวงปู่บัวเกตุ” ณ ตรงนี้ แทนการเดินทางไปที่วัดป่าดาราภิรมย์

สำหรับเชียงใหม่นั้น ผมไม่ได้ไปมาเป็นเวลากว่า ๒๐ ปีเห็นจะได้ ถ้าบุญวาสนาถึง ผมน่าจะได้ไปกราบคารวตาธรรมหลวงปู่บัวเกตุ พระผู้เป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐถึงที่วัดเป็นแน่

ร่างกายคนเรานั้น เป็นแค่ “เรือนอาศัย” ของจิต

ถึงเวลา “เรือนอาศัย” ก็เสื่อมโทรม ผุพัง ไปตามกาลเวลา

เนื้อหนังมังสา คืนสู่ดิน, เลือด-น้ำเหลือง-น้ำมูก-น้ำตา คืนสู่น้ำ

ลมหายใจเข้า-ออก ลมในท้อง ลมในกาย ลมพัดลงเบื้องล่าง คือการผายลม ลมพัดขึ้นเบื้องบน คือการเรอ คืนสู่ลม, ความร้อนในกาย ที่เรียกกันว่าไฟธาตุ ก็คืนสู่ไฟ

ส่วนจิต-วิญญาณธาตุ หรือ “ธาตุรู้” นั้น

ก็คือ “กล่องดำ” ของชีวิต ก็ไม่ได้ดับสูญหายไปไหน แต่ถ้าถามว่า “แล้ววิญญาณ” นั้น ไปไหน?

ก็ไปตามการกระทำที่บันทึกอยู่ใน “กล่องดำ” นั่นแหละ!

เอ้า….

กลับมาดูโลกที่มนุษย์ผู้โง่เขลามองเห็นว่าตระการตามีค่าคู่ควรต่อการแย่งชิงเพื่อครอบครองสนองตัณหากันต่อ

เรื่อง “สหรัฐฯ กับอิหร่าน” นั้น ผมว่า…ช่างหัวมันเถอะ!

เมื่อให้คนโง่เขลามีอำนาจ ก็ปล่อยมันไป ถ้าไปบ้าตามมัน เราก็จะบ้าเหมือนมัน

ฉะนั้น ปล่อยให้มันไปให้สุด แล้วความบ้าก็จะเป็นตัวหยุดมันเอง เหมือนน้ำตาเทียนเลี้ยงไฟปลายไส้เทียน

สุดท้าย ไฟก็เผาทั้งเทียน-ทั้งไส้ ทิ้งไว้แต่คราบน้ำตาเทียน!

มาดูบ้านเมืองไทยของเราดีกว่า…..

ตั้งแต่ขอทาน ยันหัวหน้าพรรค และนักวิจารณ์หน้าจอ พูดเป็นเสียงเดียวกัน

“เศรษฐกิจแห้งตาย ประเทศไทยไร้อนาคต ทั้งเวียดนาม ทั้งมาเลย์ แซงเราไปหมดแล้ว อีกหน่อยเขมรก็คงแซงไทยไปด้วย”

แต่เมื่อวาน (๖ พ.ค.๖๙)

“Moody’s Ratings” ออกบทความเชิงวิเคราะห์ล่าสุด

“ประเทศไทย” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างของ ๕ ประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ ได้แก่ มาเลเซีย อินเดีย ไทย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก

ที่สามารถรับมือ “แรงกระแทก” จากเศรษฐกิจโลกตลอด ๕ ปีที่ผ่านมาได้ดีขึ้น

แม้ต้องเผชิญทั้งวิกฤตโควิด-19 วงจรขึ้นดอกเบี้ยทั่วโลก ความตึงเครียดในภาคธนาคาร และความขัดแย้งด้านการค้า

Moody’s ยกตัวอย่าง "ไทยและอินเดีย" (เครดิตเรตติ้ง Baa1 แนวโน้มมีเสถียรภาพ)

อยู่ในกลุ่มประเทศที่มี “ความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้าง”

มีความพร้อมมากที่สุด!

ในการรับมือแรงกระแทกของโลกในอนาคต

ปัจจัยสำคัญมาจาก…

"การดำเนินนโยบายสำคัญ ช่วยสนับสนุนเสถียรภาพมาตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะเกิดความผันผวนในภายหลัง"

นอกจากนี้ มีกรอบนโยบายการเงินที่มีความชัดเจน และคาดการณ์ได้ เงินเฟ้ออยู่ภายในกรอบที่คาดการณ์เอาไว้ และอัตราแลกเปลี่ยนสามารถยืดหยุ่นตามสภาวะตลาด

ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่ความผันผวนของค่าเงินจะลุกลามไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ หรือบีบให้ต้องเปลี่ยนนโยบายแบบฉับพลัน

Moody’s ยังบอก “ไทยได้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งภายนอก จากฐานะ “ดุลการชำระเงิน” ระยะยาวที่แข็งแรง

และ “หนี้ต่างประเทศ” ในระดับต่ำ!

แต่ภาระหนี้ “ที่เพิ่มขึ้น”

มีความเสี่ยง ที่จะลดทอนความสามารถในการรับมือกับวิกฤตในระยะยาว

นี่…. Moody’s จัดอันดับเครดิตเรตติ้งโลก เขามองไทยเช่นนี้

แต่ขณะเดียวกัน ไทยริษยา ไทยอาฆาต ไทยที่ไม่อยากเห็นใครดีเกินหน้า

และไทยผู้มีความสุขอยู่กับการได้ด่ารัฐบาลและด้อยค่าบ้านเมืองตัวเอง ไม่เคยมองเห็นว่าบ้านเมืองไทยมีอะไรดีเลย

แล้วเอาแต่ก่นด่า….จนกันหมดแล้ว…จะอดตายกันหมดแล้ว ประเทศชาติ-บ้านเมืองจะล่มจมอยู่แล้ว!

แต่ Moody’s ให้เครดิตไทย ติดท็อป 5 ของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่…..

รับแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด จากการ “ปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจแต่เนิ่นๆ” และ….

“ทุนสำรองที่แข็งแกร่ง”!

ทราบกันแล้วใช่มั้ยว่า สถานการณ์โลก จากสงครามการค้า สงครามบ้าอำนาจ บวกสงครามตะวันออกกลาง

ส่งผลถึง “ราคาพลังงาน” รวมทั้งการขาดแคลน!

น้ำมันเป็นปัจจัย “ต้นทุนการผลิต” สินค้าทุกชนิด เมื่อน้ำมันแพงและหายาก ทุกอย่างก็ได้รับผลกระทบ พลอยแพงและหาคนซื้อยากไปด้วย

เพราะ…เงินนั้นน่ะ มี แต่อยู่ในธนาคาร ในกลุ่มทุน ในคนรวยถาวร เมื่อเงินถูกกักเก็บ เศรษฐกิจก็ตกสะเก็ด งานไม่มีให้ทำ คนก็เลยไม่มีเงิน

เมื่อคนไม่มีเงิน พ่อค้า-แม่ขาย ก็ยืนแห้ง กลายเป็นของแพงขึ้น ในขณะที่คนไม่มีกำลังซื้อ!

ภาพสังคมตอนนี้ ก็คือ

คนรวย ก็รวยบรรลัยนิรันดร์

คนจน ก็จนบักโกรกนิรันดร์

ในเมื่อ “ความหิวรอไม่ได้” ฝ่ายบริหารประเทศจะต้องทำยังไงกับชีวิตปากท้องชาวบ้านที่ต้องกิน-ต้องใช้ทุกวัน

จนกว่าสถานการณ์โลกจะคลี่คลาย ระบบพอจะขยับเขยื้อนให้มันเลื่อนไหลกันไปได้บ้าง?

รัฐบาลจึงตัดสินใจ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน ๔ แสนล้าน เพื่อแก้ไขปัญหาอันมาจากพลังงาน ทั้งด้านเฉพาะหน้าและทั้งด้านระยะถาวร

“นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.คลังบอกว่า การออก พ.ร.ก.ให้อำนาจ “กระทรวงคลัง” กู้เงิน ๔ แสนล้านนั้น กู้จากแหล่งเงินภายในประเทศ

๔ แสนล้าน แบ่งเป็น ๒ ส่วน

ส่วนแรก “๒ แสนล้านบาท” ใช้เยียวยาผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ๒๕ พ.ค.นี้เริ่มลงทะเบียนกันได้ คนละ ๔ พันบาท

ใช้ผ่านแอป “เป๋าตัง” รัฐจ่าย ๖๐ ชาวบ้านจ่าย ๔๐

นอกจากนั้น ผู้ถือบัตร “สวัสดิการแห่งรัฐ” ก็จะได้รับเงินไปประทังชีวิตในภาวะ “ข้าวเหลือ-เกลือแพง” ด้วย

ส่วนที่สองอีก “๒ แสนล้านบาท” ใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ “พลังงานสะอาด” และพัฒนาทักษะ AI

การใช้จ่ายเงินกู้ ๔ แสนล้านนั้น “นายเอกนิติ” ยืนยัน

จะมีคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ฯ อย่างเข้มงวด โดยวางกรอบการทำงานไว้ ๕ ด้านหลัก ได้แก่

๑.มุ่งเป้าเยียวยาผู้เดือดร้อนโดยตรง ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ

๒.ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ลดการนำเข้า หันไปใช้พลังงานทดแทน

๓.ปฏิรูปเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งกว่าเดิมหลังผ่านพ้นวิกฤต

๔.เน้นความโปร่งใส ใช้เทคโนโลยีเปิดเผยข้อมูลโครงการให้ประชาชนตรวจสอบได้

๕.บูรณาการ การทำงานร่วมกับภาคเอกชน

ก็เห็นฝ่ายค้าน ทั้งพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ “ค้านการกู้โดย พ.ร.ก.” แทนการทำเป็น พ.ร.บ.เสนอให้สภาพิจารณา

นี่เห็น “นายกรณ์ จาติกวณิช” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงวันก่อนว่า

“การออก พ.ร.ก.ครั้งนี้ ไม่น่าจะชอบตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์มีมติ “จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ”

ได้พิจารณาความเหมาะสม ความถูกต้อง การใช้อำนาจโดยรัฐบาลในการที่จะออก พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้”

นายกรณ์บอกว่า….

“รัฐบาลควรเร่งออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ซึ่งเดิมที ท่านรัฐมนตรีคลังก็ระบุว่า น่าที่จะโอนงบประมาณ ที่ยังไม่ได้มีการเบิกจ่ายและไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้

น่าจะโอนเข้ามาเพื่อเป็นการใช้เงินในกรณีฉุกเฉินได้อย่างน้อยประมาณ ๑ แสนล้านบาท

ล่าสุด มีข่าวว่าจะโอนได้เพียงแค่ ๕ หมื่นล้านบาท

คำถามที่ประชาธิปัตย์อยากถามก็คือ….

“ทำไมถึงทำได้แค่นั้น ยังไงก็แล้วแต่ ก็ยังมี ๕ หมื่นล้านนั้นอยู่ในมือ สามารถนำมาใช้กับโครงการที่รัฐบาลมองว่าจะเร่งด่วนมากกว่ารายการเดิมในงบประมาณฉบับปัจจุบัน

นอกเหนือจากนั้น ในงบประมาณปี ๖๙ เพดานเงินกู้ยังมีช่องว่างเหลือให้รัฐบาลกู้เพิ่มเติมได้ โดยการออก พ.ร.บ.งบกลางปี

สามารถเอามาบวกกับ ๕ หมื่นล้าน ที่โอนมาจากรายการอื่นๆ เป็นเงินหน้าตักให้กับรัฐบาลใช้ในช่วงระหว่างนี้จนถึงวันที่งบประมาณฉบับใหม่ ก็คืองบประมาณ ฉบับปี ๗๐ มีผลบังคับใช้ ณ วันที่ ๑ ตุลาคม ได้

ตรงนี้ รมว.คลังอธิบายว่า

“สถานะงบกลางปี ๖๙ เหลือเพียง ๒ หมื่นล้านบาท

ไม่เพียงพอต่อการยับยั้งภาวะ Stagflation

ซึ่งเป็นภาวะที่เศรษฐกิจชะงักงันสวนทางกับเงินเฟ้อที่พุ่งแรง

ขณะที่งบประมาณปี ๗๐ จะเริ่มใช้ได้ในอีก ๕ เดือนข้างหน้า (๑ ต.ค.๖๙) อาจล่าช้าเกินไปสำหรับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่กำลังขาดสภาพคล่องอย่างหนักในขณะนี้

รัฐบาลจึงจำเป็นให้คลังออก พ.ร.ก.กู้ ๔ แสนล้าน!

ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ประชาธิปัตย์ก็ทำหน้าที่นั้นแล้ว แต่ผมบอกได้เลยว่า

ที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการออก พ.ร.ก.นั้นผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ เพราะไม่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนนั้น

ทำให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านเสียเวลาทำงานเปล่าๆ!

ผมถามคำ สมมุติประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล นายกรณ์เป็นนายกฯ จากปัญหาพลังงานและเศรษฐกิจปัจจุบัน

“นายกฯ กรณ์” จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าขณะนี้ ด้วยวิธีไหน อย่างไร?

การติ-การค้านอย่างเดียว มันง่าย

“ทางแก้” ที่มันดีกว่าค้านตะบันนั่นน่ะ พอมีบ้างมั้ย?

อย่าง “รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค” และ “ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก” จากศูนย์ KRAC นั่นน่ะ ถึงแม้จะเห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก.กู้

แต่ทั้ง ๒ ก็มีข้อติติง-เสนอแนะที่ควรรับฟัง

ว่าในทางปฏิบัติ หนี้ ๔ แสนล้านนี้ จะกลายเป็นภาระผูกพันประชาชนทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบในอนาคต

ดังนั้น คำถามสำคัญที่ KRAC เน้นย้ำ จึงไม่ใช่เพียงแค่ “ควรกู้หรือไม่?”

แต่ประเด็นคือ…

รัฐบาลจะทำอย่างไรให้เงินกู้ในนามสาธารณะถูกใช้อย่างเหมาะสมและปราศจากการคอร์รัปชัน

ประเด็นน่ากังวลคือความชัดเจนของเป้าหมาย โดยเฉพาะเงินกู้ส่วนที่สองเพื่อ “สร้างอนาคต” กว่า ๒ แสนล้านบาท

ยังขาดรายละเอียดเชิงโครงสร้างและประสิทธิภาพในการปรับตัวของประเทศ

อาจมีความเสี่ยงจากการเสนอโครงการแบบ Bottom-up จากหน่วยงานราชการ อาจเป็นโครงการเดิมที่ไม่ผ่านงบปกติ

แต่นำมาปรับปรุงใหม่เพื่อให้เข้ากรอบเงินกู้

ซึ่งหากขาดการกำหนดทิศทางแบบ Top-down ที่ชัดเจน

เงินกู้อาจถูกใช้ไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

หรือโครงการที่ขาดความคุ้มค่า แต่แฝงแรงจูงใจทางการเมืองไว้เบื้องหลัง

หัวใจสำคัญของการป้องกัน “ปัญหาคอร์รัปชัน” จึงอยู่ที่ “ความโปร่งใสในระดับรายโครงการ”

เห็นว่า พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ ไม่ใช่เพียงการหาเงินมาเติมในระบบ แต่เป็นโอกาสที่รัฐบาลจะสร้าง “ความไว้วางใจ” ผ่านความรับผิดชอบ

เมื่อ “หนี้” เป็นของ “สาธารณะ”

“สิทธิตรวจสอบ” ย่อมเป็นของ “สาธารณะ” เช่นกัน

รัฐบาลต้องทำให้มั่นใจว่า กระบวนการกลั่นกรองโดยคณะกรรมการที่มี “ปลัดกระทรวงการคลัง” เป็นประธานนั้น

มีความเข้มข้นและเปิดกว้าง….

เพื่อให้เงินทุกบาทถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์สูงสุดและสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศอย่างยั่งยืน

ครับ….ผมเห็นด้วย ๑๐๐%!

-เปลว สีเงิน

๗ พฤษภาคม ๒๕๖๙

คนปลายซอย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...