โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เดินหน้าเจรจาเขตทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา: แต่ใช่ว่าจะคืบหน้าได้ง่ายๆ

The101.world

อัพเดต 18 ก.ย 2566 เวลา 09.51 น. • เผยแพร่ 18 ก.ย 2566 เวลา 02.51 น. • The 101 World

กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศและคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดสัมมนาเรื่อง “การอ้างสิทธิในไหล่ทวีปในอ่าวไทย ระหว่างไทยและกัมพูชา” เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2566 เพื่อเร่งทำความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย ในอันที่จะหาทางนำทรัพยากรปิโตรเลียมเฉพาะอย่างยิ่งแก๊สธรรมชาติขึ้นมาใช้ประโยชน์ ซึ่งอาจจะช่วยผ่อนคลายแรงกดดันทางด้านพลังงานของไทยได้ถ้าหากว่าสามารถเจรจาตกลงกับกัมพูชาซึ่งอ้างสิทธิทับซ้อนกันอยู่ได้ในเร็ววันนี้

แต่เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน เพราะยืดเยื้อยาวนานมาหลายปีแล้ว นับแต่ประเทศไทยได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ซึ่งไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิทับซ้อนกันเมื่อปี 2544 ถึงปัจจุบันเวลาผ่านไปแล้ว 22 ปี ไทยมีนายกรัฐมนตรีไปแล้ว 7 คน (ทักษิณ ชินวัตร สุรยุทธ จุลานนท์ สมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อภิสิทธิ เวชชาชีวะ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ ประยุทธ์ จันทร์โอชา) รัฐมนตรีต่างประเทศ 11 คน ไทยและกัมพูชาได้ประชุมคณะกรรมการร่วมทางเทคนิค (Joint Technical Committee—JTC) เพื่อหารือเรื่องเขตทับซ้อนไปเพียง 2 ครั้ง คณะอนุกรรมาธิการร่วมทางเทคนิคอีก 2 ครั้ง คณะกรรมการร่วมทางเทคนิคหารืออย่างไม่เป็นทางการ 4 ครั้ง ประชุมคณะทำงานร่วมไทย-กัมพูชาว่าด้วยการกำหนดพื้นที่พัฒนาร่วมทางทะเล 1 ครั้ง และมีการประชุมคณะทำงานว่าด้วยระบอบพัฒนาร่วม 6 ครั้ง แต่ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย

สุพรรณวษา โชติกญาณ ถัง อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานไทย-กัมพูชาว่าด้วยการกำหนดพื้นที่พัฒนาร่วมทางทะเล (ฝ่ายไทย) บอกกับที่สัมมนาในวันนั้นว่าปัจจุบันทั้งสองประเทศยังไม่ละความพยายามที่จะเจรจากันเรื่องนี้กันอยู่ แต่ที่ผ่านมาทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าเตรียมการ เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคมีการพบปะกันเพื่อทำความรู้จักกับฝ่ายกัมพูชาไปบ้างแล้ว แต่ยังเปิดเจรจากันอย่างเป็นทางการไม่ได้ ก็เปลี่ยนรัฐบาลแล้วจึงต้องรอนโยบาย ทิศทาง ท่าที และจุดยืนของรัฐบาลใหม่

เนื่องในโอกาสที่ประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยซึ่งเคยแสดงท่าทีระหว่างที่มีการรณรงค์การเลือกตั้งว่าจะต้องผลักดันการเจรจาเรื่องเขตทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชาอีกครั้ง เพราะแหล่งแก๊สธรรมชาติในอ่าวไทยนั้นมีจำกัดและมีกำลังการผลิตลดต่ำลงอย่างน่าเป็นห่วง บทความนี้จึงขอทบทวนประเด็นปัญหาและวิเคราะห์ปัจจัยที่เอื้ออำนวยและเป็นอุปสรรคต่อการเจรจา

ประเด็นปัญหาที่ค้างคา

แม้ว่าบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันที่ลงนามกันเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 จะเคยถูกรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะบอกเลิกเพราะโกรธแค้นที่นายกรัฐมนตรี ฮุน เซน แห่งกัมพูชาแต่งตั้งให้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นที่ปรึกษา แต่ก็รอดอยู่มีผลบังคับใช้จนปัจจุบัน เพราะการบอกเลิกครั้งนั้นไม่เป็นผล รัฐบาลต่อมาสมัยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ยืนยันความถูกต้องชอบธรรมของมัน จึงทำให้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้กลายเป็นเอกสารเพียงฉบับเดียวที่ใช้เป็นหลักในการเจรจาเรื่องพื้นที่ซึ่งอ้างสิทธิทับซ้อนกันของทั้งสองประเทศต่อไป

สาระสำคัญซึ่งเป็นประเด็นในที่นี้คือ ข้อ 2 ของบันทึกความเข้าใจดังกล่าวที่กำหนดว่า “เป็นเจตนาของภาคีผู้ทำสัญญา โดยการเร่งรัดการเจรจาที่จะดำเนินการดังต่อไปนี้พร้อมกัน 1) จัดทำความตกลงสำหรับการพัฒนาร่วมทรัพยากรปิโตรเลียม ซึ่งอยู่ในพื้นที่พัฒนาร่วม (ตามสนธิสัญญาการพัฒนาร่วม) และ 2) ตกลงแบ่งเขตซึ่งสามารถยอมรับได้ร่วมกันสำหรับทะเลอาณาเขตไหล่ทวีปและเขตเศรษฐกิจจำเพาะในพื้นที่ที่ต้องแบ่งเขต”[1]

พูดง่ายๆ คือ บันทึกความเข้าใจที่ใช้เป็นแนวทางในการเจราจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างสองประเทศฉบับนี้เน้นย้ำถึงสองครั้งสองคราในข้อเดียวกันว่า ให้ทำการแบ่งเขตสำหรับทะเลอาณาเขตไหล่ทวีปและเขตเศรษฐกิจจำเพาะและพื้นที่จะเป็นเขตพัฒนาร่วมไปพร้อมกัน สองเรื่องนี้จะแยกจากกันมิได้เป็นอันขาด

ปัญหาในทางปฏิบัติคือไทยและกัมพูชาต่างฝ่ายต่างประกาศอ้างเขตทางทะเลกันคนละที โดยกัมพูชาประกาศเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2513 ส่วนไทยประกาศเมื่อ 18 พฤษภาคม 2516 แม้ว่าจะใช้หลักเขตแดนทางบกหลักที่ 73 เป็นจุดตั้งต้นเช่นเดียวกัน แต่ลากเส้นไปคนละทิศ ซึ่งไม่เพียงทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนกันมากถึง 26,000 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น ยังมีปัญหาว่าเกาะกูดอยู่ในเขตของใครอีกด้วย

การเจรจาในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาให้ถือเอาเส้นละติจูด 11 องศาเหนือเป็นเส้นแบ่ง กล่าวคือให้ถือเอาพื้นที่ที่อยู่เหนือเส้นนี้เป็นบริเวณที่จะต้องมีการเจรจาเพื่อแบ่งทะเลอาณาเขต ไหล่ทวีป และเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ส่วนพื้นที่ใต้เส้นนี้ลงมาให้จัดทำเป็นพื้นที่พัฒนาร่วมกัน แต่นั่นก็ยังไม่ใช่การแบ่งที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

แม้ว่าบันทึกความเข้าใจจะกำหนดให้ดำเนินเจรจาเพื่อจัดการกับพื้นที่สองส่วนไปพร้อมๆ กัน แต่ที่ผ่านมาสองประเทศก็ให้ความสำคัญกับพื้นที่สองส่วนไม่เท่ากัน สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาแต่ต้น เปิดเผยว่า “กัมพูชาให้ความสำคัญกับการพัฒนาร่วมมากกว่าการแบ่งเขตทางทะเล เพราะกัมพูชาต้องการได้รับประโยชน์จากรายได้ที่จะเกิดจากการให้สัมปทานจากการขายน้ำมันและแก๊สธรรมชาติจากพื้นที่ทับซ้อน”[2] ส่วนท่าทีของไทยนั้นอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายบอกกับที่สัมมนาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2566 แต่เพียงว่าถ้อยคำในบันทึกความเข้าใจกำหนดให้ดำเนินการไปพร้อมกัน แต่ไม่ได้พูดชัดเจนว่าให้น้ำหนักกับส่วนใดมากกว่า ประเด็นนี้อาจต้องปล่อยให้เป็นนโยบายของรัฐบาลว่าจะกำหนดทิศทางการเจรจาไปในทางใด จะเน้นที่การแบ่งเขตแดนหรือจะเน้นเรื่องการพัฒนาร่วมกัน ถ้าหากจะถือว่ามีความสำคัญเท่ากันอาจจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะการเจรจาในสองเรื่องนี้มีความยากง่ายไม่เท่ากัน

ส่วนปัญหาเรื่องเกาะกูดนั้น สุรเกียรติ์ กล่าวว่า อดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน เคยบอกกับเขาด้วยวาจาเอาไว้นานแล้วว่า “กัมพูชาจะยกเลิกข้อเรียกร้องที่ถือว่าเกาะกูดเป็นของกัมพูชากึ่งหนึ่งและถือว่าเกาะกูดเป็นของไทย คือยกอธิปไตยเหนือเกาะกูดให้ไทย แต่อย่าเพิ่งประกาศเพราะจะเกิดปัญหาทางการเมืองภายในกัมพูชาได้”[3] แต่นั่นก็ไม่มีหลักประกันอะไรว่ากัมพูชาจะไม่อ้างสิทธิอันนั้นขึ้นมาอีกเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไป บุคคลทั้งสองก็ไม่ได้อยู่ในอำนาจแล้ว คำพูดเช่นว่านั้นไม่ได้มีผลผูกพันตามกฎหมายที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศจะยึดเป็นบรรทัดฐาน ถ้ากัมพูชายกประเด็นนี้ขึ้นมาก็ต้องดำเนินการเจรจากันใหม่และไม่น่าจะหาทางออกได้ง่ายๆ

สิ่งที่รัฐบาลใหม่ของไทยจะต้องพิจารณาอีกประการหนึ่งคือ องค์ประกอบของคณะกรรมการด้านเทคนิคฝ่ายไทย ซึ่งรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มอบหมายให้ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเป็นประธาน ที่ผ่านมาคณะกรรมการชุดนี้ยังไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าจัดทำกรอบการเจรจากับกัมพูชาและตั้งคณะทำงานสองชุด คือชุดที่ว่าด้วยการแบ่งเขตทางทะเลมีอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้า และอีกชุดหนึ่งว่าด้วยระบอบการพัฒนาร่วม มีอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน กรอบการเจรจาที่รัฐบาลชุดที่แล้วกำหนดเอาไว้นั้น ไม่ได้เจาะจงอะไรเป็นพิเศษ กล่าวไว้เพียงว่า จะเจรจากันตามบันทึกความเข้าใจปี 2544 เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ไทยทุกด้าน เพื่อรักษาสิทธิของไทยตามกฎหมายระหว่างประเทศและบันทึกความเข้าใจที่ทำกันเอาไว้

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รัฐบาลใหม่มีอำนาจเต็มในการจัดตั้งคณะกรรมกรรมทางเทคนิคนี้ใหม่ มีองค์ประกอบใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และแนวทางในการเจรจา ในอดีตก็เคยมีความเปลี่ยนแปลงในคณะกรรมการชุดนี้มาโดยตลอด เช่น เคยเปลี่ยนตัวประธานจากรัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในปี 2548 ในสมัยต่อๆ มา คณะกรรมการชุดนี้ก็กลับมาอยู่ภายใต้การนำของรัฐมนตรีต่างประเทศอีก หรือบางช่วงก็ว่างเว้นไปนาน ตัวอย่างเช่น ช่วงรัฐบาลประยุทธ์ ในวาระแรกหลังรัฐประหาร ตกลงกับกัมพูชาตั้งแต่แต่ปี 2558 ว่าจะตั้งคณะกรรมการทางเทคนิคเพื่อหารือเรื่องเขตทับซ้อน แต่ก็ไม่ได้ตั้งจนกระทั่งปี 2564 จึงได้ตั้งให้ประวิตรทำหน้าที่นี้ มีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยอาจจะมอบหมายให้กระทรวงต่างประเทศทำหน้าที่ในการนำการเจรจาเรื่องเขตทับซ้อนทางทะเลกัมพูชา เนื่องจากรัฐมนตรีพลังงานมาจากพรรคร่วมรัฐบาลและไม่มีประสบการณ์ในกิจการต่างประเทศ

ปัจจัยเกื้อหนุน

รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของเศรษฐา ทวีสิน นักธุรกิจทางด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ อาจจะได้อานิสงส์จากสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจจะทำให้การเจรจาเรื่องเขตทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยที่ยืดเยื้อยาวนานมีความคืบหน้าได้ ดังนี้

ประการแรก สถานการณ์การเมืองภายในที่เกิดจากการประนีประนอมกันระหว่างกลุ่มชนชั้นนำเดิมกับกลุ่มทักษิณ ชินวัตร จะช่วยให้ความหวาดระแวงระหว่างไทยและกัมพูชาที่เคยมีมาในอดีตตั้งแต่กรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร พลอยจางหายไปด้วย ถ้าหากชนชั้นนำสามารถยอมรับการกลับมาจากการลี้ภัยในต่างประเทศของทักษิณได้ ก็ย่อมทำให้ข้อกล่าวหาต่างๆนานาเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การใช้อำนาจในทางมิชอบและการทุจริตในอดีตมีน้ำหนักน้อยลง หรืออาจจะเรียกได้ว่าไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้วก็ได้

ประการที่สอง ทักษิณมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีกับครอบครัวของผู้นำกัมพูชาคืออดีตนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน รวมตลอดถึง ฮุน มาเนท ลูกชายคนโตที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน การปรากฏตัวของทักษิณและน้องสาวของเขาคือยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ในงานฉลองวันเกิดครบรอบ 72 ปีของฮุน เซน เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2566 เป็นสัญญาณและดัชนีที่ชี้ชัดว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวของครอบครัวผู้นำทางการเมืองของสองประเทศมีความใกล้ชิดกัน และจะส่งผลดีต่อการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลของสองประเทศด้วย

ประการที่สาม ปานปรีย์ พหิทธานุกร รัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ มีทักษะทางด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศดีเพราะมีประสบการณ์ในการเจรจาการค้ากับต่างประเทศมาก่อนเมื่อครั้งช่วยงานพรรคไทยรักไทยในฐานะผู้แทนทางการค้าในช่วงปี 2547 เขาย่อมรู้จักการประสานประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับกัมพูชา หรือมีข้อเสนอที่ดีเพื่อทำให้การเจรจาเพื่อร่วมพัฒนาในเขตทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยได้

ประการที่สี่ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาโดยรวมเป็นไปทิศทางที่ดี แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องเขตแดนทางบกที่ค้างคาไม่อาจจะจัดการให้เรียบร้อยได้อย่างสมบูรณ์เฉพาะอย่างยิ่งบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งเคยเป็นชนวนความขัดแย้ง แต่คำพิพากษาของศาลของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่ตีความเมื่อปี 2556 ที่ชี้ว่าปราสาทพระวิหารและภูเขาในชื่อเดียวกันทั้งลูกนั้นอยู่ในเขตกัมพูชานั้นก็ถือได้ว่ามีความชัดเจนมากขึ้น ลดข้อถกเถียงระหว่างสองประเทศไปได้มาก ส่วนพื้นที่บริเวณโดยรอบนั้นแม้ว่าจะยังไม่สามารถจัดการได้ แต่ปัจจุบันได้มีการกันเขตเอาไว้โดยชัดแจ้ง รอจนกว่าสถานการณ์จะเอื้ออำนวยให้ทั้งสองประเทศมีความพร้อมที่จะจัดการเรื่องนี้กันต่อไปได้โดยสันติ

ประการที่ห้า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในกัมพูชาหลังการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมาที่พรรคประชาชนกัมพูชาสามารถคว้าชัยชนะได้อย่างล้นหลาม ได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากถึง 120 จาก 125 ส่งผลให้รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของฮุน มาเนท ที่รับสืบทอดอำนาจจากผู้เป็นพ่อมีเสถียรภาพอย่างมาก ในทำนองเดียวกันคณะรัฐมนตรีของฮุน มาเนท นั้นประกอบไปด้วยสมาชิกที่อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกับเขาและเป็นบุตรหลานของชนชั้นนำในรุ่นพ่อแม่ที่สืบทอดอำนาจรูปแบบเดียวกัน เช่น ซอ สุขา รัฐมนตรีมหาดไทยก็รับตำแหน่งต่อจากซอ เค็ง ผู้เป็นบิดา เตีย เสยฮา รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแทนเตีย บัณห์ ผู้พ่อ เป็นต้น การถ่ายโอนอำนาจที่ราบรื่นเช่นนี้ทำให้ผู้นำรุ่นใหม่ของกัมพูชาไม่มีความกังวลต่อปัญหาความขัดแย้งภายใน ก็จะทำให้พวกเขาสามารถให้เวลาและความสำคัญกับการบริหารและพัฒนาประเทศมากกว่าจะเล่นการเมือง ที่สำคัญรัฐบาลใหม่ของกัมพูชาไม่มีความจำเป็นต้องหาเหตุขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองหรือเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนจากปัญหาภายใน

ปัจจัยบั่นทอน

อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งสองประเทศอาจจะก่อให้เกิดปัจจัยใหม่ๆ ที่กลายเป็นอุปสรรคต่อการเปิดเจรจาเรื่องเขตทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชาได้เช่นกัน กล่าวคือ ประการแรก รัฐบาลใหม่ของไทยเป็นรัฐบาลผสมที่พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำแม้จะมีเสียงในสภาผู้ราษฎรมากกว่าพรรคอันดับรองๆ อยู่มาก แต่กลับไม่มีอำนาจต่อรองที่แท้จริง เพราะการจัดตั้งรัฐบาลผูกพันกับสถานะและชะตากรรมของทักษิณเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้พรรครวมไทยสร้างชาติซึ่งมีจำนวนที่มีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรอยู่เพียง 36 ที่นั่ง แต่ได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มอำนาจเก่าในวุฒิสมาชิกและกองทัพ สามารถดึงเอากระทรวงพลังงานซึ่งเป็นกลไกหลักในการกำหนดผลประโยชน์ทางด้านพลังงานในอ่าวไทยไปอยู่ในความควบคุม โดยที่พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนั้นมีพื้นฐานเป็นนักกฎหมาย ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ความรู้ทางกฎหมายของเขาอาจมีประโยชน์อยู่บ้างในการเจรจา แต่ก็ไม่ใช่บทบาทและหน้าที่ของกระทรวงที่เขาดูแลอยู่โดยตรง กรณีนี้อาจเกิดปัญหาได้ถ้าแนวทางของการเจรจาหรือมุมมองต่อปัญหาของสองกระทรวงในรัฐบาลเดียวกันเกิดไม่ตรงกันขึ้นมา ก็จะทำให้เป็นปัจจัยฉุดรั้งการเจรจามากกว่าจะเป็นผลดี

ประการที่สอง รัฐบาลใหม่ของไทยไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากนัก จำนวนพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลที่มากถึง 11 พรรคไม่ใช่จุดเด่น แต่เป็นข้อด้อยเพราะทำให้รัฐบาลไม่เป็นเอกภาพ การผลักดันนโยบายเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะพรรคร่วมรัฐบาลจะต่อรองผลประโยชน์ของตนตลอดเวลา พรรคเพื่อไทยไม่เคยชินกับการบริหารงานในรัฐบาลที่มีเสียงสนับสนุนกระจัดกระจายมากขนาดนี้ มิหนำซ้ำยังอยู่ในสภาพที่กลายเป็นลูกไล่ของกลุ่มอำนาจเดิม ชนชั้นสูง และกองทัพอีกด้วย ไม่มีใครเชื่อว่ารัฐบาลแบบนี้จะมีอายุยืนยาวเพียงพอจะผลักดันการเจรจาระหว่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นอันเกี่ยวเนื่องกับอำนาจอธิปไตยและผลประโยชน์แห่งชาติจำนวนมหาศาลเช่นนี้ต่อไปได้

ประการที่สาม รัฐบาลใหม่ของกัมพูชามีเสถียรภาพมากกว่าไทยเพราะพรรคประชาชนกัมพูชามีเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร มองจากมุมของประชาธิปไตยอาจจะไม่ใช่เรื่องดี แต่ถ้ามองในมุมของอำนาจต่อรองระหว่างประเทศแล้ว รัฐบาลของฮุน มาเนท มีสมรรถนะสูงกว่ารัฐบาลของเศรษฐา นอกจากนี้ องค์ประกอบของรัฐบาลกัมพูชาดีกว่ารัฐบาลไทย เพราะสมาชิกในรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นหนุ่มที่อยู่ในวัย 40-50 ปี มีการศึกษาดี ย่อมมีพลังมากกว่า สดใหม่กว่า แต่พวกเขาไม่ได้อ่อนด้อยประสบการณ์เพราะได้รับการฝึกปรือจากรัฐบาลก่อน รัฐมนตรีคนก่อนหน้าของพวกเขาก็เป็นคนรุ่นพ่อแม่ที่พวกเขาคุ้นเคยและได้มีโอกาสเรียนรู้งานมาแล้วทั้งสิ้น

ประการที่สี่ ระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของกัมพูชาอาจจะต่ำกว่าไทยอยู่หลายช่วงตัว แต่ปัจจุบันก็พัฒนาไปมากและมีทางเลือกมากกว่าเมื่อตอนที่เริ่มทำความบันทึกความเข้าใจเรื่องเขตทับซ้อนทางทะเลกับไทยเมื่อปี 2544 เนื่องจากนักลงทุนจากต่างประเทศเข้าไปลงทุนในกิจการปิโตรเลียมในกัมพูชามากแล้ว บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก เช่น โคโนโค ฟิลิปปินส์ เชลล์ โทเทล และเชฟรอน ล้วนแล้วแต่ทำธุรกิจในกัมพูชา นั่นหมายความว่ากัมพูชาไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงการพึ่งพิงการลงทุนและเทคโนโลยีทางด้านปิโตรเลียมจากไทย ความคาดหวังของผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานของไทยที่หวังว่าจะได้เป็นผู้ลงทุนหลักในพื้นที่ร่วมพัฒนานั้นอาจจะกลายเป็นความฝันที่เลื่อนลอยไปแล้วก็เป็นได้

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย กล่าวในการสัมมนาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมว่าพื้นที่ในเขตทับซ้อนในอ่าวไทยนั้นมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางด้านพลังงานของไทยอย่างยิ่ง เนื่องจากแหล่งแก๊สธรรมชาติที่อยู่ในเขตไทยเหลือน้อย ทำให้มีความจำเป็นจะต้องหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ เพิ่มเติม และเชื่อว่าพื้นที่ในเขตที่มีการอ้างสิทธิทับซ้อนกันนั้นน่าจะมีปริมาณสำรองแก๊สธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าในเขตไทยและกัมพูชาซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน แต่ถ้าหากว่ายังไม่สามารถเจรจาตกลงอะไรกันได้ พื้นที่บริเวณนั้นก็จะยังไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปทำการสำรวจหรือขุดเจาะพลังงานใต้พิภพขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ ก็จะทำให้เป็นการเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยิ่ง

คุรุจิต ซี่งเป็นอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน (2558) เคยมีประสบการณ์ในการเจรจาเพื่อพัฒนาแหล่งพลังงานในอ่าวไทยร่วมกับมาเลเซียในช่วงทศวรรษ 1980 เสนอว่า ทางออกที่ดีที่สุดของการแก้ไขปัญหาและหาประโยชน์จากพื้นที่ในทะเลที่มีการอ้างสิทธิทับซ้อนกันเช่นนี้คือ การเจรจากันบนพื้นฐานของความเคารพแนวทางของแต่ละฝ่าย มีความยืดหยุ่นและมีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะหาทางออกเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันเป็นที่ตั้ง การเจรจาโดยคำนึงถึงแต่จุดยืนและประโยชน์สูงสุดของตนแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่มีทางประสบความสำเร็จได้

ประสบการณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในอดีตชี้ให้เห็นชัดเจนแล้วว่า การเลือกแนวทางอื่นที่ไม่ใช่การเจรจา เช่น การใช้ศาลโลกเป็นผู้ตัดสินเหมือนดังกรณีปราสาทพระวิหาร อาจจะสามารถยุติข้อพิพาทได้ แต่มีโอกาสอย่างมากที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเสียประโยชน์ทั้งหมด

แผนภูมิแสดงการแบ่งพื้นที่สำหรับการเจรจาตาม MOU / ที่มา: กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ
แผนภูมิแสดงกลไกการเจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล / ที่มา: กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ

 [+]

References ↑1 บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลเอกราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน 18 มิถุนายน 2544 ↑2 สุรเกียรติ์ เสถียรไทย กฎหมายและผลประโยชน์ของไทยในอ่าวไทย: กรณีศึกษาบันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชาเรื่องการเจรจาสิทธิในอ่าวไทย (กรุงเทพฯ : สยามเอ็มแอนด์บี, 2553) หน้า 39 ↑3 เพิ่งอ้าง หน้า 43

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...