โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทวงแค้นข้ามกาลเวลา

นิยาย Dek-D

อัพเดต 19 ก.ย 2566 เวลา 01.51 น. • เผยแพร่ 19 ก.ย 2566 เวลา 01.51 น. • ชาไทยเย็น
นางถูกคนที่นางรักสั่งฆ่า ความแค้นนี้ทำให้นางหวนกลับมาในร่างของบุตรหมอหลวงที่อ่อนแอซึ่งถูกงูพิษกัดตายจนได้พบกับซื่อจื่อที่ถูกเขาตามฆ่า

ข้อมูลเบื้องต้น

"อิ่นหลง" นักฆ่ามือหนึ่งถูกสั่งฆ่าโดยคนที่รักที่สุด

นางภาวนาขอให้ได้มีโอกาสกลับมาเพื่อ "แก้แค้น"

สวรรค์ประทานโอกาสนั้นให้กับนางเพื่อกลับมาในร่างของ…..

"ไป๋ซูเม่ย" สตรีงดงามอันดับหนึ่งของหยางโจว บุตรท่านหมอหลวงไป๋เหลียน

โชคดีที่มีทั้งวิชายุทธ์ที่ติดกายมาจากชาติที่แล้ว

และยังมีความรู้ในวิชาแพทย์ของเจ้าของร่างเดิม

นางได้พบกับ "เว่ยเฟิงหรง" ที่ถูกตามฆ่าบนเขา

นางช่วยเขาไว้ และความสัมพันธ์ที่วุ่นวายนี้จึงได้เริ่มขึ้น

ผู้ที่ตามฆ่าเขาคือ "องค์ชายเสวียนอวี่" ผู้ที่นางเคยมอบทั้งชีวิตและหัวใจให้

แต่ในชาตินี้ นางเป็น "ไป๋ซูเม่ย"

"ข้าจะเข้าเมืองหลวง"

"เช่นนั้นก็ไปกับข้า"

"คุณชาย เราพบกันเพียงเท่านี้จะดีกว่า จากนี้ต่อไป ก็ต่างคนต่างไปเถิด"

"ซื่อจื่อแห่งหยางโจว" อย่าง"เว่ยเฟิงหรง" จะยอมปล่อยนางไปหรือไม่ในเมื่อในชาตินี้ ผู้ที่ถูกขนานนามว่ายอดสตรีอันดับหนึ่งผู้นี้คือว่าที่คู่หมั้นของเขา

“ข้าแพ้แล้วคุณชายเว่ย ขอบคุณที่ออมมือ”

“ดังนั้น..ข้าทำตามข้อตกลงได้แล้วใช่หรือไม่”

“ใช่ ว่าแต่ท่านจะขอสิ่งใดเจ้าคะ”

“เจ้าหลับตาก่อนสิ”

“เหตุใดต้อง….”

“ชู่วว….คนแพ้ไม่มีสิทธิ์ถามนะ”

นางหลับตาลงตามข้อตกลง แม้จะไม่เข้าใจว่าเขาจะทำสิ่งใดก็ตาม ไม่นานนางก็รู้สึกถึงบางอย่างที่มาสัมผัสที่แก้มของนางตามด้วยเสียงกระซิบที่แผ่วเบาของผู้ที่กำลังสูดลมหายใจจากแก้มของนางเข้าไปจนสุด

“ข้าเพียงแค่…ขอค่าสอนเพลงดาบเท่านั้นเอง”

“เช่นนั้นขอบใจเจ้ามากสำหรับการดูแลข้าตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ขอให้เจ้า…โชคดี”

“ท่านก็เช่นกัน ลาก่อน”

เขาเดินลงจากเนินเขาที่ใช้ฝึกวิชาและมาลาอาหยงและเดินทางลงจากเขาทันทีโดยที่ไป๋ซูเม่ยมิได้ตามมาส่ง นางยังคงยืนอยู่ที่ลานฝึกและมองพวกเขาเดินลงจากเขาไปอย่างเงียบ ๆ

“คุณชาย ท่านเป็นผู้ที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับความแค้นนี้ของข้า ข้ามิอาจไว้ใจผู้ใดเหมือนครั้งที่ผ่าน ๆ มาอีกแล้ว”

เว่ยเฟิงหรงหันหลังมามองนางที่ยืนนิ่งอยู่บนเชิงเขา นางเองก็ยังคงมองมาที่เขาเช่นกัน สองคนที่สบตากันแม้ว่าจะไกลแต่เขาคิดไม่ผิด เขาเห็นว่านางกำลังยิ้มให้เขาอยู่เป็นแน่

“หากว่ามีวาสนา คงได้พบกันอีกในวันข้างหน้า ถ้าได้พบเจ้าอีกครั้งข้าจะไม่ยอมปล่อยเจ้าไปเหมือนดังเช่นวันนี้เป็นแน่”

เมื่อถึงเวลาล้างแค้น "อิ่นหลง" ในร่างของ "ไป๋ซูเม่ย"

“ฟิ้ว….ฟิ้ว…ฟิ้ว ๆๆ”

“อ๊ากกก!!! ลูกพี่ หูข้า!!…”

“อ๊าก!! ตะ…ตาของข้า ผู้ใดกัน!!”

“ผู้ใดกัน ช่างกล้าเหิมเกริมต่อต้านข้างั้นหรือ เผยตัวออกมา!!”

ไป๋ซูเม่ยเพียงแค่เดินกลับมาที่อาหยงอยู่และสลัดถั่วที่เหลือในมือไปทางจางอู่ เสื้อผ้าของเขาก็ฉีกขาดจนถูกถอดออกจนหมดเป็นที่น่าอับอายต่อหน้าชาวเมืองหลวงอีกทั้งดวงตาทั้งสองก็ถูกถั่วที่เหลือพุ่งเข้าไปอย่างตรงเป้าหมาย

จางอู่ล้มเสียงดังสนั่นท่ามกลางความสะใจของชาวบ้านโดยรอบที่ไม่มีผู้ใดสนใจจะช่วยพวกมันเลยสักคนอีกทั้งยังพากันโยนข้าวของและดึงเอาเงินที่ถูกเก็บไปคืนกลับมา

“นิ้วเท้าหายไปนิ้วหนึ่งแล้ว ดูสิว่าเจ้าจะทำเช่นไรเสวียนอวี่”

นี่เป็นเพียงแค่น้ำจิ้มเท่านั้น ติดตามเส้นทางการล้างแค้นของไป๋ซูเม่ย ความสะใจผสมผสานกับการรับมือการรุกของซื่อจื่อ

“เจ้าอยากนอนพักสักหน่อยหรือไม่”

“ข้าอยากกลับไปอาบน้ำแล้ว”

“ข้ามีอยู่ที่หนึ่งหากเจ้าอยากแช่ตัวอาบน้ำสักหน่อย รับรองว่าไม่มีผู้ใดรบกวน”

“ที่ใดงั้นหรือ”

“น้ำตกด้านหลังนี่เอง แต่น้ำจะเย็นนิดหน่อย”

ซูเม่ยหันไปมองใบหน้าของเขาที่เริ่มแดงเมื่อชวนนางไปยังน้ำตกที่เขาบอก นางเคยมีประสบการณ์เรื่องเช่นนี้มาก่อน รู้ดีว่าเขาพูดแม้จะไม่ได้คิดอะไรแต่การชวนสตรีไปอาบน้ำก็มิใช่เรื่องธรรมดา

แต่ไป๋ซูเม่ยในร่างนี้ยังเป็นสตรีพรหมจรรย์เขาจึงคิดว่าไม่ควรชวนนางเช่นนั้น มือเรียวค่อย ๆ โอบรอบคอเขาอย่างจงใจ

“ข้าอยากไปนะเจ้าคะ”

เสียงกลืนน้ำลายของเขาทำให้นางนึกยิ้มอย่างพอใจ เขาช่างเป็นคนที่น่ารักเสียจริง แม้ว่าในชาตินี้นางจะกลับมาพร้อมกับความแค้น แต่กับเขาก็นับว่าเป็นคนที่ไม่เลว หากว่าคืนนี้ไม่มีเขาช่วยเอาไว้ ความแค้นที่เหลือของนางคงจะสะสางไม่ได้

“เจ้า….เจ้า…”

“เฟิงหรง…ท่านชวนข้าเองนะ”

นางเงยหน้ามองเขาที่มองสบตานางอย่างเลื่อนลอย โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งใด ปากของทั้งคู่ก็ประกบกันอย่างดุเดือด เรื่องนี้นางไม่ต้องสอนเขาด้วยซ้ำเพราะเว่ยเฟิงหรงดูจะชำนาญมากกว่านางเสียอีก เพราะชาติที่แล้วแม้ว่านางกับเสวียนอวี่จะร่วมรักกันหลายครั้ง แต่เขา…ไม่เคยจูบนางเลยสักครั้ง

“ซูเม่ย ข้าจะพาเจ้า…กลับจวนดีหรือไม่”

“ข้าอยากแช่น้ำเย็นสักหน่อย พาข้าไปที่น้ำตกเถอะเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้น…ข้าจะพาเจ้าไป”

ไปติดตามเรื่องราวความรักระหว่างที่นางเอกของเราตามล้างแค้นศัตรู จะโหดเหี้ยม ดุเดือดและเร่าร้อนขนาดไหน ความหึงของพระเอกบอกได้เลยว่าไม่แพ้เรื่องอื่นจ้า

** คำเตือน **

เนื้อเรื่องที่เขียนทั้งชื่อคน สถานที่เป็นเพียงเรื่องแต่งจากจินตนาการของผู้เขียน ไม่ชอบกดผ่าน รบกวนอย่าทิ้งคอมเม้นท์บั่นทอนจิตใจกันเอาไว้นะคะ พลีสสสส……

สำหรับคนที่ชอบแนวแรงรักแรงแค้นก็ติดตามกันต่อจ้า มีฉากอีโรติกและบรรยายละเอียดไม่เหมาะกับเด็กและเยาวชน อาจจะมีความรุนแรงในบางฉากบางตอน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านค่ะ

หวนคืนอีกครา….

นางถูกคนที่นางรักสั่งฆ่า ความแค้นนี้ทำให้นางหวนกลับมาในร่างของบุตรหมอหลวงที่อ่อนแอซึ่งถูกงูพิษกัดตายจนได้พบกับซื่อจื่อที่ถูกเขาตามฆ่า “กล้าคิดร้ายกับซื่อจื่อ ข้าจะฆ่าท่านด้วยตัวของข้าเอง!!”

“หากข้ามีโอกาสหวนคืนอีกครั้ง ข้าจะไม่มีวันให้อภัยท่าน!!”

เขาลั่วซาง นอกเมืองหยางโจว

“เฮือก….แคก แคก….ที่นี่….คือที่ใด”

“คุณหนู!! ท่านอยู่ที่นี่เองหรือเจ้าคะ ตายจริง!! ท่านถูกงูกัดหรือเจ้าคะ”

“งูกัด? คุณหนูงั้นหรือ เจ้าเป็นผู้ใดกัน”

“คุณหนูเจ้าคะ นี่ข้าเองอาหยงอย่างไรเจ้าคะ คุณหนูท่านช่างใจแข็งนัก แม้ว่าท่านจะมีปากเสียงกับนายท่านแต่ก็ไม่ควรใจร้อนหนีมาอยู่ในป่านี้เพียงลำพังนะเจ้าคะ ข้าแอบหนีตามท่านออกมาเจ้าค่ะ นึกไม่ถึงว่าท่านจะมีสภาพเป็นเช่นนี้ นี่พึ่งจะสิบวันเองที่ท่าน….”

“โอ๊ย!! อย่าพึ่งพูด พยุงข้าก่อนแล้วค่อย ๆ เล่า”

“ไป๋ซูเม่ย”รู้สึกว่าขานางได้รับบาดเจ็บแต่ในตอนนี้เริ่มดีขึ้นมาแล้ว แม้ว่าจะยังจับต้นสายปลายเหตุไม่ได้ แต่ดูจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในยามนี้ …..นางทำสำเร็จแล้ว

ก่อนหน้านี้

“อิ่นหลง ยอมแพ้เสียเถอะเจ้าไม่มีทางรอดแล้ว”

“พวกเจ้าเคยเป็นคนของข้า!!….เหตุใด…..”

“ขออภัย เงินผู้ใดให้มาข้าก็รับใช้คนผู้นั้น “อิ่นหลง” ต้องโทษที่เจ้ารักคนที่ไม่ควรรักจึงทำให้เกิดเรื่อง หากว่าเจ้ายังอยู่ องค์ชายสี่ไม่มีทางมีความสุข”

“แต่ข้า!! ข้าเป็นคนช่วยชีวิตเขา เป็นองครักษ์ข้างกายที่ซื่อสัตย์ของเขามาโดยตลอด ทำไม…ข้าไม่เชื่อว่าเขาจะ….”

นางถูกตัดแขนข้างที่ใช้ดาบได้ไปแล้ว บัดนี้ตรงหน้าคือนักฆ่าที่นางฝึกมากับมือและพาเข้าวังเพื่อเป็นองครักษ์ติดตามขององค์ชายสี่ ด้านหลังคือหน้าผาสูงชันความลึกมิอาจคาดเดาได้

“หากว่าข้าจะต้องตาย ข้าไม่มีทางปล่อยให้พวกเจ้าทำได้ พวกเจ้ามัน…ไม่มีค่าพอ”

“อิ่นหลง!!”

นางได้ยินเสียงที่เรียกนางเป็นเสียงสุดท้ายก่อนที่จะทิ้งร่างที่เหลือลงไปในเหวลึก ความเย็นของม่านหมอกที่ปกคลุมร่างของนางแทบจะไร้ความรู้สึก

"หากเป็นไปได้ ถ้าสวรรค์จะเมตตาข้าอีกสักคราถ้าหากข้ามีโอกาสได้กลับมา ข้าจะแก้แค้นพวกเจ้าให้หมดทุกคน “องค์ชายสี่เสวียนอวี่” ….ข้าจะไม่มีทางอภัยให้ท่านเป็นอันขาด!!”

กระท่อมไม้ไผ่

นางเองก็ไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับนาง ครั้งสุดท้ายที่จำได้คือนางกระโดดหน้าผา แต่กลับตื่นขึ้นมาในร่างของสตรีที่บอบบางแต่ดูมีความรู้เพราะสิ่งที่นางทิ้งไปเป็นเพียงวิญญาณแต่ความรู้ความสามารถของนางยังอยู่

“อิ่นหลง” นักฆ่าและองครักษ์ที่เก่งที่สุดในแดนมืดแห่ง “หอหลัวต๋า” สำนักฆ่าอันดับหนึ่งในใต้หล้าที่มาสวมร่างของสตรีบอบบางในตอนนี้กำลังมองไปยังใบหน้าของสาวใช้อายุน้อยอีกคนที่พยายามเช็ดตัวและทำแผลให้กับนางอยู่

“นึกไม่ถึงว่านายท่านจะใจร้ายถึงเพียงนี้ ให้ท่านมาอยู่ที่นี่เพียงแค่จะรับอนุคนใหม่ ฮือ…คุณหนู ไม่ต้องกลัวนะเจ้าคะต่อไปอาหยงจะอยู่กับคุณหนูเอง”

“เจ้า…เอ่อ อาหยง เจ้าบอกว่าข้า….”

อาหยงเล่าให้นางฟังว่านางคือ “ไป๋ซูเม่ย” เป็นบุตรสาวของท่านหมอหลวง “ไป๋เหลียน” นางเป็นทั้งสาวงามอันดับหนึ่งในหยางโจว อีกทั้งมีความรู้ความสามารถรอบด้านทั้งเรื่องการรักษาที่เก่งไม่ต่างกับบิดา ครั้งนี้นางกับบิดาทะเลาะกันอย่างรุนแรงเรื่องที่เขาจะรับอนุเข้ามาในจวน นางจึงตัดสินใจออกจากจวน

“เช่นนั้นเขาก็มิได้ไล่ข้าออกมา เป็นข้าที่ออกมาเอง”

“ที่นี่…เป็นที่ที่ท่านร่ำเรียนวิชาแพทย์สมุนไพรกับอาจารย์หมอเทวดาเมื่อสามปีก่อนเจ้าค่ะ ท่านจำไม่ได้เลยหรือเจ้าคะ เจ้างูนี่มีพิษทำให้ท่านความจำเสื่อมหรือไม่เจ้าคะ”

“เอ่อ….อาจจะเป็นเช่นนั้นข้าคิดว่าอาจจะทำให้ข้าหลงลืมบางเรื่อง ว่าแต่ที่นี่คือนอกเมืองหยางโจวงั้นหรือ”

“ใช่เจ้าค่ะ แม้จะอยู่นอกเมืองค่อนข้างไกลแต่ก็ยังมิใช่เมืองฉินโจว เมืองหลวงของแคว้นฉินเจ้าค่ะ”

“แล้วที่นี่มีผู้ใดปกครองอยู่ เมืองหยางโจว…หรือว่าจะเป็น…ท่านอ๋อง “เว่ยฉางรุ่ย” ผู้เป็นหนึ่งในสามแม่ทัพรักษาแคว้นฉิน”

“ใช่เจ้าค่ะ คุณหนูท่านไม่เคยสนใจเรื่องในราชสำนัก ท่านรู้จักท่านอ๋องเว่ยได้เช่นไรเจ้าคะ”

“อ่อ…เอ่อ…เคยได้ยินท่านพ่อพูดถึงน่ะ”

“นายท่านเป็นห่วงคุณหนูแต่ก็ไม่ออกตามหา เหตุใดพวกท่านไม่คุยกันดี ๆ เจ้าคะ ข้าเองก็รู้ว่านายท่านเป็นห่วงมิเช่นนั้นคงมิทำเป็นหลับตาทำเป็นมองไม่เห็นว่าข้าตามคุณหนูออกมา”

นางไม่ได้ฟังที่สาวใช้พูดเลย “อิ่นหลง”ในร่างของ “ไป๋ซูเม่ย” กำลังเดินวนไปมาและคิดทบทวนบางอย่าง นางตายแล้วครั้งหนึ่ง แขนขวานางถูกตัดก่อนตายแต่บัดนี้แขนนางยังมีอยู่ครบทั้งสองข้าง เช่นนั้นแล้ววรยุทธ์ของนางเล่า….

“เพล้ง!!”

“กรี๊ด!! มีหนูแน่ ๆ คุณหนูข้าจัดการเองเจ้าค่ะ”

อาหยงคว้าไม้กวาดที่ปลายบานแล้วขึ้นมาด้วยตัวที่สั่น แม้ว่านางจะกลัวแต่ก็พยายามปกป้องคุณหนูของนางอย่างเต็มที่จนทำให้อิ่นหลงอดขำกับท่าทีน่าเอ็นดูนั้นมิได้ ในชาติก่อนนางไม่มีเพื่อนที่เป็นสตรีเลยแม้แต่คนเดียว

“อาหยง ไม่มีอะไรหรอกขวดนั่นตั้งอยู่ใกล้หน้าต่าง พอโดนลมพัดมันจึงตกแตกก็เท่านั้นเจ้าแค่เก็บกวาดไปก็พอ”

“จะ…เจ้าค่ะ”

แม้ว่าจะเป็นสตรีแต่อิ่นหลงก็อุ่นใจที่มีอาหยงมาอยู่เป็นเพื่อนในยามนี้เพราะนางแทบจะไม่รู้เรื่องของไป๋ซูเม่ยผู้นี้เลย ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสนางที่จะกลับมา เช่นนั้นนางจะไม่ยอมปล่อยโอกาสเช่นนี้ไป

“คุณหนู นั่นท่าน…จะไปที่ใดเจ้าคะ”

“ข้าจะออกไปเดินเล่นข้างนอกหน่อย ที่นี่ก็ฝากเจ้าเก็บกวาดและทำความสะอาดเสียหน่อยนะ เจ้าก็เห็นว่าข้าทำได้ไม่ดีเท่าใดนัก”

“รับทราบเจ้าค่ะคุณหนูไม่ต้องห่วงนะเจ้าคะ ข้านำผักและอาหารมาอีกมากมายเลยข้าทำความสะอาดตรงนี้เสร็จแล้วจะรีบทำอาหารอร่อย ๆ ให้ท่านกินเจ้าค่ะ”

“อืม ลำบากเจ้าแล้ว”

“คุณหนูเจ้าคะ!!”

อาหยงเรียกนางด้วยน้ำเสียงตกใจ ไป๋ซูเม่ยหันไปมองหน้านางที่ยืนตัวสั่นหน้าซีดอยู่ด้านหลัง

“มีอะไรงั้นหรือ”

“นะ…นั่น…นั่นมัน….มะ…มะ…แมงมุม….”

ซูเม่ยหันไปเห็นแมงมุมพิษสีดำที่น่าจะหลุดมาจากที่ไหนสักที่ในห้องนี้ เป็นปกติเพราะมันชอบอยู่ตามที่รกร้างเช่นนี้ ไป๋ซูเม่ยใช้นิ้วนี้ชี้ไปที่มัน พลังปราณของนางทำให้แมงมุมพิษนั่นแข็งทื่อไปในทันที มันตกลงพื้นและแน่นิ่งไปจนสาวใช้กรีดร้อง

“เจ้าไม่ต้องร้อง มันตายแล้ว”

“ตะ…ตายแล้ว…เป็นไปได้เช่นไรเจ้าคะเมื่อครู่นี้มันยังไต่อยู่ที่ด้านหลังของคุณหนู….”

“ไม่เชื่อเจ้าก็ดูสิ”

อาหยงหันไปมองแมงมุมที่แน่นิ่งหงายท้องแต่นางกลับแปลกใจมากกว่านั้นคือการที่ไป๋ซูเม่ยที่ปกติแล้วกลัวแมงมุมทุกชนิดเดินเข้ามาและใช้ผ้าจับแมงมุมนั้นขึ้นมา

“ทะ…ท่าน…คุณหนู ท่านไม่กลัวมันหรือเจ้าคะ”

“อ้อ…เอ่อคือ….การอยู่ด้วยตัวเองทำให้ข้า…เลิกกลัวน่ะ แมงมุมนี่พิษร้ายกาจนัก เอามาปรุงยาพิษได้เอาขวดโหลมาเก็บมันเอาไว้ก่อน”

“ยะ…ยาพิษงั้นหรือเจ้าคะ คุณหนูเจ้าคะเราปรุงแต่ยารักษาโรคมิใช่หรือเจ้าคะเหตุใด….”

“อาหยง….บนโลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงยาที่เอาไว้รักษาโรคอย่างเดียวหรอกนะที่ช่วยผู้อื่นได้ ยาพิษก็ช่วยคนได้เช่นกัน”

“ช่วยได้งั้นหรือเจ้าคะ ช่วย….เช่นไรเจ้าคะ”

“ก็….ช่วยให้พวกเขาตายเร็วขึ้น จะได้ไม่ทรมานอย่างไรเล่า”

ชาตินี้ก็ฝากด้วยนะ

นางถูกคนที่นางรักสั่งฆ่า ความแค้นนี้ทำให้นางหวนกลับมาในร่างของบุตรหมอหลวงที่อ่อนแอซึ่งถูกงูพิษกัดตายจนได้พบกับซื่อจื่อที่ถูกเขาตามฆ่า “กล้าคิดร้ายกับซื่อจื่อ ข้าจะฆ่าท่านด้วยตัวของข้าเอง!!”

ไป๋ซูเม่ยเดินออกมาจากกระท่อม สายลมแผ่วเบาที่พัดมายังร่างของสตรีที่นางพึ่งจะมาสวมร่างของนางให้ความรู้สึกราวกับไม่ใช่ตัวเอง เมื่อเดินไปถึงขอบเนินเขาและเริ่มหลับตาลง ค่อย ๆ กำหนดลมหายใจและเรียกพลังปราณออกมาและปล่อยออกมา

“เฮ้อ…คงต้องเร่งฟื้นฟูสินะ ร่างนี้แม้ว่าจะมีความรู้มากมายเกี่ยวกับยาแต่ไร้ซึ่งวรยุทธ์ ยังไม่ต้องนับไปถึงการแก้แค้นเลย แค่เดินทางไปเมืองหลวงก็คงเกือบตายแล้ว”

ไป๋ซูเม่ยเริ่มนั่งกำหนดลมปราณและฝึกวิชาทบทวนวรยุทธ์อยู่ราว ๆ เกือบสองชั่วยามจนเริ่มปรับสภาพร่างกายเข้ากับร่างใหม่ได้มากขึ้น นางสามารถระเบิดหินที่อยู่ใกล้ ๆ ได้และเริ่มใช้กิ่งไม้มาฝึกวิชาดาบจนสำเร็จกระบวนท่าไม้ตายที่นางเคยฝึกมาก่อน

“ตูม!!!”

ก้อนหินตรงหน้าและกิ่งไผ่ที่ถูกตัดขาดด้วยกิ่งไม้ในมือนางหลังจากที่นางใช้วิชาขั้นสุดท้ายกระเด็นไปทุกทิศทุกทาง

“พลังปราณและวิชายุทธ์ข้ากลับคืนมาหมดแล้ว แต่ก็ยังเหนื่อยง่ายอยู่ สตรีผู้นี้อ่อนแอถึงเพียงนี้เชียวหรือเหตุใดจึงได้เหนื่อยง่ายถึงเพียงนี้กันนะ”

นางเดินกลับไปยังลำธารใกล้ ๆ เมื่อก้มหน้าลงไปส่องดูเงาที่สะท้อนในน้ำจึงได้เห็นชัด ๆ ใบหน้าของไป๋ซูเม่ยงดงามไม่มีที่ติ แต่ทว่า….

“แผลเป็นหรือปานกันล่ะนี่ มิน่าเล่าเจ้าถึงได้หนีมาอยู่ที่ห่างไกลถึงขนาดนี้”

แม้ว่านางจะงดงามราวกับสตรีล่มเมืองแต่กลับมีแผลเป็นที่แก้มซ้าย ซึ่งก่อนหน้านี้คงจะใช้ผ้าขาวปิดบังเอาไว้เพราะนางพึ่งใช้ผ้านั่นไปหยิบแมงมุมขึ้นมาจากพื้นจึงมิได้สวมมันอีก

“โชคดีแค่เป็นแผลเท่านั้น ดูเหมือนว่านางก็น่าจะรักษามาก่อนแล้ว เรื่องนี้แค่ใช้กำลังภายในจัดการขับพิษนี่ออกก็หายแล้วมิใช่หรือ ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับข้าเลย”

ว่าแล้วนางก็เริ่มจัดการกับแผลที่แก้มของนางทันทีแม้ว่าจะเป็นแผลที่มิได้ดูน่าเกลียดแต่หากจะทำให้สมบูรณ์แบบ ในชาตินี้นางจะต้องเป็นสตรีที่ผู้ใดพบเห็นจะต้องหันมองจนเหลียวหลังไม่เหมือนชาติที่แล้วที่นางเกิดมาหน้าตาธรรมดาและไม่เคยได้รับการใส่ใจจากบุรุษใดนอกจากองค์ชายผู้นั้น….

“ไป๋ซูเม่ย…ชาตินี้ก็ฝากด้วยนะ…..เสวียนอวี่…..ข้ากลับมาเอาชีวิตเจ้าแล้ว”

“คุณหนูเจ้าคะ เฮ้อ…หาท่านพบเสียที”

อาหยงเดินขึ้นเขามาเพื่อตามหาคุณหนูของนางเมื่อไป๋ซูเม่ยหันไปมองเห็นนางก็รู้ว่าเรื่องนี้นางอาจจะทำได้ไม่รวดเร็วนักเพราะนางมิได้ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว การเดินทางไปที่เมืองหลวงก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก

“อาหยงเจ้าตามข้ามาทำไมหรือ”

“ไป…ไปกินข้าวเถอะเจ้าค่ะ ข้าพึ่งทำอาหารเสร็จ กินตอนร้อน ๆ เจ้าค่ะ”

ไป๋ซูเม่ยยิ้มออกมาด้วยความอบอุ่นใจ นางไม่เคยมีผู้ใดที่คอยดูแลและคอยเป็นห่วงเช่นที่อาหยงทำให้ไป๋ซูเม่ยเช่นนี้มาก่อน นับจากนี้ไปนางจะเป็นไป๋ซูเม่ยคุณหนูของอาหยงและจะดูแลนางอย่างดีที่สุด

กระท่อมไม้ไผ่

“อาหยงข้าคิดว่าเราต้องหาเงิน”

“หาเงินหรือเจ้าคะ หาไปทำไมเจ้าคะ”

“ข้าอยากไปเมืองหลวง”

“อะไรนะเจ้าคะคุณหนู”

“อื้ม อาหารของเจ้าอร่อยมาก ๆ เลย เปิดร้านขายได้เลยนะนี่”

“ไม่ ๆ เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะคุณหนูท่านอย่าพึ่งเปลี่ยนเรื่องสิ ไปเมืองหลวงอะไรกันเหตุใดจึงเร่งด่วนเช่นนี้เจ้าคะแม้ว่าคุณท่านจะใจร้ายที่ไม่ส่งคนมาดูแลท่านแต่ก็มิได้ละเลยนะเจ้าคะ นี่คือตั๋วเงินที่นายท่านฝากข้าให้เอาไว้ดูแลคุณหนู”

“หืม…เจ้าว่าอย่างไรนะ”

“ตั๋วเงินเจ้าค่ะ นายท่านโกรธคุณหนูได้ไม่นานหรอกคุณหนูก็ทราบ ท่านทะเลาะกับนายท่านทีไรก็หนีมาอยู่ที่นี่…คุณหนูเจ้าคะ มีอะไรหรือเจ้าคะ”

ไป๋ซูเม่ยนำตั๋วเงินนั้นมานั่งนับดู นึกไม่ถึงว่าไป๋ซูเม่ยจะมีบิดาที่ดีและยังพอมีความเป็นพ่ออยู่ ตั๋วเงินนี่มีจำนวนไม่น้อยเลย

“ห้าพันตำลึง ยอดเยี่ยมไปเลยข้ารวยแล้ว”

“รวย?? คุณหนู ท่านก็ร่ำรวยอยู่แล้วนี่เจ้าคะ นี่ก็เป็นเครื่องประดับของท่าน ที่จวนก็…..”

“ที่จวนงั้นหรือ อาหยงเจ้าบอกข้ามาทีสิว่าจวนของพวกเราอยู่ที่ใด ไกลจากที่นี่มากหรือไม่”

“ก็…แม้จะไกลแต่หากจ้างรถม้าไป….”

“เช่นนั้นเจ้าจัดการให้ข้าทีนะ ข้าจะไปดูที่จวนสักหน่อย”

“คุณหนู เหตุใดท่านไม่กลับไปที่จวนเลยเล่าเจ้าคะ เงินของท่าน…”

“เจ้าก็บอกมาด้วยว่าข้าเก็บเงินและทรัพย์สินส่วนตัวเอาไว้ที่ใด”

สองคืนต่อมา / จวนสกุลไป๋

“โอ้โหไป๋ซูเม่ย…..นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะร่ำรวยมากมายเช่นนี้ แต่หากเอาไปหมดนี่คงลำบากแน่”

นางลงเขามาตอนบ่ายเพื่อดูตำแหน่งของจวนสกุลไป๋ในเมืองหยางโจว และคืนนี้ตอนที่อาหยงหลับสนิทแล้วนางจึงลงเขามาที่นี่เพียงลำพังอีกครั้งเพื่อจะมา “ขโมยของ” ของตัวเองแต่เมื่อนางจะกลับก็ได้ยินเสียงคนสองคนเดินคุยกันเข้ามาในห้องนางจึงต้องหาที่หลบ

“มีอย่างที่ไหนกันจนป่านนี้ยังไม่ยอมกลับจวน”

“นายท่าน คุณหนูมีนิสัยดื้อรั้นแต่ก็มิใช่ผู้ที่….ไม่รู้ความนะขอรับเพียงแต่ว่า….”

“นางดื้อเกินไปแล้ว เพียงแค่ข้ารับอนุเข้ามาใช่ว่าข้าอยากจะรับเสียหน่อยแต่ท่านอ๋องขอร้องให้รับพวกนางสองแม่ลูกเอาไว้จะให้ข้าทำเช่นไรเล่า”

“ที่แท้ท่านพ่อของนางมิได้อยากรับอนุหรอกหรือ แล้วทะเลาะกันด้วยเรื่องเพียงเท่านี้เองนะหรือ”

“แต่ว่านายท่านก็ทราบดีว่าแม่นางหร่วนผู้นั้นเป็นคนทำให้ใบหน้าของคุณหนูเป็นรอยแผล ดังนั้นนางจึงไม่พอใจ”

ไป๋ซูเม่ยรู้สึกราวกับแก้มที่เคยมีแผลเจ็บขึ้นมาเล็กน้อยทั้ง ๆ ที่นางใช้วิชาและปราณขับออกไปจนหมดแล้ว

“ที่แท้นางโกรธจนหนีออกจากจวนเพราะเรื่องนี้นี่เอง บิดานางรับศัตรูที่ทำร้ายนางเข้ามา”

“แต่นางก็บอกแล้วว่ามันเป็นเพียงอุบัติเหตุและใช่ว่านางจะเป็นผู้ทำเสียเมื่อใดกัน บุตรสาวนางต่างหากที่เผลอทำยานั่นราดไปโดนหน้าของซูเม่ย ข้าเองก็กำลังรักษาให้นางอยู่แผลก็ใกล้จะหายแต่ดูที่นางทำสิ ไม่ยอมรักษาให้หายก่อนแต่กลับหนีออกไปมันใช้ได้ที่ไหนกัน!!”

“ไร้สาระจริง ๆ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้ารีบหาทางออกจากจวนดีกว่า”

นางทำในทันทีเมื่อพวกเขาเดินออกไปแล้ว นางกลับมาถึงกระท่อมอาหยงยังคงหลับสนิทอยู่ ทรัพย์สินที่นางได้มารวมกับที่อาหยงนำมาให้มากพอที่จะให้พวกนางสองคนเดินทางไปเมืองหลวงได้แล้วแต่ว่าตอนนี้นางคงต้องหาข้อมูลของคนที่นี่รวบรวมให้ได้มากที่สุดก่อนจะเดินทางไปที่เมืองหลวง

สิบวันถัดมา

“คุณหนูเจ้าคะ ท่านจะไม่กลับจวนจริง ๆ หรือเจ้าคะ”

“ยัง ข้าจะเดินทางไปเมืองหลวง”

“คุณหนูแต่ว่าหากไปที่นั่นท่านจะต้องขออนุญาต….คุณหนูท่านหยุดทำไมเจ้าคะ”

“เงียบก่อน ด้านหน้านั้นมีเสียง อาจจะเป็น…”

“เสือ!! คุณหนูเจ้าคะ ที่นี่มีเสือหรือไม่”

“เจ้าเงียบก่อน!! อย่าเสียงดังและอยู่นิ่ง ๆ มันไม่ทำอะไรเจ้าหรอกมีข้าอยู่ที่นี่เจ้าไม่ต้องกลัว”

“คุณ…คุณหนู อย่าเข้าไปเจ้าค่ะ”

ไป๋ซูเม่ยค่อย ๆ เดินเข้าไปยังพุ่มไม้ที่มีบางอย่างทำให้ขยับอยู่ตรงหน้า นางหรี่ตาเล็กน้อยเพื่อเพ่งมองนางมั่นใจว่าไม่ใช่สัตว์ร้ายเพราะหากว่าเป็นเสือหรือหมาป่าจะไม่มีเสียงเช่นนี้ พวกมันจะมีเสียงคำรามทุ้มต่ำออกมาเล็กน้อยก่อนจะกระโจนใส่เหยื่อ แต่นี่เหมือนจะไม่ใช่สัตว์…..

“คนงั้นหรือ…..อาหยงเร็ว ๆ เข้าที่นี่มีคนบาดเจ็บ เขาถูกธนูยิง!!”

บุรุษแปลกหน้า

นางถูกคนที่นางรักสั่งฆ่า ความแค้นนี้ทำให้นางหวนกลับมาในร่างของบุตรหมอหลวงที่อ่อนแอซึ่งถูกงูพิษกัดตายจนได้พบกับซื่อจื่อที่ถูกเขาตามฆ่า “กล้าคิดร้ายกับซื่อจื่อ ข้าจะฆ่าท่านด้วยตัวของข้าเอง!!”

อาหยงเมื่อรู้ว่ามิใช่สัตว์ร้ายก็กล้าที่จะวิ่งเข้าไปหาคุณหนูตามคำสั่ง พวกนางพบว่าเป็นเพียงบุรุษหนุ่มคนหนึ่งที่ราวกับวิ่งหนีจากการถูกตามล่ามา

ร่างกายบาดเจ็บสะบักสะบอมจนแทบจะจำหน้าเดิมไม่ได้ ผมเผ้ารุงรังแต่หากดูจากการแต่งตัวและเครื่องประดับ มองดูก็พอจะรู้ว่าฐานะเขาคงไม่ธรรมดา

“เหตุใดคนผู้นี้….ว๊าย!! คุณหนูเขาจะทำร้ายท่าน”

ร่างหนาล้มลงที่อกไป๋ซูเม่ยทันทีเมื่อนางดึงปลายลูกธนูออกมาจากอกของเขา

“เขาไม่มีแรงทำร้ายผู้ใดหรอก ดูท่าคงจะพยายามดึงลูกธนูนี้ออกด้วยตัวเองแต่คงหมดแรงเสียก่อน เจ้ามานี่มาช่วยข้าพาเขากลับไปที่กระท่อม”

“คุณหนู…แต่ว่า…”

“เร็วเข้าช่วยคนสำคัญกว่า”

“เจ้าค่ะ”

พวกนางพาเขากลับไปอย่างลำบากด้วยเพราะบุรุษผู้นี้ทั้งตัวใหญ่และชุดที่สวมก็ดูมีราคาที่แพง เมื่อมาถึงกระท่อมแล้วไป๋ซูเม่ยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหาชุดเปลี่ยนให้เขา

นางจึงให้อาหยงลงเขาไปซื้อชุดบุรุษมาเปลี่ยนให้ ระหว่างนี้นางก็พยายามทำแผลให้เขา เช็ดตัวและห่มผ้าเอาไว้

“ผ่านมาสองวันแล้วยังไม่ฟื้น คุณหนูเราคงจะไม่เสียเงินซื้อของไปเปล่า ๆ หรอกกระมังเจ้าคะ”

“ไม่หรอก ลมหายใจเขานิ่งและคงที่ เป็นคนมีวิชายุทธ์สูง คงแค่พลาดท่าเท่านั้น ไม่ตายหรอก”

“แคก..แคก”

“คุณหนู!! เขาน่าจะ…”

“เจ้าอย่าเข้าไป อยู่ตรงนี้ก่อนหากว่าข้าไม่เรียกก็อย่าพึ่งเข้าไปเป็นอันขาด”

“แต่ข้าไม่อยากให้ท่านไปคนเดียว”

“ไม่ต้องห่วง ข้าเอาตัวรอดได้แต่หากมีเจ้าอีกคนข้าจะไม่สะดวก”

“เจ้าค่ะ”

อาหยงยอมทำตามคำสั่งเพราะนางเองก็รู้สึกเช่นกันว่าคุณหนูแปลกไปตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ครั้งนี้เป็นเวลาที่นานที่สุดที่นางออกมาจากจวนสกุลไป๋

“ท่านฟื้นแล้วหรือ”

“นะ…นะ….”

“ข้าจะรินน้ำให้”

ซูเม่ยรินน้ำและเดินไป เขาค่อย ๆ พยุงตัวขึ้นมารับน้ำจากนาง ใบหน้าของเขาเมื่อฟื้นแล้วกลับดูคลับคล้ายคลับคลาอย่างน่าประหลาด ทั้งใบหน้าและรูปร่างที่กำยำของบุรุษหนุ่มตรงหน้าทำให้ซูเม่ยคิดบางอย่างในใจ

“แม่นาง….เจ้า…ช่วยข้าไว้งั้นหรือ”

“ใช่ ท่านดื่มน้ำก่อนข้าจะให้อาหยงต้มยามาให้ ท่านต้องดื่มเสียหน่อยจะได้ช่วยบำรุงอวัยวะภายในไม่ให้บอบช้ำ ต้องโทษตัวท่านเองที่หลับไปถึงสองวันก็เลยไม่ได้ดื่มยา”

“สอง…สองวันงั้นหรือ ที่นี่คือ….”

“ดื่มน้ำให้หมดก่อนข้าจะไปเอายามาให้ กินอะไรเสียหน่อยแล้วค่อยคุยกันเถอะ”

นางเดินออกไปเอายาที่ต้มเอาไว้ให้เขา ที่จริงยานี้เคี่ยวมาเรื่อย ๆ ได้สองวันแล้วรอเพียงเขาฟื้นเท่านั้น เมื่อนางเดินเข้ามาในห้องก็พบว่าเขาไม่อยู่ที่เตียงแล้ว เมื่อเดินและเอายาไปวางที่โต๊ะ ดาบเงินปลายแหลมก็พาดมาที่คอของนางในทันที

“เจ้า…เป็นผู้ใดกันแน่”

นางยังคงนิ่งและไม่หวาดกลัวเขาเลยแม้แต่น้อยจนเขานึกระแวงมากยิ่งขึ้น จะมีสตรีใจกล้าสักกี่คนที่อยู่ในป่าลึกได้เช่นนี้ หากว่านี่เป็นแผนการเขาจะต้องฆ่านางทิ้งก่อน

“ท่านวางดาบลงเถอะ กินยาให้ดีขึ้นก่อนคิดจะฆ่าข้าก็ยังไม่สายหรอก สภาพท่านในเวลานี้….สู้ข้าไม่ได้หรอกเพราะฉะนั้นอย่าให้ข้าเสียดายเงินที่นำไปซื้อชุดใหม่มาเพื่อช่วยท่าน ดื่มยา!!”

ดาบในมือค่อย ๆ ลดระดับลงไปเมื่อถูกนางข่มขู่

“รีบดื่มเถอะหากว่าพวกที่ตามฆ่าท่านมาพบเข้าตอนนี้ ข้าคงไม่มีกำลังมากพอที่จะช่วยชีวิตท่านอีกครั้ง อย่างน้อยหากท่านดีขึ้นกระท่อมของข้าคงจะไม่พังมากไปกว่าเดิม”

เขารีบยกยาขึ้นดื่ม ไม่นานเมื่อเขาดื่มเสร็จอาหยงก็เดินเข้ามาพร้อมกับข้าวต้มและอาหารง่าย ๆ ที่ซูเม่ยสั่งให้ทำและนางก็มีข่าวอื่นมาบอก บุรุษหนุ่มกำดาบในมืออีกครั้งเมื่ออาหยงเดินเข้ามา

“นางเป็นสาวใช้ของข้า คนที่ต้มยาและทำอาหารให้ท่าน หากฆ่านางท่านก็อดข้าว ข้าทำอาหารไม่เป็นหากท่านอยากตายก็ลงมือได้เลย”

“ข้า….มันเคยชินต้องขออภัยด้วย”

“อาหยงเดินไปคุยด้านนอกเถอะ”

“ไม่ทันแล้วเจ้าค่ะ มีคนมาถามหา…เอ่อ..คุณชายอยู่ด้านนอก ข้าก็บอกไปแล้วว่าไม่รู้แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่เชื่อเจ้าค่ะ ข้าก็เลยมาเรียกคุณหนูออกไป…”

นางหันไปมองคนป่วยที่ทำสีหน้าตกใจ

“เจ้าอยู่กับเขาที่นี่ ห้ามออกไปเด็ดขาด”

“เจ้าค่ะ”

“ท่านก็ด้วย อยู่นิ่ง ๆ ทำตัวดี ๆ เดี๋ยวข้ารีบกลับมา”

ซูเม่ยเดินออกมาจากห้องของเขาแล้วและเดินออกมาพบกับองครักษ์ในชุดสีดำตรงหน้าสองคน เมื่อพวกเขาพบนางก็รู้สึกแปลกใจว่ากระท่อมกลางป่าเหตุใดจึงมีสตรีงดงามเช่นนี้อยู่เพียงลำพัง

“พวกท่าน…มีธุระอะไรที่นี่งั้นหรือ”

“แม่นาง ขออภัยที่ต้องรบกวนเวลาของท่าน เพียงแต่ว่าพวกเรามาตามหาคน คุณชายของพวกเราบาดเจ็บอยู่แนวเขาด้านตะวันตก พวกเราตามหาเขามาร่วมสามวันแล้วยังไม่พบ ไม่ทราบว่าท่านพอจะ….พบเห็นคนแปลกหน้าบ้างหรือไม่”

“คุณชายของพวกท่านมีหน้าตาเช่นไรและมีสิ่งใดที่พอจะเป็นที่สังเกตได้หรือไม่ แต่ข้าอยู่บนเขานี้มานานยังไม่เคยพบผู้อื่นเลย อ้อจริงสิพวกท่านคงตามหาคนมาเหนื่อยแล้ว ท่านพักดื่มชาเสียหน่อยเถอะเดี๋ยวข้าจะมาคุยด้วยจะได้ช่วยกันอีกแรง พื้นที่บนภูเขานี้ข้าคุ้นเคยดี”

“เช่นนั้น..ต้องฟขอรบกวนแล้ว”

“ต้าหมิน แต่เราต้องรีบตาม….”

พวกเขาชะงักไปนิดหน่อยเพื่อมิให้พูดออกมา จังหวะที่เดินสวนพวกเขา ไป๋ซูเม่ยดึงหยกประดับที่เอวขององครักษ์อีกคนที่หันไปห้ามปรามคนข้าง ๆ เอาไว้ได้ นางเก็บป้ายหยกและเดินถือกาน้ำชาออกไปและเดินไปยังด้านหลังทันที

“อาหยงเจ้าเอาชาไปให้พวกเขาที่ห้องก่อนเร็วเข้าอย่าให้พวกเขาสงสัยได้”

“เจ้าค่ะ”

อาหยงเดินออกไปแล้วนางจึงดึงป้ายหยกประดับออกมาจากแขนเสื้อ เมื่อบุรุษหนุ่มเห็นจึงได้เบิกตากว้างทันที

“นี่เจ้า!! ได้ป้ายหยกนี้…”

“ข้านึกสงสัยเพราะเห็นป้ายหยกคล้าย ๆ กันจากกายของท่านตอนที่พาท่านกลับมา ท่านกับคนข้างนอกน่าจะเป็นพวกเดียวกันหรือไม่”

“ต้าหมิน…ป้ายหยกนี่น่าจะเป็นของต้าหมินไม่ผิดแน่”

นางเองก็ทบทวนสิ่งที่ได้ยินก่อนหน้านี้เช่นกัน องครักษ์อีกคนที่ห้ามปรามเขาก็เรียกคนผู้นั้นว่า “ต้าหมิน” เช่นกัน

“ตกลงว่าท่าน…รู้จักพวกเขาใช่หรือไม่”

“ไม่ผิดแน่หากว่าเขาให้ป้ายหยกนี้เจ้ามา”

“เปล่า เขามิได้ให้ข้า”

“เช่นนั้น…เจ้า…”

“ข้าขโมยมาจากเอวของเขา”

“เจ้า!!…ทำได้เช่นไร ต้าหมินเป็นองครักษ์ที่…”

“เรื่องนั้นช่างเถอะ ข้าเองก็ได้ยินอีกคนที่มาด้วยเรียกเขาด้วยชื่อนี้เช่นกัน ดูท่าแล้วสวรรค์คงพอจะเมตตาท่าน (เช่นเดียวกับที่ให้โอกาสข้าได้กลับมาอีกครั้ง) เอาล่ะ ข้าจะพาพวกเขามาพบท่านที่นี่”

“ขอบใจแม่นาง….เอ่อ…”

“พบกันเพียงชั่วครู่ไม่จำเป็นต้องรู้นาม รออยู่ที่นี่ข้าจะพาพวกเขามาพบกับท่าน”

“ขอบคุณ”

ไม่นานซูเม่ยก็พาองครักษ์ทั้งสองเดินเข้ามาต้าหมินรีบวิ่งเข้าไปหาเขาทันที

“คุณชาย!! ท่านปลอดภัยหรือไม่ขอรับ”

“เอาล่ะ พวกท่านคงต้องการเวลาข้าขอตัวก่อน”

ซูเม่ยเดินออกมาไม่ทันที่จะปิดประตู องครักษ์อีกคนของเขาก็พูดขึ้นมา

“ครั้งนี้โชคดีที่คุณชายไม่บาดเจ็บมาก ดูเหมือนครั้งนี้พวกองค์ชายเหล่านั้นจะไม่ยินดีที่ซื่อจื่อจะไปเยือนเมืองหลวงเท่าใดนะขอรับ”

ซูเม่ยชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะปิดประตูห้องของพวกเขาและเดินออกไปด้านนอก

“ที่แท้เขาคือซื่อจื่อแห่งเมืองหยางโจวงั้นหรือ”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...