โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ตลาดสี่มุมเมือง ปรับโมเดลธุรกิจ จากเก็บค่าแผงรายวัน สู่ค้าส่งพันล้าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 ต.ค. 2566 เวลา 17.40 น. • เผยแพร่ 18 ต.ค. 2566 เวลา 10.40 น.

“ตลาดสี่มุมเมือง” ตลาดค้าส่งผักผลไม้รายใหญ่ บนพื้นที่ 350 ไร่ ย่านถนนพหลโยธิน กม. 29 ที่เป็นแหล่งกระจายวัตถุดิบทั่วไทย มากกว่าวันละ 8,000 ตัน

“ปณาลี ภัทรประสิทธิ์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดอนเมืองพัฒนา จำกัด ผู้บริหารตลาดสี่มุมเมือง กล่าวว่า ตลาดสี่มุมเมือง เป็นธุรกิจครอบครัว ที่ผ่านมาถึง 3 รุ่น จากจุดเริ่มต้นเปิดบริการ ปี 2526 ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล มีรายได้หลักจากการเก็บค่าเช่าแผงรายวัน

ทศวรรษที่ 4 เตรียมเงินลงทุน 4,500 ล้านบาท เพื่อนำตลาดสี่มุมเมืองเข้าสู่ยุคใหม่ โดยขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น 70% ให้เป็นตลาดค้าส่งผักที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และตลาดมะม่วงที่ใหญ่สุดในประเทศ รองรับปริมาณคนหมุนเวียน (Traffic) 70,000 คนต่อวัน

อย่างไรก็ดี โจทย์ใหญ่ของตลาดสี่มุมเมืองวันนี้ คือ แนวทางการบริหารจัดการ จะต้องให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ โดยสามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

ควบคู่กับปรับองค์กรให้ตอบรับการเปลี่ยนแปลงได้ทันที (Agile Organization) มีความคล่องตัวสูง ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภค พร้อมมองหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจอยู่เสมอ เพื่อขยายโอกาสการเติบโตในอนาคต

ปัจจุบัน ตลาดสี่มุมเมือง อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มตลาดกลางค้าส่งผักที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางค้าส่งผักผลไม้ของสดชั้นนำของเอเชีย

โมเดลธุรกิจของตลาดสี่มุมเมือง คือ การให้เช่าพื้นที่และการให้บริการ ซึ่งรายได้หลักยังมาจาก ค่าเช่าพื้นที่ และรายได้จากการให้บริการระบบสาธารณูปโภค ขณะเดียวกัน ยังต่อยอดธุรกิจอื่น ๆ ที่สนับสนุนตลาด ได้แก่

  • Simummuang Online ธุรกิจขายส่งผัก ผลไม้ ของสดทางออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มเว็บไซต์
  • แอปพลิเคชั่น Simummuang Sourcing บริการจัดหาสินค้าให้กับบริษัทหรือผู้ต้องการสินค้าในปริมาณมาก
  • ธุรกิจจากวัสดุรีไซเคิลเป็นต้น

ต้นแบบตลาดค้าส่งระดับโลก

สำหรับ 10 ปี ข้างหน้า ปณาลี มองว่า ยังคงตำแหน่งผู้นำศูนย์กลางค้าส่งผักผลไม้ที่สำคัญของประเทศ

โดยใช้จุดแข็งจากการเก็บข้อมูลในช่วงที่ผ่านมา ด้วยความเข้าใจลักษณะการทำการเกษตรของประเทศไทย

ซึ่งเป็นแบบรายย่อยกระจายตัวตามพื้นที่ต่าง ๆ และมักปลูกพืชชนิดเดียว ทำให้ยากต่อการซื้อขายผลผลิต

“หากผู้ซื้อต้องการผลผลิตจำนวนมาก หรือต้องการผลผลิตหลายชนิดจำเป็นต้องไปหลายที่ จึงจะได้สินค้าตามต้องการ ทำให้ต้นทุนการขนส่งสูง ซึ่งแตกต่างจากประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ที่เกษตรกรมีฟาร์มใหญ่ การซื้อขายในปริมาณมากสามารถจบได้ในที่เดียว”

ดังนั้น ประเทศไทย ยังจำเป็นต้องมีตลาดกลางค้าส่งอย่างตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมระหว่างเกษตรกรและผู้ซื้อให้พบกัน ทำให้ทั้งเกษตรกรและผู้ซื้อสะดวกขึ้น ทั้งในแง่การขนส่ง การซื้อขายสินค้า และการระบายสินค้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ

โดยกลุ่มลูกค้าหลักของตลาดสี่มุมเมือง คือ ธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) ทั้งร้านอาหาร ตลาดนัด ตลาดสด ซึ่งปัจจุบันตลาดนัด ตลาดสดมีจำนวนเพิ่มขึ้น และมีการพัฒนาเป็นรูปแบบอาหารพร้อมรับประทาน (Ready to Eat) มากขึ้น เพื่อตอบสนองตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

โดยปี 2566 ตลาดสี่มุมเมืองคาดยังมีอัตราการเติบโตรายได้ต่อเนื่องผ่านโมเดลธุรกิจข้างต้น จากในปี 2565 ที่ผ่านมา มีรายได้ อยู่ที่ 1,600 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...