ตลาดสี่มุมเมือง ปรับโมเดลธุรกิจ จากเก็บค่าแผงรายวัน สู่ค้าส่งพันล้าน
“ตลาดสี่มุมเมือง” ตลาดค้าส่งผักผลไม้รายใหญ่ บนพื้นที่ 350 ไร่ ย่านถนนพหลโยธิน กม. 29 ที่เป็นแหล่งกระจายวัตถุดิบทั่วไทย มากกว่าวันละ 8,000 ตัน
“ปณาลี ภัทรประสิทธิ์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดอนเมืองพัฒนา จำกัด ผู้บริหารตลาดสี่มุมเมือง กล่าวว่า ตลาดสี่มุมเมือง เป็นธุรกิจครอบครัว ที่ผ่านมาถึง 3 รุ่น จากจุดเริ่มต้นเปิดบริการ ปี 2526 ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล มีรายได้หลักจากการเก็บค่าเช่าแผงรายวัน
ทศวรรษที่ 4 เตรียมเงินลงทุน 4,500 ล้านบาท เพื่อนำตลาดสี่มุมเมืองเข้าสู่ยุคใหม่ โดยขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น 70% ให้เป็นตลาดค้าส่งผักที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และตลาดมะม่วงที่ใหญ่สุดในประเทศ รองรับปริมาณคนหมุนเวียน (Traffic) 70,000 คนต่อวัน
อย่างไรก็ดี โจทย์ใหญ่ของตลาดสี่มุมเมืองวันนี้ คือ แนวทางการบริหารจัดการ จะต้องให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ โดยสามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
ควบคู่กับปรับองค์กรให้ตอบรับการเปลี่ยนแปลงได้ทันที (Agile Organization) มีความคล่องตัวสูง ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภค พร้อมมองหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจอยู่เสมอ เพื่อขยายโอกาสการเติบโตในอนาคต
ปัจจุบัน ตลาดสี่มุมเมือง อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มตลาดกลางค้าส่งผักที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางค้าส่งผักผลไม้ของสดชั้นนำของเอเชีย
โมเดลธุรกิจของตลาดสี่มุมเมือง คือ การให้เช่าพื้นที่และการให้บริการ ซึ่งรายได้หลักยังมาจาก ค่าเช่าพื้นที่ และรายได้จากการให้บริการระบบสาธารณูปโภค ขณะเดียวกัน ยังต่อยอดธุรกิจอื่น ๆ ที่สนับสนุนตลาด ได้แก่
- Simummuang Online ธุรกิจขายส่งผัก ผลไม้ ของสดทางออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มเว็บไซต์
- แอปพลิเคชั่น Simummuang Sourcing บริการจัดหาสินค้าให้กับบริษัทหรือผู้ต้องการสินค้าในปริมาณมาก
- ธุรกิจจากวัสดุรีไซเคิลเป็นต้น
ต้นแบบตลาดค้าส่งระดับโลก
สำหรับ 10 ปี ข้างหน้า ปณาลี มองว่า ยังคงตำแหน่งผู้นำศูนย์กลางค้าส่งผักผลไม้ที่สำคัญของประเทศ
โดยใช้จุดแข็งจากการเก็บข้อมูลในช่วงที่ผ่านมา ด้วยความเข้าใจลักษณะการทำการเกษตรของประเทศไทย
ซึ่งเป็นแบบรายย่อยกระจายตัวตามพื้นที่ต่าง ๆ และมักปลูกพืชชนิดเดียว ทำให้ยากต่อการซื้อขายผลผลิต
“หากผู้ซื้อต้องการผลผลิตจำนวนมาก หรือต้องการผลผลิตหลายชนิดจำเป็นต้องไปหลายที่ จึงจะได้สินค้าตามต้องการ ทำให้ต้นทุนการขนส่งสูง ซึ่งแตกต่างจากประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ที่เกษตรกรมีฟาร์มใหญ่ การซื้อขายในปริมาณมากสามารถจบได้ในที่เดียว”
ดังนั้น ประเทศไทย ยังจำเป็นต้องมีตลาดกลางค้าส่งอย่างตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมระหว่างเกษตรกรและผู้ซื้อให้พบกัน ทำให้ทั้งเกษตรกรและผู้ซื้อสะดวกขึ้น ทั้งในแง่การขนส่ง การซื้อขายสินค้า และการระบายสินค้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ
โดยกลุ่มลูกค้าหลักของตลาดสี่มุมเมือง คือ ธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) ทั้งร้านอาหาร ตลาดนัด ตลาดสด ซึ่งปัจจุบันตลาดนัด ตลาดสดมีจำนวนเพิ่มขึ้น และมีการพัฒนาเป็นรูปแบบอาหารพร้อมรับประทาน (Ready to Eat) มากขึ้น เพื่อตอบสนองตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
โดยปี 2566 ตลาดสี่มุมเมืองคาดยังมีอัตราการเติบโตรายได้ต่อเนื่องผ่านโมเดลธุรกิจข้างต้น จากในปี 2565 ที่ผ่านมา มีรายได้ อยู่ที่ 1,600 ล้านบาท