โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สรรพากรล้างบาง "ใบกำกับภาษีปลอม" ขายเศษเหล็กยันรถมือสอง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 ก.ค. 2566 เวลา 14.53 น. • เผยแพร่ 29 ก.ค. 2566 เวลา 00.48 น.

อธิบดีสรรพากรเอาจริง ดัดหลังโกงภาษี “ออกใบกำกับปลอม” จ่อนำระบบตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่มแบบย้อนหลัง มาใช้ เริ่มนำร่องธุรกิจค้าเศษเหล็ก หลังพบมีการออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มปลอมมากที่สุด โดยดึงโรงหลอมเศษเหล็กกว่า 100 รายเข้าร่วม ด้วยการให้ออกใบกำกับภาษีทั้งภาษีซื้อและภาษีขาย พร้อมหักภาษีนำส่งสรรพากร อนาคตพร้อมขยายไปถึงธุรกิจซื้อขายรถยนต์มือสองโดนด้วย

การปลอมใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในธุรกิจค้าเหล็กกำลังกลายเป็นปัญหาทุจริตใหญ่ที่ยืดเยื้อมานาน หลังจากที่กรมสรรพากรตรวจพบว่า ธุรกิจรับซื้อของเก่าและรีไซเคิล โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจรับซื้อเศษเหล็ก ได้เกิดการโกงภาษีมูลค่าเพิ่มจากวงจรที่เริ่มจากผู้รับซื้อเศษเหล็กรายย่อย (ซาเล้ง) ออกไปรับซื้อเศษเหล็กนำไปส่งให้โรงรวบรวมเศษเหล็ก ซึ่งอาจจะรับซื้อเศษเหล็กจากผู้ค้าทั้งรายเล็ก-รายใหญ่

หลังจากนั้นโรงหรือผู้รวบรวมเศษเหล็กก็จะขายเศษเหล็กให้กับโรงหลอมเหล็ก เพื่อส่งต่อหรือแปรสภาพเป็น “เหล็กเส้น” ต่อไป โดยมีข้อน่าสังเกตว่า โรงหลอมเศษเหล็กแล้วรีดออกมาเป็นเหล็กเส้นนั้นปัจจุบันกว่าครึ่งหนึ่งเปิดดำเนินการโดยบริษัทจีน โดยทำแบบครบวงจร

ทั้งนี้ช่องโหว่ในการ “ปลอม” ใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่จับได้จะเกิดขึ้นในขั้นตอนของบริษัทหรือผู้รวบรวมเศษเหล็ก ในฐานะผู้ขายเศษเหล็กให้กับโรงหลอม จะเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีขายให้กับโรงหลอม ทำให้ผู้ขายมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ที่ผ่านมาปรากฏมีการออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มปลอมเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งตั้งใจปลอมใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มมากกว่าปกติ รวมไปถึงไม่ได้ตั้งใจปลอมใบกำกับ

โดยเหตุผลหนึ่งที่ตรวจพบการปลอมใบกำกับภาษีก็คือ การแจ้งรายการขาย (เศษเหล็ก-เหล็กเส้น) ไม่สอดคล้องกับอัตราการใช้ไฟฟ้าในการผลิตของโรงงาน จนทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจพบพิรุธนำมาซึ่งการตรวจสอบพบกระบวนการปลอมใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มในที่สุด

โรงหลอมเศษเหล็กออกใบกำกับ

นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวว่า กรมสรรพากรอยู่ระหว่างเร่งยกร่างกฎหมายที่จะนำ “ระบบการตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่มแบบย้อนหลัง (reverse charge VAT)” มาใช้ให้เร็วที่สุด เพื่อแก้ปัญหา “ใบกำกับภาษีปลอม” โดยจะเริ่มที่ธุรกิจ “กิจการค้าของเก่าและรีไซเคิล” ก่อน เนื่องจากคดีใบกำกับภาษีปลอมที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่กว่า 50% มาจากธุรกิจนี้ โดยกรมตั้งใจว่าจะเริ่มใช้ระบบตรวจสอบย้อนหลังได้ตั้งแต่ต้นปี 2567

ทั้งนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถือเป็นภาษีที่สำคัญ จัดเป็นแหล่งรายได้ที่ใหญ่ที่สุดของกรมสรรพากร โดยจัดเก็บได้ปีละกว่า 700,000 ล้านบาท ซึ่งหากแก้ปัญหาใบกำกับภาษีปลอมได้ ก็จะทำให้มีเม็ดเงินภาษีเพิ่มขึ้นอีกมาก

“ตอนนี้คุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องหมดแล้ว ภาคธุรกิจก็โอเค ซึ่งแนวทางก็คือ เราจะเก็บทอดสุดท้าย โดยให้ธุรกิจ โรงหลอมเหล็ก ที่เป็นทอดสุดท้ายเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีซื้อและภาษีขาย พร้อมกับหักภาษีนำส่งให้กรมสรรพากรทั้ง 2 ขา ก็จะได้ภาษีอย่างถูกต้อง ไม่รั่วไหล ช่วยลดปัญหาที่ต้องทุ่มกำลังเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบคดีใบกำกับภาษีปลอมลงได้มาก เพราะปกติคดีนี้เป็นคดีที่สรรพากรไม่ยอมความอยู่แล้ว ต้องดำเนินคดีไปถึงที่สุด” นายลวรณกล่าว

โดยที่ผ่านมา การเก็บ VAT แบบปกติ ในกรณีธุรกิจค้าของเก่าและรีไซเคิลนี้ “ค่อนข้างจะมีปัญหา ตรวจสอบยาก” เนื่องจากต้นทางจะเป็นกลุ่มผู้เก็บของเก่าหรือซาเล้ง ทำให้การไปบังคับให้ออกใบกำกับภาษีทำได้ลำบาก แต่ระบบภาษี VAT มีข้อกฎหมายที่เปิดทางให้สามารถทำกลับทางกันกับการเก็บ VAT ธุรกิจอื่นทั่วไปได้

อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาผู้ที่ประกอบธุรกิจที่ดีก็ต้องติดร่างแหไปด้วย เนื่องจากได้รับใบกำกับภาษีที่เป็นใบกำกับปลอมมาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเมื่อกรมสรรพากรตรวจสอบดำเนินคดีก็ต้องโดนไปด้วย ดังนั้นหากนำระบบนี้มาใช้ คนที่ทำดีอยู่แล้วก็ไม่เดือดร้อน ไม่ต้องติดร่างแหไปด้วย

“โรงหลอมเหล็ก ปัจจุบันมีอยู่ราว ๆ 100 โรงงาน ก็จะเป็นคนหักภาษีนำส่งให้กรมสรรพากร โดยขณะนี้กำลังเร่งออกพระราชกฤษฎีกาอยู่ ทำเร็วแน่นอน ซึ่งจะได้ภาษีเพิ่มขึ้นแน่นอน แต่เป็นเท่าไหร่นั้น ยังไม่ได้ประเมินเป็นเม็ดเงิน” อธิบดีกรมสรรพากรกล่าว

อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวด้วยว่า นอกจากธุรกิจค้าของเก่าและรีไซเคิลแล้ว ในอนาคตก็มีความเป็นไปได้ที่จะนำระบบ reverse charge VAT ไปใช้กับธุรกิจ “ขายรถยนต์มือสอง” ที่ปัจจุบันยังมีปัญหาเรื่องการเก็บ VAT อยู่เช่นกัน

ถกระบบ Reverse Charge VAT

ด้านนายเจน นำชัยศิริ ประธานอนุกรรมาธิการการอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้คณะอนุกรรมาธิการได้เชิญกรมสรรพากร ตัวแทนจากหน่วยงานอุตสาหกรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเหล็กมาให้ข้อมูล จากกรณีที่กรมสรรพากรเตรียมจะนำระบบ reverse charge VAT มาใช้กับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับการออก “ใบกำกับภาษีปลอม” หรือการออกใบกำกับภาษีที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งออกโดยหน่วยงานหรือองค์กรที่ไม่ได้เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายหรือมีอำนาจในการออกใบกำกับภาษี

ส่งผลให้ผู้ที่นำใบกำกับภาษีปลอมไปใช้โดยไม่รู้ว่า ไม่ถูกต้องและไม่ได้มีเจตนากระทำความผิด” ต่างก็ได้รับผลกระทบจากการที่กรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง ทำให้ผู้ใช้ต้องเสียค่าปรับและเบี้ยปรับเพิ่ม ตลอดจนเกิดปัญหาคดีความ

“กรณีปัญหานี้ได้ตรวจสอบจากการลงพื้นที่เมื่อ 2 ปีก่อน โรงงานเตาหลอมที่รับซื้อหลายพื้นที่ ซึ่งรับซื้อเศษเหล็กจากผู้ประกอบการหลาย ๆ แห่ง เท่าที่พบโรงงานเตาหลอมขนาดใหญ่ไม่มีปัญหา แต่จะมีปัญหาเฉพาะขนาดเล็กบางราย (ผู้รวบรวมเศษเหล็ก) ที่ไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะยอดขายไม่ถึง 1.8 ล้านบาท/ปี เช่น ซาเล้ง หรือบางรายตั้งบริษัท แต่ออกใบกำกับภาษีแบบไม่ควอลิฟาย ซึ่งที่ผ่านมามีจำนวนมากพอสมควร และล่าสุดรายที่มีการตรวจสอบย้อนหลังใบกำกับภาษีที่ไม่ถูกต้องที่เป็นคดีความมีจำนวนมาก โดยมูลค่าความเสียหายในแต่ละคดีเยอะพอสมควร หลักสิบล้านบาท” นายเจนกล่าว

สำหรับการเชิญกรมสรรพากรมาให้ข้อมูล เนื่องจากเท่าที่คณะอนุกรรมาธิการรับทราบข้อมูลมาว่า การเตรียมการทำระบบ reverse charge VAT มาใช้นั้น “ยังไม่มีความชัดเจน” เพราะทำให้เหมือนมีลักษณะที่ “โยนภาระ” ภาษีซื้อหรือภาษีขาย หรือการออกใบกำกับไปให้กับผู้ใช้หรือผู้ขาย “ปลายน้ำ”

ผลจากการเชิญมาให้ข้อมูล กรมสรรพากรอธิบายว่า ระบบ reverse charge VAT นั้น “ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีการใช้อยู่แล้ว” เช่น โรงงานที่รับซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศมาใช้ ซึ่งผู้ขายไม่ได้มีภาระที่จะต้องเสียหรือออกใบกำกับภาษี แต่เป็นหน้าที่ของ “ผู้นำเข้า” เป็นผู้เสียภาษีทั้งภาษีศุลกากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม

ฉะนั้นลักษณะเดียวกันคือ แทนที่จะให้ผู้ขายเศษเหล็กเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีคือถือว่าไม่ใช่การออกใบกำกับภาษีแล้ว แต่เป็นการออกแบบฟอร์ม พพ.36 ที่มีการรายงานว่า มีการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ตอนที่นำเข้าหรือซื้อวัตถุดิบ เป็นจำนวนเงินเท่านี้แล้วก็ไปหักกลบกับภาษีขายที่จะต้องนำส่ง

ฉะนั้นเมื่อทราบว่า กลไกระบบ reverse charge VAT มีอยู่แล้วก็ถือว่า “มีความเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้” แต่คำถามคือ กลไกนี้จะสร้างความยุ่งยากในการนำมาใช้หรือไม่

ข้อสังเกตของ กมธ.

อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรายละเอียดและขั้นตอนในทางปฏิบัติไป 2-3 เรื่อง เช่น คนที่ซื้อจะต้องรู้ว่า ผู้ประกอบรายนี้ ออกใบกำกับภาษีได้ไหม ถ้าสมมุติว่า “ไม่ได้” ก็ควรจะใช้ระบบนี้เป็นทางเลือกหรือไม่ หรือจะต้องปฏิบัติกับทุกคนเหมือนกัน

หมายถึง คนที่ขายเศษเหล็กให้โรงหลอมโลหะที่อยู่นอกระบบ VAT สิ่งที่ขายไปก็ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี และสิ่งที่รับซื้อมาก็ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี ส่งผลให้ผู้ขายเศษเหล็กหลุดออกจากระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทำให้ภาระนี้จะตกไปสู่ความรับผิดชอบของ “โรงหลอมเหล็ก” หรือผู้ใช้ช่วงปลาย ดังนั้นหากผู้ขายรู้ตัวว่า ออกใบกำกับได้หรือไม่ก็จบ

อีกด้านหนึ่ง หากคนขายไม่ได้ขายเฉพาะเศษเหล็กอย่างเดียว แต่มีขายสินค้าอื่น เช่น ขายเหล็กเส้นให้กับบริษัทก่อสร้างด้วย ซึ่ง “บริษัทก่อสร้าง” ยังอยู่ในระบบ VAT ไม่ได้ใช้ reverse charge VAT ฉะนั้นก็กลายเป็นว่า บริษัทนั้นก็ต้องออกใบกำกับภาษีให้กับเหล็กที่ขายให้กับผู้รับเหมาก่อสร้างหรือโครงการก่อสร้าง เป็นต้น

ซึ่งเริ่มมีทางเลือกและมีความซ้ำซ้อนมากขึ้นว่า การขายให้กับผู้ซื้อแต่ละรายจะดำเนินการไม่เหมือนกัน ซึ่งความซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่กรมสรรพากรจะต้องไปหาวิธีเพื่อการทำงานของระบบนี้ เกิดขึ้นได้ง่ายและไม่ซับซ้อน ไม่ทำให้เกิดความสับสน ซึ่งจะนำไปสู่การบกพร่องโดยสุจริต หรืออาจจะกลายเป็นช่องโหว่ที่ว่า คนที่เคยอยู่ในระบบ VAT หลุดออกไป ทำมาหากิน ได้เปรียบคนอื่น โดยที่ไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งเป็นรายละเอียดที่จะต้องมีการหารือกัน

นอกจากนี้ยังได้ฝากข้อกังวลไปยังกรมสรรพากร เช่น เราเป็นโรงหล่อเหล็ก ทำเหล็กเส้น เหล็กคาน บีม ซึ่งเวลาหล่อจะมีเศษเหล็ก ส่วนที่เหลือจากการหลอม แล้วก็นำไปจำหน่าย ซึ่งกรณีนี้หากเขาขายให้บริษัทตัวเองหรือใช้เองก็จบไป แต่หากนำไปขายให้บริษัทในเครือที่รับซื้อเศษเหล็ก เรื่องนี้มีวิธีการดำเนินหรือมีวิธีการใช้ใบกำกับภาษีหรือออกใบกำกับภาษีอย่างไร มีรายละเอียดที่เยอะที่จะต้องหารือ

เงินค่าปรับเท่าทวีคูณ

สำหรับผลที่เกิดขึ้นเมื่อตรวจพบมีการปลอมใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือได้รับใบกำกับภาษีปลอมมาโดยไม่รู้ตัว และมีการดำเนินคดีตามกฎหมายจะมีขั้นตอนคือ 1) จะต้องเสียภาษีก่อน 2) เสียค่าปรับ อัตราเป็น 2 เท่าของภาษีที่เสีย เช่น ใบกำกับภาษี 100,000 บาทก็ต้องจ่ายภาษี 100,000 บาท บวกกับค่าปรับ 2 เท่าอีก 20,000 บาทรวมเป็น 30,000 บาท

และ 3) เมื่อมีการตรวจสอบย้อนหลังตามกฎหมายสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง 5 ปี และมี “เงินเพิ่มจากค่าปรับ” คิดในอัตราเดือนละ 1% เช่น ภาษี 100,000 บาท เดือนละ 1% คือ เพิ่ม 1,000 บาทต่อเดือน ถ้าพบหลังจากผ่านไปหลายปีก็คูณไปอีก แต่ละเคสเป็นสิบล้านบาท

“จะคิดว่าตรวจสอบย้อนหลัง มีรายได้จากค่าภาษีและค่าปรับ และเงินเพิ่มที่ได้เข้าสรรพากรก็มองได้ แต่ในมุมนักลงทุนจะเข็ดขยาด เพราะไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรพอเอาใบกำกับภาษีไปใช้ตามปกติโดยที่ไม่รู้ว่าออกมาถูกต้องไหม หรือคนที่ออกมีสิทธิไหม พอพ้นไป 5 ปีค่อยมาตรวจสอบย้อนหลังเจอค่าปรับ ซึ่งบางบริษัทเป็นบริษัทในตลาด แบ่งปันผลให้ผู้ถือหุ้นไปแล้วจะไปนำกลับมาก็คงไม่ได้ ซึ่งจะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นความเสี่ยงของประเทศ ในมุมของนักลงทุน ถ้าประเทศเรามีความเสี่ยงเยอะ ๆ ก็อาจจะมีผลต่อการลงทุนได้ ดังนั้นการเห็นเตรียมใช้ระบบรีเวิร์สชาร์จมาใช้ เราก็เห็นด้วย แต่ต้องปรับในทางปฏิบัติ” นายเจนกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...