โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัว 0.9% โลกหวั่นเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอย

VoiceTV

อัพเดต 29 ก.ค. 2565 เวลา 03.28 น. • เผยแพร่ 29 ก.ค. 2565 เวลา 03.21 น. • กองบรรณาธิการวอยซ์ออนไลน์

ในทางตรงกันข้าม เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในรอบปีหดตัวลงในอัตรา 0.9% ตลอดเวลา 3 เดือนที่ผ่านมาจนถึงเดือน ก.ค.ในปัจจุบัน ส่งผลให้โลกหันมาจับตาถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งนี้ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค น้ำมันเบนซิน ตลอดจนของใช้พื้นฐานอื่นๆ ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ปี 2524

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง เพื่อเพิ่มต้นทุนในการกู้ยืมอย่างรวดเร็ว โดยหวังว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ร้อนแรงปรับตัวเย็นลง และบรรเทาแรงกดดันในด้านราคา อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล้าวของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งผลให้โลกหวั่นกลัวว่า พวกตนจะเข้าสู่ภาวะเศรฐกิจถดถอย แม้จะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการก็ตาม

ความปั่นป่วนเศรษฐกิจนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคะแนนนิยมของ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้ที่พยายามคงสถานะเศรษฐกิจของประเทศให้อยู่ในเกณฑ์ปกติดี ด้วยการอ้างอิงข้อมูลอัตราการว่างงานต่ำกว่า 3.6% พร้อมย้ำว่าอัตราการจ้างงานในสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง

“ถ้าหากคุณดูที่ตลาดการจ้างงาน การใช้จ่ายของผู้บริโภค การลงทุนทางภาคธุรกิจ เราเห็นสัญญาณการดำเนินการทางเศรษฐกิจ” ไบเดนกล่าวเมื่อวานนี้ (28 ก.ค.) พร้อมกับการชี้ถึงการได้ดุลกำไรของสหรัฐฯ เป็นประวัติการณ์ ในช่วงหลังการระบาดของโควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เราคาดว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกะช้าลงกว่าปีที่แล้ว… นั่นสอดคล้องกับการเปลี่ยนไปสู่การเติบโตที่มั่นคง ราบรื่น และอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำลง”

ก่อนการเปิดเผยข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ไบเดนกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เศรษฐกิจ “จะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย” ส่งผลให้ฝ่ายค้านอย่างรีพับลิกันกล่าวหาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในกำหนดค่าทางเศรษฐกิจใหม่ว่า “ทำเนียบขาวพยายาม ‘รีแบรนด์’ ภาวะเศรษฐกิจถดถอย จะไม่ช่วยลดความทรมานของคนสหรัฐฯ ได้”

ตลอดสามเดือนแรกของปีนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัวในรอบปีกว่า 1.6% ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์มองว่า การลดลงของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของสหรัฐฯ เกิดขึ้นจากข้อมูลการค้าบางชุดที่ไม่ชอบมาพากล ตอกย้ำกับรายงานของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เมื่อวานนี้ ที่ย้ำถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลงอย่างชัดเจน

การเติบโตที่ลดตัวลงของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาตลาดอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนภาคธุรกิจ และการใช้จ่ายของรัฐบาล ในขณะที่การใช้จ่ายของผู้บริโภคเติบโตในอัตราช้าลงที่ 1% ในรอบปี เนื่องจากประชาชนต้องใช้เงินมากขึ้นในการดูแลสุขภาพตนเอง ไปตลอดจนค่าใช้จ่ายเรื่องที่พัก ค่าอาหารนอกบ้าน แต่ประชาชนกลับเลือกที่จะลดการซื้อสินค้าและซื้อของชำ

เจฟฟรีย์ ฟรานเคล ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้เคยทำงานในคณะกรรมการสำนักวิจัยด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรับผิดชอบตรงในการประกาศว่าสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ เคยออกมากล่าวว่าตนไม่คิดว่าสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะเศษฐกิจถดถอยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากอัตราการจ้างงานที่มีอย่างแข็งขัน อย่างไรก็ดี ฟรานเคลเริ่มไม่มั่นใจถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ “สิ่งต่างๆ เริ่มชะลอตัวลงแล้ว ฉะนั้น ผมไม่ได้บอกว่าทุกอย่างมันจะดี” ฟรานเคลระบุ

เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ปรับตัวไปแตะสูงสุดถึง 9.1% นับเป็นอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงมากขึ้นที่สุดในรอบ 4 ทศวรรษ โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (27 ก.ค.) ธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศปรับเพิ่มดอกเบี้ย 0.75% เป็นครั้งที่สอง นับตั้งแต่การขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุดเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อหวังว่าตนจะสามารถตอบรับกับภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่กำลังเกิดปัญหาขึ้นได้

ด้วยต้นทุนของการกู้ที่จะสูงขึ้นจากการขึ้นดอกเบี้ย ธนาคารกลางสหรัฐฯ หวังว่าตนจะสามารถลดการซื้ออสังหาริมทรัพย์ตลอดจนรถยนต์ได้ โดยในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันบางประการที่อาจทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น แต่การลดอุปทานในตลาดลง จะส่งผลถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะปรับตัวลดลงตามไปด้วย

รายงานฉบับล่าสุดเปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลง รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังชะลอตัว ตลอดจนการหดตัวครั้งแรกของกิจกรรมทางภาคธุรกิจ นับตั้งแต่ปี 2563 ในขณะที่ตลาดหุ้นของสหรัฐฯ หดตัวลงนับตั้งแต่ต้นปีนี้ ส่งผลให้บริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ หลายแห่งตัดสินใจชะลอการจ้างงานลง

ที่มา:

https://www.bbc.com/news/business-62310355

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...