โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เสียเงินฟรีหรือได้ผลจริง? หมอวี เผย 5 กลโกงอาหารเสริม ที่คนไทยโดนหลอกบ่อยที่สุด

แนวหน้า

เผยแพร่ 11 พ.ค. เวลา 17.00 น.

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ป้องกันแขนงเวชศาสตร์วิถีชีวิต และประสาทศัลยแพทย์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่าอาหารเสริม — อะไรมีประโยชน์จริง อะไรเสียเงินเปล่า และทำไมคนไทยถึงโดนหลอกบ่อยมาก?

บทที่ 7 (จากหนังสือ ก่อนจะป่วย คัมภีร์เวชศาสตร์วิถีชีวิตเพื่อสุขภาพยั่งยืน)

ผมอยากเริ่มบทนี้ด้วยตัวเลขสักตัวหนึ่งครับ

ตลาดอาหารเสริมทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และเติบโตขึ้นทุกปีอย่างไม่หยุด ในประเทศไทยเองตลาดอาหารเสริมมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทและขยายตัวต่อเนื่อง
ถามว่าทำไมคนถึงซื้ออาหารเสริมมากขนาดนี้? คำตอบไม่ใช่เพราะมีหลักฐานว่าได้ผลครับ แต่เพราะมีการตลาดที่เก่งมาก

บทนี้ไม่ได้มีเป้าหมายจะบอกว่าคุณควรซื้อหรือไม่ซื้ออาหารเสริมอะไร การตัดสินใจนั้นเป็นของคุณและแพทย์ที่รู้จักประวัติสุขภาพของคุณ สิ่งที่บทนี้จะทำคือให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้น แยกแยะระหว่างหลักฐานที่มีจริงกับโฆษณาที่ฟังดูน่าเชื่อ

คนไทยโดนหลอกเรื่องอาหารเสริมอย่างไร?

ก่อนพูดถึงหลักฐาน อยากพูดถึงปรากฏการณ์ที่เห็นชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาครับ นั่นคือการหลอกลวงผู้บริโภคผ่านสื่อออนไลน์ในเรื่องอาหารเสริม

รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดในโซเชียลมีเดียของไทยมีดังนี้

รูปแบบแรก — ใช้ชื่อและรูปแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญโดยไม่ได้รับอนุญาต ผมเองเคยถูกนำรูปและชื่อไปใช้โฆษณาอาหารเสริมที่ไม่เคยรู้จักและไม่เคยแนะนำมาก่อน ซึ่งพบบ่อยมากในหมู่แพทย์ที่มีผู้ติดตามในโซเชียลมีเดีย แพทย์ส่วนใหญ่ไม่ได้แนะนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยตรง ถ้าเห็นแพทย์ "รับรอง" อาหารเสริมในโฆษณา ให้สงสัยไว้ก่อนเสมอและตรวจสอบกับแพทย์คนนั้นโดยตรง

รูปแบบที่สอง — อ้างงานวิจัยที่ไม่มีอยู่จริงหรือบิดเบือน เช่น "งานวิจัยจากฮาร์วาร์ดพบว่า…" โดยไม่มีการอ้างอิงชื่องานวิจัยจริง ชื่อผู้วิจัย หรือวารสารที่ตีพิมพ์ งานวิจัยที่น่าเชื่อถือต้องระบุชื่อผู้วิจัย ชื่อวารสาร และปีที่ตีพิมพ์เสมอ

รูปแบบที่สาม — ใช้ Testimonial หรือรีวิวจากผู้ใช้จริงหรือบัญชีปลอม "กินแล้วหายจากโรคที่หมอบอกรักษาไม่ได้" ประโยคแบบนี้ไม่ใช่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ครับ เป็นเรื่องเล่าส่วนตัวที่ไม่มีการควบคุมตัวแปรใด ๆ และในหลายกรณีเป็นรีวิวที่จ้างเขียน

รูปแบบที่สี่ — ราคาพิเศษ จำนวนจำกัด กดซื้อตอนนี้ เทคนิคการสร้างความเร่งด่วนเทียมเพื่อให้ตัดสินใจโดยไม่ได้คิด เป็นกลยุทธ์การตลาดคลาสสิกที่ใช้ได้ดีโดยเฉพาะกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีหลักฐานรองรับ เพราะถ้ามีหลักฐานดีจริงก็ไม่จำเป็นต้องรีบขาย

รูปแบบที่ห้า — อ้างว่า "แพทย์ไม่บอกความจริง" หรือ "วงการแพทย์ปิดบังข้อมูล" นี่คือสัญญาณเตือนที่ชัดที่สุดครับ วงการแพทย์มีปัญหาและข้อบกพร่องหลายอย่าง แต่ทฤษฎีสมคบคิดที่ว่าแพทย์ทั่วโลกร่วมกันปิดบังการรักษาที่ "ได้ผลจริง" นั้นไม่มีเหตุผลรองรับ

ทำความเข้าใจก่อน — อาหารเสริมคืออะไรและถูกกำกับดูแลอย่างไร?

อาหารเสริมไม่ใช่ยา และไม่ได้ถูกกำกับดูแลเหมือนยา

ในประเทศไทย ยาต้องผ่านการพิสูจน์ประสิทธิภาพและความปลอดภัยก่อนได้รับอนุญาตวางขาย แต่อาหารเสริมมีข้อกำหนดที่หย่อนกว่ามาก ผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าสินค้าของตนได้ผลก่อนวางขาย นั่นหมายความว่าโฆษณาที่บอกว่า "บำรุงสมอง เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ" ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานรองรับก็พูดได้ตามกฎหมาย

ดังนั้นเวลาที่คุณเห็นโฆษณาอาหารเสริม คำถามแรกที่ควรถามไม่ใช่ "ดีไหม?" แต่คือ "มีงานวิจัยแบบ Randomized Controlled Trial ในมนุษย์รองรับไหม? ทำในคนกี่คน? ติดตามนานแค่ไหน? และตีพิมพ์ในวารสารที่มีการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญหรือเปล่า?"

หลักฐานสามระดับที่ใช้ในบทนี้

เพื่อให้การนำเสนอโปร่งใสที่สุด บทนี้แบ่งหลักฐานออกเป็นสามระดับอย่างชัดเจนครับ

ระดับที่ 1 — มีงานวิจัยในมนุษย์ขนาดใหญ่รองรับ มีการตีพิมพ์ในวารสารที่ผ่านการตรวจสอบ และมีฉันทามติในวงการแพทย์

ระดับที่ 2 — มีหลักฐานเบื้องต้นที่น่าสนใจ แต่งานวิจัยยังมีข้อจำกัดหรืออยู่ระหว่างการศึกษา ยังสรุปไม่ได้ชัดเจน

ระดับที่ 3 — หลักฐานน้อยหรืองานวิจัยที่มีอยู่ยังมีข้อบกพร่องสำคัญ ไม่แนะนำให้ใช้เป็นเป้าหมายหลัก

กลุ่มที่ 1 — หลักฐานระดับที่ 1

วิตามิน D3

วิตามิน D ไม่ได้เป็นแค่วิตามินครับ มันทำงานเหมือนฮอร์โมนที่ควบคุมการทำงานของยีนกว่าพันตัวในร่างกาย มีตัวรับวิตามิน D อยู่ในเกือบทุกเซลล์ของร่างกาย

งานวิจัย meta-analysis ขนาดใหญ่หลายชิ้นพบว่าการขาดวิตามิน D สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจ เบาหวานชนิดที่ 2 มะเร็งบางชนิด โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ภาวะซึมเศร้า และการติดเชื้อทางเดินหายใจ¹

ที่น่าแปลกใจสำหรับคนไทยคือแม้เราจะอยู่ในประเทศเขตร้อนที่แดดแรงตลอดปี แต่การศึกษาพบว่าคนไทยจำนวนมากมีระดับวิตามิน D ต่ำกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม² เนื่องจากส่วนใหญ่ทำงานในอาคาร เดินทางในรถ ทาครีมกันแดด และไม่ได้รับแสงแดดโดยตรงอย่างเพียงพอ

วิธีที่ดีที่สุดคือตรวจเลือดดูระดับ 25-hydroxyvitamin D ก่อน และปรึกษาแพทย์ประจำตัวว่าจำเป็นต้องเสริมหรือไม่ และในขนาดเท่าไหร่?

รดไขมันโอเมก้า-3 จากปลา (EPA และ DHA)

โอเมก้า-3 มีหลักฐานรองรับมากที่สุดชนิดหนึ่งในบรรดาอาหารเสริมทั้งหมด

งานวิจัย REDUCE-IT Trial ที่ตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine ปี 2018 ทดลองใช้โอเมก้า-3 ขนาดสูง 4 กรัมต่อวันในผู้ป่วยที่มีไตรกลีเซอไรด์สูงและความเสี่ยงโรคหัวใจสูง พบว่าลดการเกิดเหตุการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดได้ 25% เมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก³

สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้มีความเสี่ยงสูงขนาดนั้น การกินปลาทะเลน้ำลึกสัปดาห์ละสองถึงสามมื้อเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการได้รับโอเมก้า-3 โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารเสริม แต่ถ้ากินปลาได้น้อย การเสริมโอเมก้า-3 จากน้ำมันปลาเป็นตัวเลือกที่มีหลักฐานรองรับ ทั้งนี้ขนาดที่เหมาะสมและความจำเป็นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์

แมกนีเซียม (Magnesium)

แมกนีเซียมมีส่วนร่วมในกระบวนการทางชีวเคมีในร่างกายมากกว่า 300 ปฏิกิริยา ตั้งแต่การผลิตพลังงาน การสังเคราะห์โปรตีน การควบคุมน้ำตาลในเลือด ไปจนถึงการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

งานวิจัยพบว่าคนจำนวนมากได้รับแมกนีเซียมจากอาหารน้อยกว่าที่ควร⁴ และงานวิจัย meta-analysis พบว่าการเสริมแมกนีเซียมช่วยลดความดันโลหิตได้พอควรและอาจปรับปรุงความไวต่ออินซูลิน⁵

อาหารที่มีแมกนีเซียมสูงได้แก่ ผักใบเขียวเข้ม ถั่ว เมล็ดฟักทอง ดาร์กช็อกโกแลต และธัญพืชไม่ขัดสี การกินอาหารเหล่านี้เป็นทางเลือกที่ดีก่อนพิจารณาอาหารเสริม

กลุ่มที่ 2 — หลักฐานน่าสนใจแต่ยังไม่สรุปได้

วิตามิน K2

วิตามิน K2 ทำงานร่วมกับวิตามิน D3 โดยช่วยนำแคลเซียมไปที่กระดูกและป้องกันไม่ให้สะสมในผนังหลอดเลือด กลไกทางชีววิทยาชัดเจนและน่าสนใจ⁶ แต่งานวิจัยแบบ RCT ขนาดใหญ่ในมนุษย์ยังมีไม่มากพอที่จะสรุปได้ชัดเจน วงการแพทย์ยังถกเถียงกันอยู่ในประเด็นนี้

โปรไบโอติกส์ (Probiotics)

มีงานวิจัยพบว่าโปรไบโอติกส์บางสายพันธุ์มีประโยชน์ในสถานการณ์เฉพาะ เช่น ช่วยลดอาการท้องเสียจากยาปฏิชีวนะ และอาจช่วยในโรคลำไส้แปรปรวน แต่ปัญหาคือโปรไบโอติกส์มีหลายพัน

สายพันธุ์ และผลที่ดีของสายพันธุ์หนึ่งไม่สามารถนำไปใช้กับสายพันธุ์อื่นได้ การซื้อโปรไบโอติกส์ทั่วไปจากร้านโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์จึงเป็นการลองเสี่ยงมากกว่าการรักษา
เคอร์คูมิน (Curcumin) จากขมิ้น

งานวิจัยในห้องปฏิบัติการแสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบที่น่าสนใจ แต่ปัญหาหลักคือเคอร์คูมินดูดซึมได้แย่มากในร่างกายมนุษย์ งานวิจัยในมนุษย์ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง ถ้าต้องการประโยชน์จากขมิ้น การกินอาหารที่มีขมิ้นในปริมาณที่ใช้ในการปรุงอาหารเป็นประจำน่าจะเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลและประหยัดกว่า

กลุ่มที่ 3 — หลักฐานน้อย ควรพิจารณาก่อนซื้อ

วิตามินซีขนาดสูง

วิตามินซีจำเป็นต่อร่างกายครับ แต่ขนาดที่ร่างกายต้องการต่อวันอยู่ที่ประมาณ 65-90 mg ซึ่งได้จากส้มหนึ่งผลหรือฝรั่งครึ่งผล

Cochrane Review ที่ทบทวนงานวิจัยในคนสุขภาพดีกว่าร้อยชิ้นสรุปว่าการเสริมวิตามินซีขนาดสูงไม่ได้ป้องกันหวัดในคนทั่วไป และอาจลดระยะเวลาเป็นหวัดได้เล็กน้อยประมาณวันเดียว⁷

ร่างกายมนุษย์ดูดซึมวิตามินซีได้สูงสุดประมาณ 200-400 mg ต่อมื้อ ที่เหลือถูกขับออกทางปัสสาวะ ดังนั้นการซื้อวิตามินซี 1,000 mg ขึ้นไปจึงไม่ได้ให้ประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับคนทั่วไปที่กินผักผลไม้พอเพียง

คอลลาเจน

ความจริงทางชีววิทยาคือคอลลาเจนที่กินเข้าไปจะถูกย่อยสลายเป็นกรดอะมิโนในกระเพาะอาหารก่อน ร่างกายจะนำกรดอะมิโนเหล่านั้นไปใช้ตามที่ต้องการ ไม่ได้นำไปสร้างคอลลาเจนผิวหนังโดยตรง

มีงานวิจัยบางชิ้นที่พบว่า Hydrolyzed Collagen อาจมีผลต่อความยืดหยุ่นของผิวเล็กน้อย แต่งานวิจัยเหล่านั้นส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก ระยะสั้น และหลายชิ้นได้รับทุนจากบริษัทผู้ผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการประเมินความน่าเชื่อถือ

วิตามินรวม (Multivitamin)

งานวิจัย Physicians' Health Study II ติดตามแพทย์ชายชาวอเมริกันกว่า 14,000 คนเป็นเวลา 11 ปี ไม่พบว่าการกินวิตามินรวมทุกวันลดความเสี่ยงโรคหัวใจหรือมะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ⁸

วิตามินรวมอาจมีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีภาวะขาดสารอาหารจริง ๆ หรือกินอาหารได้ไม่หลากหลาย แต่สำหรับคนที่กินอาหารครบหมู่ หลักฐานสนับสนุนการใช้วิตามินรวมเป็นประจำยังไม่แข็งแรงพอ
กล่องความรู้: ตรวจสอบก่อนซื้ออาหารเสริม — ห้าคำถามที่ช่วยได้

หนึ่ง — มีงานวิจัยในมนุษย์จริง ๆ ไหม? งานวิจัยในหนูหรือในห้องปฏิบัติการไม่ใช่หลักฐานเดียวกับงานวิจัยในมนุษย์

สอง — งานวิจัยนั้นตีพิมพ์ในวารสารที่มีชื่อเสียงไหม? สามารถค้นหาได้ใน PubMed ที่ pubmed.ncbi.nlm.nih.gov ฟรีและเชื่อถือได้

สาม — ใครเป็นผู้ให้ทุนวิจัย? งานวิจัยที่ได้รับทุนจากบริษัทผู้ผลิตมีโอกาสสูงกว่าที่จะรายงานผลในแง่บวก

สี่ — แพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์ที่แนะนำผลิตภัณฑ์นั้นมีส่วนได้เสียทางการเงินหรือไม่?

ห้า — ถ้าผลิตภัณฑ์นี้ได้ผลจริงตามที่อ้าง ทำไมยังไม่กลายเป็นยาที่แพทย์สั่งกันทั่วโลก? สิ่งที่ได้ผลจริงในทางการแพทย์มักกลายเป็นมาตรฐานการรักษาไม่ช้าก็เร็ว

สิ่งที่สำคัญกว่าอาหารเสริมทุกอย่างรวมกัน

ผมอยากจบบทนี้ด้วยสิ่งที่คิดว่าสำคัญที่สุดครับ

ถ้าคุณกินอาหารแย่ นอนไม่พอ ไม่ออกกำลังกาย เครียดตลอดเวลา และสูบบุหรี่ การซื้ออาหารเสริมทุกอย่างมารับประทานพร้อมกันก็ไม่ช่วยอะไรมากนัก

อาหารเสริมทำงานได้ดีที่สุดเมื่อถูกใช้เพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดไปจากพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว ไม่ใช่เพื่อชดเชยพื้นฐานที่แย่

ถ้ามีเงินจำกัดและต้องเลือกระหว่างซื้ออาหารเสริมราคาแพงหรือซื้อผักและปลาเพิ่มขึ้น อาหารจริงยังคงให้ประโยชน์ที่ครอบคลุมและได้รับการพิสูจน์มากกว่าอาหารเสริมเสมอ
และที่สำคัญที่สุด ก่อนเริ่มอาหารเสริมใด ๆ โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัวหรือกำลังกินยาอยู่ ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนเสมอ เพราะอาหารเสริมบางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่ได้

สรุปบทที่ 7

อาหารเสริมที่มีหลักฐานระดับที่ 1 ได้แก่ วิตามิน D3 สำหรับผู้ที่ตรวจพบว่าระดับต่ำ โอเมก้า-3 สำหรับผู้ที่กินปลาได้น้อย และแมกนีเซียมสำหรับผู้ที่ได้รับจากอาหารไม่เพียงพอ ทั้งหมดควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสริม อาหารเสริมที่หลักฐานยังไม่แน่นได้แก่วิตามิน K2 โปรไบโอติกส์ และเคอร์คูมิน และอาหารเสริมที่ประโยชน์สำหรับคนสุขภาพดีที่กินอาหารหลากหลายยังไม่ชัดเจนได้แก่วิตามินซีขนาดสูง คอลลาเจน และวิตามินรวม คนไทยควรระวังการตลาดออนไลน์ที่อ้างสรรพคุณเกินจริงและตรวจสอบหลักฐานก่อนซื้อทุกครั้ง
ทำได้เลยวันนี้

หนึ่ง — ถ้ายังไม่เคยตรวจระดับวิตามิน D ในเลือด ขอให้แพทย์ตรวจในการตรวจสุขภาพครั้งหน้า เพราะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์และตรวจไม่แพง

สอง — ดูตู้ยาหรือกล่องอาหารเสริมที่บ้าน ลองค้นชื่อสินค้าหรือสารสำคัญใน PubMed แล้วดูว่ามีงานวิจัยในมนุษย์ขนาดใหญ่รองรับหรือไม่

สาม — ครั้งต่อไปที่เห็นโฆษณาอาหารเสริมในโซเชียลมีเดียที่อ้างว่าแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญรับรอง ให้ตรวจสอบกับแพทย์คนนั้นโดยตรงหรือค้นหาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อนเสมอ

เอกสารอ้างอิงบทที่ 7
Holick MF. Vitamin D deficiency. New England Journal of Medicine. 2007;357(3):266–281.
Palacios C, Gonzalez L. Is vitamin D deficiency a major global public health problem? Journal of Steroid Biochemistry and Molecular Biology. 2014;144PA:138–145.
Bhatt DL, Steg PG, Miller M, et al. Cardiovascular risk reduction with icosapentaenoic acid for hypertriglyceridemia. New England Journal of Medicine. 2019;380(1):11–22.
Rosanoff A, Weaver CM, Rude RK. Suboptimal magnesium status in the United States: are the health consequences underestimated? Nutrition Reviews. 2012;70(3):153–164.
Zhang X, Li Y, Del Gobbo LC, et al. Effects of magnesium supplementation on blood pressure: a meta-analysis of randomized double-blind placebo-controlled trials. Hypertension. 2016;68(2):324–333.
Vermeer C. Vitamin K: the effect on health beyond coagulation — an overview. Food and Nutrition Research. 2012;56:5329. หมายเหตุ: หลักฐาน RCT ในมนุษย์ยังอยู่ระหว่างการศึกษา
Hemilä H, Chalker E. Vitamin C for preventing and treating the common cold. Cochrane Database of Systematic Reviews. 2013;(1):CD000980.
Sesso HD, Christen WG, Bubes V, et al. Multivitamins in the prevention of cardiovascular disease in men: the Physicians' Health Study II randomized controlled trial. JAMA. 2012;308(17):1751–1760.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...