ทวงแค้นข้ามกาลเวลา
ข้อมูลเบื้องต้น
"อิ่นหลง" นักฆ่ามือหนึ่งถูกสั่งฆ่าโดยคนที่รักที่สุด
นางภาวนาขอให้ได้มีโอกาสกลับมาเพื่อ "แก้แค้น"
สวรรค์ประทานโอกาสนั้นให้กับนางเพื่อกลับมาในร่างของ…..
"ไป๋ซูเม่ย" สตรีงดงามอันดับหนึ่งของหยางโจว บุตรท่านหมอหลวงไป๋เหลียน
โชคดีที่มีทั้งวิชายุทธ์ที่ติดกายมาจากชาติที่แล้ว
และยังมีความรู้ในวิชาแพทย์ของเจ้าของร่างเดิม
นางได้พบกับ "เว่ยเฟิงหรง" ที่ถูกตามฆ่าบนเขา
นางช่วยเขาไว้ และความสัมพันธ์ที่วุ่นวายนี้จึงได้เริ่มขึ้น
ผู้ที่ตามฆ่าเขาคือ "องค์ชายเสวียนอวี่" ผู้ที่นางเคยมอบทั้งชีวิตและหัวใจให้
แต่ในชาตินี้ นางเป็น "ไป๋ซูเม่ย"
"ข้าจะเข้าเมืองหลวง"
"เช่นนั้นก็ไปกับข้า"
"คุณชาย เราพบกันเพียงเท่านี้จะดีกว่า จากนี้ต่อไป ก็ต่างคนต่างไปเถิด"
"ซื่อจื่อแห่งหยางโจว" อย่าง"เว่ยเฟิงหรง" จะยอมปล่อยนางไปหรือไม่ในเมื่อในชาตินี้ ผู้ที่ถูกขนานนามว่ายอดสตรีอันดับหนึ่งผู้นี้คือว่าที่คู่หมั้นของเขา
“ข้าแพ้แล้วคุณชายเว่ย ขอบคุณที่ออมมือ”
“ดังนั้น..ข้าทำตามข้อตกลงได้แล้วใช่หรือไม่”
“ใช่ ว่าแต่ท่านจะขอสิ่งใดเจ้าคะ”
“เจ้าหลับตาก่อนสิ”
“เหตุใดต้อง….”
“ชู่วว….คนแพ้ไม่มีสิทธิ์ถามนะ”
นางหลับตาลงตามข้อตกลง แม้จะไม่เข้าใจว่าเขาจะทำสิ่งใดก็ตาม ไม่นานนางก็รู้สึกถึงบางอย่างที่มาสัมผัสที่แก้มของนางตามด้วยเสียงกระซิบที่แผ่วเบาของผู้ที่กำลังสูดลมหายใจจากแก้มของนางเข้าไปจนสุด
“ข้าเพียงแค่…ขอค่าสอนเพลงดาบเท่านั้นเอง”
“เช่นนั้นขอบใจเจ้ามากสำหรับการดูแลข้าตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ขอให้เจ้า…โชคดี”
“ท่านก็เช่นกัน ลาก่อน”
เขาเดินลงจากเนินเขาที่ใช้ฝึกวิชาและมาลาอาหยงและเดินทางลงจากเขาทันทีโดยที่ไป๋ซูเม่ยมิได้ตามมาส่ง นางยังคงยืนอยู่ที่ลานฝึกและมองพวกเขาเดินลงจากเขาไปอย่างเงียบ ๆ
“คุณชาย ท่านเป็นผู้ที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับความแค้นนี้ของข้า ข้ามิอาจไว้ใจผู้ใดเหมือนครั้งที่ผ่าน ๆ มาอีกแล้ว”
เว่ยเฟิงหรงหันหลังมามองนางที่ยืนนิ่งอยู่บนเชิงเขา นางเองก็ยังคงมองมาที่เขาเช่นกัน สองคนที่สบตากันแม้ว่าจะไกลแต่เขาคิดไม่ผิด เขาเห็นว่านางกำลังยิ้มให้เขาอยู่เป็นแน่
“หากว่ามีวาสนา คงได้พบกันอีกในวันข้างหน้า ถ้าได้พบเจ้าอีกครั้งข้าจะไม่ยอมปล่อยเจ้าไปเหมือนดังเช่นวันนี้เป็นแน่”
เมื่อถึงเวลาล้างแค้น "อิ่นหลง" ในร่างของ "ไป๋ซูเม่ย"
“ฟิ้ว….ฟิ้ว…ฟิ้ว ๆๆ”
“อ๊ากกก!!! ลูกพี่ หูข้า!!…”
“อ๊าก!! ตะ…ตาของข้า ผู้ใดกัน!!”
“ผู้ใดกัน ช่างกล้าเหิมเกริมต่อต้านข้างั้นหรือ เผยตัวออกมา!!”
ไป๋ซูเม่ยเพียงแค่เดินกลับมาที่อาหยงอยู่และสลัดถั่วที่เหลือในมือไปทางจางอู่ เสื้อผ้าของเขาก็ฉีกขาดจนถูกถอดออกจนหมดเป็นที่น่าอับอายต่อหน้าชาวเมืองหลวงอีกทั้งดวงตาทั้งสองก็ถูกถั่วที่เหลือพุ่งเข้าไปอย่างตรงเป้าหมาย
จางอู่ล้มเสียงดังสนั่นท่ามกลางความสะใจของชาวบ้านโดยรอบที่ไม่มีผู้ใดสนใจจะช่วยพวกมันเลยสักคนอีกทั้งยังพากันโยนข้าวของและดึงเอาเงินที่ถูกเก็บไปคืนกลับมา
“นิ้วเท้าหายไปนิ้วหนึ่งแล้ว ดูสิว่าเจ้าจะทำเช่นไรเสวียนอวี่”
นี่เป็นเพียงแค่น้ำจิ้มเท่านั้น ติดตามเส้นทางการล้างแค้นของไป๋ซูเม่ย ความสะใจผสมผสานกับการรับมือการรุกของซื่อจื่อ
“เจ้าอยากนอนพักสักหน่อยหรือไม่”
“ข้าอยากกลับไปอาบน้ำแล้ว”
“ข้ามีอยู่ที่หนึ่งหากเจ้าอยากแช่ตัวอาบน้ำสักหน่อย รับรองว่าไม่มีผู้ใดรบกวน”
“ที่ใดงั้นหรือ”
“น้ำตกด้านหลังนี่เอง แต่น้ำจะเย็นนิดหน่อย”
ซูเม่ยหันไปมองใบหน้าของเขาที่เริ่มแดงเมื่อชวนนางไปยังน้ำตกที่เขาบอก นางเคยมีประสบการณ์เรื่องเช่นนี้มาก่อน รู้ดีว่าเขาพูดแม้จะไม่ได้คิดอะไรแต่การชวนสตรีไปอาบน้ำก็มิใช่เรื่องธรรมดา
แต่ไป๋ซูเม่ยในร่างนี้ยังเป็นสตรีพรหมจรรย์เขาจึงคิดว่าไม่ควรชวนนางเช่นนั้น มือเรียวค่อย ๆ โอบรอบคอเขาอย่างจงใจ
“ข้าอยากไปนะเจ้าคะ”
เสียงกลืนน้ำลายของเขาทำให้นางนึกยิ้มอย่างพอใจ เขาช่างเป็นคนที่น่ารักเสียจริง แม้ว่าในชาตินี้นางจะกลับมาพร้อมกับความแค้น แต่กับเขาก็นับว่าเป็นคนที่ไม่เลว หากว่าคืนนี้ไม่มีเขาช่วยเอาไว้ ความแค้นที่เหลือของนางคงจะสะสางไม่ได้
“เจ้า….เจ้า…”
“เฟิงหรง…ท่านชวนข้าเองนะ”
นางเงยหน้ามองเขาที่มองสบตานางอย่างเลื่อนลอย โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งใด ปากของทั้งคู่ก็ประกบกันอย่างดุเดือด เรื่องนี้นางไม่ต้องสอนเขาด้วยซ้ำเพราะเว่ยเฟิงหรงดูจะชำนาญมากกว่านางเสียอีก เพราะชาติที่แล้วแม้ว่านางกับเสวียนอวี่จะร่วมรักกันหลายครั้ง แต่เขา…ไม่เคยจูบนางเลยสักครั้ง
“ซูเม่ย ข้าจะพาเจ้า…กลับจวนดีหรือไม่”
“ข้าอยากแช่น้ำเย็นสักหน่อย พาข้าไปที่น้ำตกเถอะเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้น…ข้าจะพาเจ้าไป”
ไปติดตามเรื่องราวความรักระหว่างที่นางเอกของเราตามล้างแค้นศัตรู จะโหดเหี้ยม ดุเดือดและเร่าร้อนขนาดไหน ความหึงของพระเอกบอกได้เลยว่าไม่แพ้เรื่องอื่นจ้า
** คำเตือน **
เนื้อเรื่องที่เขียนทั้งชื่อคน สถานที่เป็นเพียงเรื่องแต่งจากจินตนาการของผู้เขียน ไม่ชอบกดผ่าน รบกวนอย่าทิ้งคอมเม้นท์บั่นทอนจิตใจกันเอาไว้นะคะ พลีสสสส……
สำหรับคนที่ชอบแนวแรงรักแรงแค้นก็ติดตามกันต่อจ้า มีฉากอีโรติกและบรรยายละเอียดไม่เหมาะกับเด็กและเยาวชน อาจจะมีความรุนแรงในบางฉากบางตอน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านค่ะ
หวนคืนอีกครา….
“หากข้ามีโอกาสหวนคืนอีกครั้ง ข้าจะไม่มีวันให้อภัยท่าน!!”
เขาลั่วซาง นอกเมืองหยางโจว
“เฮือก….แคก แคก….ที่นี่….คือที่ใด”
“คุณหนู!! ท่านอยู่ที่นี่เองหรือเจ้าคะ ตายจริง!! ท่านถูกงูกัดหรือเจ้าคะ”
“งูกัด? คุณหนูงั้นหรือ เจ้าเป็นผู้ใดกัน”
“คุณหนูเจ้าคะ นี่ข้าเองอาหยงอย่างไรเจ้าคะ คุณหนูท่านช่างใจแข็งนัก แม้ว่าท่านจะมีปากเสียงกับนายท่านแต่ก็ไม่ควรใจร้อนหนีมาอยู่ในป่านี้เพียงลำพังนะเจ้าคะ ข้าแอบหนีตามท่านออกมาเจ้าค่ะ นึกไม่ถึงว่าท่านจะมีสภาพเป็นเช่นนี้ นี่พึ่งจะสิบวันเองที่ท่าน….”
“โอ๊ย!! อย่าพึ่งพูด พยุงข้าก่อนแล้วค่อย ๆ เล่า”
“ไป๋ซูเม่ย”รู้สึกว่าขานางได้รับบาดเจ็บแต่ในตอนนี้เริ่มดีขึ้นมาแล้ว แม้ว่าจะยังจับต้นสายปลายเหตุไม่ได้ แต่ดูจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในยามนี้ …..นางทำสำเร็จแล้ว
ก่อนหน้านี้
“อิ่นหลง ยอมแพ้เสียเถอะเจ้าไม่มีทางรอดแล้ว”
“พวกเจ้าเคยเป็นคนของข้า!!….เหตุใด…..”
“ขออภัย เงินผู้ใดให้มาข้าก็รับใช้คนผู้นั้น “อิ่นหลง” ต้องโทษที่เจ้ารักคนที่ไม่ควรรักจึงทำให้เกิดเรื่อง หากว่าเจ้ายังอยู่ องค์ชายสี่ไม่มีทางมีความสุข”
“แต่ข้า!! ข้าเป็นคนช่วยชีวิตเขา เป็นองครักษ์ข้างกายที่ซื่อสัตย์ของเขามาโดยตลอด ทำไม…ข้าไม่เชื่อว่าเขาจะ….”
นางถูกตัดแขนข้างที่ใช้ดาบได้ไปแล้ว บัดนี้ตรงหน้าคือนักฆ่าที่นางฝึกมากับมือและพาเข้าวังเพื่อเป็นองครักษ์ติดตามขององค์ชายสี่ ด้านหลังคือหน้าผาสูงชันความลึกมิอาจคาดเดาได้
“หากว่าข้าจะต้องตาย ข้าไม่มีทางปล่อยให้พวกเจ้าทำได้ พวกเจ้ามัน…ไม่มีค่าพอ”
“อิ่นหลง!!”
นางได้ยินเสียงที่เรียกนางเป็นเสียงสุดท้ายก่อนที่จะทิ้งร่างที่เหลือลงไปในเหวลึก ความเย็นของม่านหมอกที่ปกคลุมร่างของนางแทบจะไร้ความรู้สึก
"หากเป็นไปได้ ถ้าสวรรค์จะเมตตาข้าอีกสักคราถ้าหากข้ามีโอกาสได้กลับมา ข้าจะแก้แค้นพวกเจ้าให้หมดทุกคน “องค์ชายสี่เสวียนอวี่” ….ข้าจะไม่มีทางอภัยให้ท่านเป็นอันขาด!!”
กระท่อมไม้ไผ่
นางเองก็ไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับนาง ครั้งสุดท้ายที่จำได้คือนางกระโดดหน้าผา แต่กลับตื่นขึ้นมาในร่างของสตรีที่บอบบางแต่ดูมีความรู้เพราะสิ่งที่นางทิ้งไปเป็นเพียงวิญญาณแต่ความรู้ความสามารถของนางยังอยู่
“อิ่นหลง” นักฆ่าและองครักษ์ที่เก่งที่สุดในแดนมืดแห่ง “หอหลัวต๋า” สำนักฆ่าอันดับหนึ่งในใต้หล้าที่มาสวมร่างของสตรีบอบบางในตอนนี้กำลังมองไปยังใบหน้าของสาวใช้อายุน้อยอีกคนที่พยายามเช็ดตัวและทำแผลให้กับนางอยู่
“นึกไม่ถึงว่านายท่านจะใจร้ายถึงเพียงนี้ ให้ท่านมาอยู่ที่นี่เพียงแค่จะรับอนุคนใหม่ ฮือ…คุณหนู ไม่ต้องกลัวนะเจ้าคะต่อไปอาหยงจะอยู่กับคุณหนูเอง”
“เจ้า…เอ่อ อาหยง เจ้าบอกว่าข้า….”
อาหยงเล่าให้นางฟังว่านางคือ “ไป๋ซูเม่ย” เป็นบุตรสาวของท่านหมอหลวง “ไป๋เหลียน” นางเป็นทั้งสาวงามอันดับหนึ่งในหยางโจว อีกทั้งมีความรู้ความสามารถรอบด้านทั้งเรื่องการรักษาที่เก่งไม่ต่างกับบิดา ครั้งนี้นางกับบิดาทะเลาะกันอย่างรุนแรงเรื่องที่เขาจะรับอนุเข้ามาในจวน นางจึงตัดสินใจออกจากจวน
“เช่นนั้นเขาก็มิได้ไล่ข้าออกมา เป็นข้าที่ออกมาเอง”
“ที่นี่…เป็นที่ที่ท่านร่ำเรียนวิชาแพทย์สมุนไพรกับอาจารย์หมอเทวดาเมื่อสามปีก่อนเจ้าค่ะ ท่านจำไม่ได้เลยหรือเจ้าคะ เจ้างูนี่มีพิษทำให้ท่านความจำเสื่อมหรือไม่เจ้าคะ”
“เอ่อ….อาจจะเป็นเช่นนั้นข้าคิดว่าอาจจะทำให้ข้าหลงลืมบางเรื่อง ว่าแต่ที่นี่คือนอกเมืองหยางโจวงั้นหรือ”
“ใช่เจ้าค่ะ แม้จะอยู่นอกเมืองค่อนข้างไกลแต่ก็ยังมิใช่เมืองฉินโจว เมืองหลวงของแคว้นฉินเจ้าค่ะ”
“แล้วที่นี่มีผู้ใดปกครองอยู่ เมืองหยางโจว…หรือว่าจะเป็น…ท่านอ๋อง “เว่ยฉางรุ่ย” ผู้เป็นหนึ่งในสามแม่ทัพรักษาแคว้นฉิน”
“ใช่เจ้าค่ะ คุณหนูท่านไม่เคยสนใจเรื่องในราชสำนัก ท่านรู้จักท่านอ๋องเว่ยได้เช่นไรเจ้าคะ”
“อ่อ…เอ่อ…เคยได้ยินท่านพ่อพูดถึงน่ะ”
“นายท่านเป็นห่วงคุณหนูแต่ก็ไม่ออกตามหา เหตุใดพวกท่านไม่คุยกันดี ๆ เจ้าคะ ข้าเองก็รู้ว่านายท่านเป็นห่วงมิเช่นนั้นคงมิทำเป็นหลับตาทำเป็นมองไม่เห็นว่าข้าตามคุณหนูออกมา”
นางไม่ได้ฟังที่สาวใช้พูดเลย “อิ่นหลง”ในร่างของ “ไป๋ซูเม่ย” กำลังเดินวนไปมาและคิดทบทวนบางอย่าง นางตายแล้วครั้งหนึ่ง แขนขวานางถูกตัดก่อนตายแต่บัดนี้แขนนางยังมีอยู่ครบทั้งสองข้าง เช่นนั้นแล้ววรยุทธ์ของนางเล่า….
“เพล้ง!!”
“กรี๊ด!! มีหนูแน่ ๆ คุณหนูข้าจัดการเองเจ้าค่ะ”
อาหยงคว้าไม้กวาดที่ปลายบานแล้วขึ้นมาด้วยตัวที่สั่น แม้ว่านางจะกลัวแต่ก็พยายามปกป้องคุณหนูของนางอย่างเต็มที่จนทำให้อิ่นหลงอดขำกับท่าทีน่าเอ็นดูนั้นมิได้ ในชาติก่อนนางไม่มีเพื่อนที่เป็นสตรีเลยแม้แต่คนเดียว
“อาหยง ไม่มีอะไรหรอกขวดนั่นตั้งอยู่ใกล้หน้าต่าง พอโดนลมพัดมันจึงตกแตกก็เท่านั้นเจ้าแค่เก็บกวาดไปก็พอ”
“จะ…เจ้าค่ะ”
แม้ว่าจะเป็นสตรีแต่อิ่นหลงก็อุ่นใจที่มีอาหยงมาอยู่เป็นเพื่อนในยามนี้เพราะนางแทบจะไม่รู้เรื่องของไป๋ซูเม่ยผู้นี้เลย ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสนางที่จะกลับมา เช่นนั้นนางจะไม่ยอมปล่อยโอกาสเช่นนี้ไป
“คุณหนู นั่นท่าน…จะไปที่ใดเจ้าคะ”
“ข้าจะออกไปเดินเล่นข้างนอกหน่อย ที่นี่ก็ฝากเจ้าเก็บกวาดและทำความสะอาดเสียหน่อยนะ เจ้าก็เห็นว่าข้าทำได้ไม่ดีเท่าใดนัก”
“รับทราบเจ้าค่ะคุณหนูไม่ต้องห่วงนะเจ้าคะ ข้านำผักและอาหารมาอีกมากมายเลยข้าทำความสะอาดตรงนี้เสร็จแล้วจะรีบทำอาหารอร่อย ๆ ให้ท่านกินเจ้าค่ะ”
“อืม ลำบากเจ้าแล้ว”
“คุณหนูเจ้าคะ!!”
อาหยงเรียกนางด้วยน้ำเสียงตกใจ ไป๋ซูเม่ยหันไปมองหน้านางที่ยืนตัวสั่นหน้าซีดอยู่ด้านหลัง
“มีอะไรงั้นหรือ”
“นะ…นั่น…นั่นมัน….มะ…มะ…แมงมุม….”
ซูเม่ยหันไปเห็นแมงมุมพิษสีดำที่น่าจะหลุดมาจากที่ไหนสักที่ในห้องนี้ เป็นปกติเพราะมันชอบอยู่ตามที่รกร้างเช่นนี้ ไป๋ซูเม่ยใช้นิ้วนี้ชี้ไปที่มัน พลังปราณของนางทำให้แมงมุมพิษนั่นแข็งทื่อไปในทันที มันตกลงพื้นและแน่นิ่งไปจนสาวใช้กรีดร้อง
“เจ้าไม่ต้องร้อง มันตายแล้ว”
“ตะ…ตายแล้ว…เป็นไปได้เช่นไรเจ้าคะเมื่อครู่นี้มันยังไต่อยู่ที่ด้านหลังของคุณหนู….”
“ไม่เชื่อเจ้าก็ดูสิ”
อาหยงหันไปมองแมงมุมที่แน่นิ่งหงายท้องแต่นางกลับแปลกใจมากกว่านั้นคือการที่ไป๋ซูเม่ยที่ปกติแล้วกลัวแมงมุมทุกชนิดเดินเข้ามาและใช้ผ้าจับแมงมุมนั้นขึ้นมา
“ทะ…ท่าน…คุณหนู ท่านไม่กลัวมันหรือเจ้าคะ”
“อ้อ…เอ่อคือ….การอยู่ด้วยตัวเองทำให้ข้า…เลิกกลัวน่ะ แมงมุมนี่พิษร้ายกาจนัก เอามาปรุงยาพิษได้เอาขวดโหลมาเก็บมันเอาไว้ก่อน”
“ยะ…ยาพิษงั้นหรือเจ้าคะ คุณหนูเจ้าคะเราปรุงแต่ยารักษาโรคมิใช่หรือเจ้าคะเหตุใด….”
“อาหยง….บนโลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงยาที่เอาไว้รักษาโรคอย่างเดียวหรอกนะที่ช่วยผู้อื่นได้ ยาพิษก็ช่วยคนได้เช่นกัน”
“ช่วยได้งั้นหรือเจ้าคะ ช่วย….เช่นไรเจ้าคะ”
“ก็….ช่วยให้พวกเขาตายเร็วขึ้น จะได้ไม่ทรมานอย่างไรเล่า”
ชาตินี้ก็ฝากด้วยนะ
ไป๋ซูเม่ยเดินออกมาจากกระท่อม สายลมแผ่วเบาที่พัดมายังร่างของสตรีที่นางพึ่งจะมาสวมร่างของนางให้ความรู้สึกราวกับไม่ใช่ตัวเอง เมื่อเดินไปถึงขอบเนินเขาและเริ่มหลับตาลง ค่อย ๆ กำหนดลมหายใจและเรียกพลังปราณออกมาและปล่อยออกมา
“เฮ้อ…คงต้องเร่งฟื้นฟูสินะ ร่างนี้แม้ว่าจะมีความรู้มากมายเกี่ยวกับยาแต่ไร้ซึ่งวรยุทธ์ ยังไม่ต้องนับไปถึงการแก้แค้นเลย แค่เดินทางไปเมืองหลวงก็คงเกือบตายแล้ว”
ไป๋ซูเม่ยเริ่มนั่งกำหนดลมปราณและฝึกวิชาทบทวนวรยุทธ์อยู่ราว ๆ เกือบสองชั่วยามจนเริ่มปรับสภาพร่างกายเข้ากับร่างใหม่ได้มากขึ้น นางสามารถระเบิดหินที่อยู่ใกล้ ๆ ได้และเริ่มใช้กิ่งไม้มาฝึกวิชาดาบจนสำเร็จกระบวนท่าไม้ตายที่นางเคยฝึกมาก่อน
“ตูม!!!”
ก้อนหินตรงหน้าและกิ่งไผ่ที่ถูกตัดขาดด้วยกิ่งไม้ในมือนางหลังจากที่นางใช้วิชาขั้นสุดท้ายกระเด็นไปทุกทิศทุกทาง
“พลังปราณและวิชายุทธ์ข้ากลับคืนมาหมดแล้ว แต่ก็ยังเหนื่อยง่ายอยู่ สตรีผู้นี้อ่อนแอถึงเพียงนี้เชียวหรือเหตุใดจึงได้เหนื่อยง่ายถึงเพียงนี้กันนะ”
นางเดินกลับไปยังลำธารใกล้ ๆ เมื่อก้มหน้าลงไปส่องดูเงาที่สะท้อนในน้ำจึงได้เห็นชัด ๆ ใบหน้าของไป๋ซูเม่ยงดงามไม่มีที่ติ แต่ทว่า….
“แผลเป็นหรือปานกันล่ะนี่ มิน่าเล่าเจ้าถึงได้หนีมาอยู่ที่ห่างไกลถึงขนาดนี้”
แม้ว่านางจะงดงามราวกับสตรีล่มเมืองแต่กลับมีแผลเป็นที่แก้มซ้าย ซึ่งก่อนหน้านี้คงจะใช้ผ้าขาวปิดบังเอาไว้เพราะนางพึ่งใช้ผ้านั่นไปหยิบแมงมุมขึ้นมาจากพื้นจึงมิได้สวมมันอีก
“โชคดีแค่เป็นแผลเท่านั้น ดูเหมือนว่านางก็น่าจะรักษามาก่อนแล้ว เรื่องนี้แค่ใช้กำลังภายในจัดการขับพิษนี่ออกก็หายแล้วมิใช่หรือ ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับข้าเลย”
ว่าแล้วนางก็เริ่มจัดการกับแผลที่แก้มของนางทันทีแม้ว่าจะเป็นแผลที่มิได้ดูน่าเกลียดแต่หากจะทำให้สมบูรณ์แบบ ในชาตินี้นางจะต้องเป็นสตรีที่ผู้ใดพบเห็นจะต้องหันมองจนเหลียวหลังไม่เหมือนชาติที่แล้วที่นางเกิดมาหน้าตาธรรมดาและไม่เคยได้รับการใส่ใจจากบุรุษใดนอกจากองค์ชายผู้นั้น….
“ไป๋ซูเม่ย…ชาตินี้ก็ฝากด้วยนะ…..เสวียนอวี่…..ข้ากลับมาเอาชีวิตเจ้าแล้ว”
“คุณหนูเจ้าคะ เฮ้อ…หาท่านพบเสียที”
อาหยงเดินขึ้นเขามาเพื่อตามหาคุณหนูของนางเมื่อไป๋ซูเม่ยหันไปมองเห็นนางก็รู้ว่าเรื่องนี้นางอาจจะทำได้ไม่รวดเร็วนักเพราะนางมิได้ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว การเดินทางไปที่เมืองหลวงก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก
“อาหยงเจ้าตามข้ามาทำไมหรือ”
“ไป…ไปกินข้าวเถอะเจ้าค่ะ ข้าพึ่งทำอาหารเสร็จ กินตอนร้อน ๆ เจ้าค่ะ”
ไป๋ซูเม่ยยิ้มออกมาด้วยความอบอุ่นใจ นางไม่เคยมีผู้ใดที่คอยดูแลและคอยเป็นห่วงเช่นที่อาหยงทำให้ไป๋ซูเม่ยเช่นนี้มาก่อน นับจากนี้ไปนางจะเป็นไป๋ซูเม่ยคุณหนูของอาหยงและจะดูแลนางอย่างดีที่สุด
กระท่อมไม้ไผ่
“อาหยงข้าคิดว่าเราต้องหาเงิน”
“หาเงินหรือเจ้าคะ หาไปทำไมเจ้าคะ”
“ข้าอยากไปเมืองหลวง”
“อะไรนะเจ้าคะคุณหนู”
“อื้ม อาหารของเจ้าอร่อยมาก ๆ เลย เปิดร้านขายได้เลยนะนี่”
“ไม่ ๆ เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะคุณหนูท่านอย่าพึ่งเปลี่ยนเรื่องสิ ไปเมืองหลวงอะไรกันเหตุใดจึงเร่งด่วนเช่นนี้เจ้าคะแม้ว่าคุณท่านจะใจร้ายที่ไม่ส่งคนมาดูแลท่านแต่ก็มิได้ละเลยนะเจ้าคะ นี่คือตั๋วเงินที่นายท่านฝากข้าให้เอาไว้ดูแลคุณหนู”
“หืม…เจ้าว่าอย่างไรนะ”
“ตั๋วเงินเจ้าค่ะ นายท่านโกรธคุณหนูได้ไม่นานหรอกคุณหนูก็ทราบ ท่านทะเลาะกับนายท่านทีไรก็หนีมาอยู่ที่นี่…คุณหนูเจ้าคะ มีอะไรหรือเจ้าคะ”
ไป๋ซูเม่ยนำตั๋วเงินนั้นมานั่งนับดู นึกไม่ถึงว่าไป๋ซูเม่ยจะมีบิดาที่ดีและยังพอมีความเป็นพ่ออยู่ ตั๋วเงินนี่มีจำนวนไม่น้อยเลย
“ห้าพันตำลึง ยอดเยี่ยมไปเลยข้ารวยแล้ว”
“รวย?? คุณหนู ท่านก็ร่ำรวยอยู่แล้วนี่เจ้าคะ นี่ก็เป็นเครื่องประดับของท่าน ที่จวนก็…..”
“ที่จวนงั้นหรือ อาหยงเจ้าบอกข้ามาทีสิว่าจวนของพวกเราอยู่ที่ใด ไกลจากที่นี่มากหรือไม่”
“ก็…แม้จะไกลแต่หากจ้างรถม้าไป….”
“เช่นนั้นเจ้าจัดการให้ข้าทีนะ ข้าจะไปดูที่จวนสักหน่อย”
“คุณหนู เหตุใดท่านไม่กลับไปที่จวนเลยเล่าเจ้าคะ เงินของท่าน…”
“เจ้าก็บอกมาด้วยว่าข้าเก็บเงินและทรัพย์สินส่วนตัวเอาไว้ที่ใด”
สองคืนต่อมา / จวนสกุลไป๋
“โอ้โหไป๋ซูเม่ย…..นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะร่ำรวยมากมายเช่นนี้ แต่หากเอาไปหมดนี่คงลำบากแน่”
นางลงเขามาตอนบ่ายเพื่อดูตำแหน่งของจวนสกุลไป๋ในเมืองหยางโจว และคืนนี้ตอนที่อาหยงหลับสนิทแล้วนางจึงลงเขามาที่นี่เพียงลำพังอีกครั้งเพื่อจะมา “ขโมยของ” ของตัวเองแต่เมื่อนางจะกลับก็ได้ยินเสียงคนสองคนเดินคุยกันเข้ามาในห้องนางจึงต้องหาที่หลบ
“มีอย่างที่ไหนกันจนป่านนี้ยังไม่ยอมกลับจวน”
“นายท่าน คุณหนูมีนิสัยดื้อรั้นแต่ก็มิใช่ผู้ที่….ไม่รู้ความนะขอรับเพียงแต่ว่า….”
“นางดื้อเกินไปแล้ว เพียงแค่ข้ารับอนุเข้ามาใช่ว่าข้าอยากจะรับเสียหน่อยแต่ท่านอ๋องขอร้องให้รับพวกนางสองแม่ลูกเอาไว้จะให้ข้าทำเช่นไรเล่า”
“ที่แท้ท่านพ่อของนางมิได้อยากรับอนุหรอกหรือ แล้วทะเลาะกันด้วยเรื่องเพียงเท่านี้เองนะหรือ”
“แต่ว่านายท่านก็ทราบดีว่าแม่นางหร่วนผู้นั้นเป็นคนทำให้ใบหน้าของคุณหนูเป็นรอยแผล ดังนั้นนางจึงไม่พอใจ”
ไป๋ซูเม่ยรู้สึกราวกับแก้มที่เคยมีแผลเจ็บขึ้นมาเล็กน้อยทั้ง ๆ ที่นางใช้วิชาและปราณขับออกไปจนหมดแล้ว
“ที่แท้นางโกรธจนหนีออกจากจวนเพราะเรื่องนี้นี่เอง บิดานางรับศัตรูที่ทำร้ายนางเข้ามา”
“แต่นางก็บอกแล้วว่ามันเป็นเพียงอุบัติเหตุและใช่ว่านางจะเป็นผู้ทำเสียเมื่อใดกัน บุตรสาวนางต่างหากที่เผลอทำยานั่นราดไปโดนหน้าของซูเม่ย ข้าเองก็กำลังรักษาให้นางอยู่แผลก็ใกล้จะหายแต่ดูที่นางทำสิ ไม่ยอมรักษาให้หายก่อนแต่กลับหนีออกไปมันใช้ได้ที่ไหนกัน!!”
“ไร้สาระจริง ๆ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้ารีบหาทางออกจากจวนดีกว่า”
นางทำในทันทีเมื่อพวกเขาเดินออกไปแล้ว นางกลับมาถึงกระท่อมอาหยงยังคงหลับสนิทอยู่ ทรัพย์สินที่นางได้มารวมกับที่อาหยงนำมาให้มากพอที่จะให้พวกนางสองคนเดินทางไปเมืองหลวงได้แล้วแต่ว่าตอนนี้นางคงต้องหาข้อมูลของคนที่นี่รวบรวมให้ได้มากที่สุดก่อนจะเดินทางไปที่เมืองหลวง
สิบวันถัดมา
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านจะไม่กลับจวนจริง ๆ หรือเจ้าคะ”
“ยัง ข้าจะเดินทางไปเมืองหลวง”
“คุณหนูแต่ว่าหากไปที่นั่นท่านจะต้องขออนุญาต….คุณหนูท่านหยุดทำไมเจ้าคะ”
“เงียบก่อน ด้านหน้านั้นมีเสียง อาจจะเป็น…”
“เสือ!! คุณหนูเจ้าคะ ที่นี่มีเสือหรือไม่”
“เจ้าเงียบก่อน!! อย่าเสียงดังและอยู่นิ่ง ๆ มันไม่ทำอะไรเจ้าหรอกมีข้าอยู่ที่นี่เจ้าไม่ต้องกลัว”
“คุณ…คุณหนู อย่าเข้าไปเจ้าค่ะ”
ไป๋ซูเม่ยค่อย ๆ เดินเข้าไปยังพุ่มไม้ที่มีบางอย่างทำให้ขยับอยู่ตรงหน้า นางหรี่ตาเล็กน้อยเพื่อเพ่งมองนางมั่นใจว่าไม่ใช่สัตว์ร้ายเพราะหากว่าเป็นเสือหรือหมาป่าจะไม่มีเสียงเช่นนี้ พวกมันจะมีเสียงคำรามทุ้มต่ำออกมาเล็กน้อยก่อนจะกระโจนใส่เหยื่อ แต่นี่เหมือนจะไม่ใช่สัตว์…..
“คนงั้นหรือ…..อาหยงเร็ว ๆ เข้าที่นี่มีคนบาดเจ็บ เขาถูกธนูยิง!!”
บุรุษแปลกหน้า
อาหยงเมื่อรู้ว่ามิใช่สัตว์ร้ายก็กล้าที่จะวิ่งเข้าไปหาคุณหนูตามคำสั่ง พวกนางพบว่าเป็นเพียงบุรุษหนุ่มคนหนึ่งที่ราวกับวิ่งหนีจากการถูกตามล่ามา
ร่างกายบาดเจ็บสะบักสะบอมจนแทบจะจำหน้าเดิมไม่ได้ ผมเผ้ารุงรังแต่หากดูจากการแต่งตัวและเครื่องประดับ มองดูก็พอจะรู้ว่าฐานะเขาคงไม่ธรรมดา
“เหตุใดคนผู้นี้….ว๊าย!! คุณหนูเขาจะทำร้ายท่าน”
ร่างหนาล้มลงที่อกไป๋ซูเม่ยทันทีเมื่อนางดึงปลายลูกธนูออกมาจากอกของเขา
“เขาไม่มีแรงทำร้ายผู้ใดหรอก ดูท่าคงจะพยายามดึงลูกธนูนี้ออกด้วยตัวเองแต่คงหมดแรงเสียก่อน เจ้ามานี่มาช่วยข้าพาเขากลับไปที่กระท่อม”
“คุณหนู…แต่ว่า…”
“เร็วเข้าช่วยคนสำคัญกว่า”
“เจ้าค่ะ”
พวกนางพาเขากลับไปอย่างลำบากด้วยเพราะบุรุษผู้นี้ทั้งตัวใหญ่และชุดที่สวมก็ดูมีราคาที่แพง เมื่อมาถึงกระท่อมแล้วไป๋ซูเม่ยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหาชุดเปลี่ยนให้เขา
นางจึงให้อาหยงลงเขาไปซื้อชุดบุรุษมาเปลี่ยนให้ ระหว่างนี้นางก็พยายามทำแผลให้เขา เช็ดตัวและห่มผ้าเอาไว้
“ผ่านมาสองวันแล้วยังไม่ฟื้น คุณหนูเราคงจะไม่เสียเงินซื้อของไปเปล่า ๆ หรอกกระมังเจ้าคะ”
“ไม่หรอก ลมหายใจเขานิ่งและคงที่ เป็นคนมีวิชายุทธ์สูง คงแค่พลาดท่าเท่านั้น ไม่ตายหรอก”
“แคก..แคก”
“คุณหนู!! เขาน่าจะ…”
“เจ้าอย่าเข้าไป อยู่ตรงนี้ก่อนหากว่าข้าไม่เรียกก็อย่าพึ่งเข้าไปเป็นอันขาด”
“แต่ข้าไม่อยากให้ท่านไปคนเดียว”
“ไม่ต้องห่วง ข้าเอาตัวรอดได้แต่หากมีเจ้าอีกคนข้าจะไม่สะดวก”
“เจ้าค่ะ”
อาหยงยอมทำตามคำสั่งเพราะนางเองก็รู้สึกเช่นกันว่าคุณหนูแปลกไปตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ครั้งนี้เป็นเวลาที่นานที่สุดที่นางออกมาจากจวนสกุลไป๋
“ท่านฟื้นแล้วหรือ”
“นะ…นะ….”
“ข้าจะรินน้ำให้”
ซูเม่ยรินน้ำและเดินไป เขาค่อย ๆ พยุงตัวขึ้นมารับน้ำจากนาง ใบหน้าของเขาเมื่อฟื้นแล้วกลับดูคลับคล้ายคลับคลาอย่างน่าประหลาด ทั้งใบหน้าและรูปร่างที่กำยำของบุรุษหนุ่มตรงหน้าทำให้ซูเม่ยคิดบางอย่างในใจ
“แม่นาง….เจ้า…ช่วยข้าไว้งั้นหรือ”
“ใช่ ท่านดื่มน้ำก่อนข้าจะให้อาหยงต้มยามาให้ ท่านต้องดื่มเสียหน่อยจะได้ช่วยบำรุงอวัยวะภายในไม่ให้บอบช้ำ ต้องโทษตัวท่านเองที่หลับไปถึงสองวันก็เลยไม่ได้ดื่มยา”
“สอง…สองวันงั้นหรือ ที่นี่คือ….”
“ดื่มน้ำให้หมดก่อนข้าจะไปเอายามาให้ กินอะไรเสียหน่อยแล้วค่อยคุยกันเถอะ”
นางเดินออกไปเอายาที่ต้มเอาไว้ให้เขา ที่จริงยานี้เคี่ยวมาเรื่อย ๆ ได้สองวันแล้วรอเพียงเขาฟื้นเท่านั้น เมื่อนางเดินเข้ามาในห้องก็พบว่าเขาไม่อยู่ที่เตียงแล้ว เมื่อเดินและเอายาไปวางที่โต๊ะ ดาบเงินปลายแหลมก็พาดมาที่คอของนางในทันที
“เจ้า…เป็นผู้ใดกันแน่”
นางยังคงนิ่งและไม่หวาดกลัวเขาเลยแม้แต่น้อยจนเขานึกระแวงมากยิ่งขึ้น จะมีสตรีใจกล้าสักกี่คนที่อยู่ในป่าลึกได้เช่นนี้ หากว่านี่เป็นแผนการเขาจะต้องฆ่านางทิ้งก่อน
“ท่านวางดาบลงเถอะ กินยาให้ดีขึ้นก่อนคิดจะฆ่าข้าก็ยังไม่สายหรอก สภาพท่านในเวลานี้….สู้ข้าไม่ได้หรอกเพราะฉะนั้นอย่าให้ข้าเสียดายเงินที่นำไปซื้อชุดใหม่มาเพื่อช่วยท่าน ดื่มยา!!”
ดาบในมือค่อย ๆ ลดระดับลงไปเมื่อถูกนางข่มขู่
“รีบดื่มเถอะหากว่าพวกที่ตามฆ่าท่านมาพบเข้าตอนนี้ ข้าคงไม่มีกำลังมากพอที่จะช่วยชีวิตท่านอีกครั้ง อย่างน้อยหากท่านดีขึ้นกระท่อมของข้าคงจะไม่พังมากไปกว่าเดิม”
เขารีบยกยาขึ้นดื่ม ไม่นานเมื่อเขาดื่มเสร็จอาหยงก็เดินเข้ามาพร้อมกับข้าวต้มและอาหารง่าย ๆ ที่ซูเม่ยสั่งให้ทำและนางก็มีข่าวอื่นมาบอก บุรุษหนุ่มกำดาบในมืออีกครั้งเมื่ออาหยงเดินเข้ามา
“นางเป็นสาวใช้ของข้า คนที่ต้มยาและทำอาหารให้ท่าน หากฆ่านางท่านก็อดข้าว ข้าทำอาหารไม่เป็นหากท่านอยากตายก็ลงมือได้เลย”
“ข้า….มันเคยชินต้องขออภัยด้วย”
“อาหยงเดินไปคุยด้านนอกเถอะ”
“ไม่ทันแล้วเจ้าค่ะ มีคนมาถามหา…เอ่อ..คุณชายอยู่ด้านนอก ข้าก็บอกไปแล้วว่าไม่รู้แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่เชื่อเจ้าค่ะ ข้าก็เลยมาเรียกคุณหนูออกไป…”
นางหันไปมองคนป่วยที่ทำสีหน้าตกใจ
“เจ้าอยู่กับเขาที่นี่ ห้ามออกไปเด็ดขาด”
“เจ้าค่ะ”
“ท่านก็ด้วย อยู่นิ่ง ๆ ทำตัวดี ๆ เดี๋ยวข้ารีบกลับมา”
ซูเม่ยเดินออกมาจากห้องของเขาแล้วและเดินออกมาพบกับองครักษ์ในชุดสีดำตรงหน้าสองคน เมื่อพวกเขาพบนางก็รู้สึกแปลกใจว่ากระท่อมกลางป่าเหตุใดจึงมีสตรีงดงามเช่นนี้อยู่เพียงลำพัง
“พวกท่าน…มีธุระอะไรที่นี่งั้นหรือ”
“แม่นาง ขออภัยที่ต้องรบกวนเวลาของท่าน เพียงแต่ว่าพวกเรามาตามหาคน คุณชายของพวกเราบาดเจ็บอยู่แนวเขาด้านตะวันตก พวกเราตามหาเขามาร่วมสามวันแล้วยังไม่พบ ไม่ทราบว่าท่านพอจะ….พบเห็นคนแปลกหน้าบ้างหรือไม่”
“คุณชายของพวกท่านมีหน้าตาเช่นไรและมีสิ่งใดที่พอจะเป็นที่สังเกตได้หรือไม่ แต่ข้าอยู่บนเขานี้มานานยังไม่เคยพบผู้อื่นเลย อ้อจริงสิพวกท่านคงตามหาคนมาเหนื่อยแล้ว ท่านพักดื่มชาเสียหน่อยเถอะเดี๋ยวข้าจะมาคุยด้วยจะได้ช่วยกันอีกแรง พื้นที่บนภูเขานี้ข้าคุ้นเคยดี”
“เช่นนั้น..ต้องฟขอรบกวนแล้ว”
“ต้าหมิน แต่เราต้องรีบตาม….”
พวกเขาชะงักไปนิดหน่อยเพื่อมิให้พูดออกมา จังหวะที่เดินสวนพวกเขา ไป๋ซูเม่ยดึงหยกประดับที่เอวขององครักษ์อีกคนที่หันไปห้ามปรามคนข้าง ๆ เอาไว้ได้ นางเก็บป้ายหยกและเดินถือกาน้ำชาออกไปและเดินไปยังด้านหลังทันที
“อาหยงเจ้าเอาชาไปให้พวกเขาที่ห้องก่อนเร็วเข้าอย่าให้พวกเขาสงสัยได้”
“เจ้าค่ะ”
อาหยงเดินออกไปแล้วนางจึงดึงป้ายหยกประดับออกมาจากแขนเสื้อ เมื่อบุรุษหนุ่มเห็นจึงได้เบิกตากว้างทันที
“นี่เจ้า!! ได้ป้ายหยกนี้…”
“ข้านึกสงสัยเพราะเห็นป้ายหยกคล้าย ๆ กันจากกายของท่านตอนที่พาท่านกลับมา ท่านกับคนข้างนอกน่าจะเป็นพวกเดียวกันหรือไม่”
“ต้าหมิน…ป้ายหยกนี่น่าจะเป็นของต้าหมินไม่ผิดแน่”
นางเองก็ทบทวนสิ่งที่ได้ยินก่อนหน้านี้เช่นกัน องครักษ์อีกคนที่ห้ามปรามเขาก็เรียกคนผู้นั้นว่า “ต้าหมิน” เช่นกัน
“ตกลงว่าท่าน…รู้จักพวกเขาใช่หรือไม่”
“ไม่ผิดแน่หากว่าเขาให้ป้ายหยกนี้เจ้ามา”
“เปล่า เขามิได้ให้ข้า”
“เช่นนั้น…เจ้า…”
“ข้าขโมยมาจากเอวของเขา”
“เจ้า!!…ทำได้เช่นไร ต้าหมินเป็นองครักษ์ที่…”
“เรื่องนั้นช่างเถอะ ข้าเองก็ได้ยินอีกคนที่มาด้วยเรียกเขาด้วยชื่อนี้เช่นกัน ดูท่าแล้วสวรรค์คงพอจะเมตตาท่าน (เช่นเดียวกับที่ให้โอกาสข้าได้กลับมาอีกครั้ง) เอาล่ะ ข้าจะพาพวกเขามาพบท่านที่นี่”
“ขอบใจแม่นาง….เอ่อ…”
“พบกันเพียงชั่วครู่ไม่จำเป็นต้องรู้นาม รออยู่ที่นี่ข้าจะพาพวกเขามาพบกับท่าน”
“ขอบคุณ”
ไม่นานซูเม่ยก็พาองครักษ์ทั้งสองเดินเข้ามาต้าหมินรีบวิ่งเข้าไปหาเขาทันที
“คุณชาย!! ท่านปลอดภัยหรือไม่ขอรับ”
“เอาล่ะ พวกท่านคงต้องการเวลาข้าขอตัวก่อน”
ซูเม่ยเดินออกมาไม่ทันที่จะปิดประตู องครักษ์อีกคนของเขาก็พูดขึ้นมา
“ครั้งนี้โชคดีที่คุณชายไม่บาดเจ็บมาก ดูเหมือนครั้งนี้พวกองค์ชายเหล่านั้นจะไม่ยินดีที่ซื่อจื่อจะไปเยือนเมืองหลวงเท่าใดนะขอรับ”
ซูเม่ยชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะปิดประตูห้องของพวกเขาและเดินออกไปด้านนอก
“ที่แท้เขาคือซื่อจื่อแห่งเมืองหยางโจวงั้นหรือ”