ผมกลายเป็นตัวละครในเกมแนวดาร์กแฟนตาซี
ข้อมูลเบื้องต้น
นิยายแปลเกาหลี ผมกลายเป็นตัวละครในเกมแนวดาร์กแฟนตาซี
다크 판타지의 망캐가 되었다***
ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง :서홍(SEOHONG) ผู้แปล : ทีมงาน Enjoybook
เรื่องย่อ
ตัวละครในเกมที่เขาเล่นกากเกินไปจนไม่สามารถเล่นจนจบเกมได้ เขาจึงตัดสินใจลบตัวละครทิ้งเพื่อเริ่มเล่นใหม่ แต่ดันมีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นเสียก่อน [การลบถูกปฏิเสธ] ไม่ใช่ว่าลบไม่ได้ แต่ไม่ยอมให้ลบ จากนั้นเขาก็มาโผล่ ณ ที่แห่งหนึ่งภายในเกมท่ามกลางยุคมืดที่มีแต่การต่อสู้ทำลายล้าง การเอาชีวิตรอดของตัวละครกาก ๆ เริ่มต้นขึ้นแล้ว
บทที่ 1
บทที่ 1
ณ มุมถนนที่เชื่อมจากป่าไปยังหมู่บ้าน
มีบางอย่างกำลังลุกไหม้ เปลี่ยนฟ้ามืดมิดให้สว่างไสว แสงสีส้มพริ้วไหวสาดส่องผืนป่า
"ลูโซลาร์ช่วย!…มิน่าข้าถึงได้กลิ่นไหม้"
หนึ่งในสมาชิกคณะเฝ้าระวังที่เพ่งมองภาพด้านหน้าด้วยตาที่มีเพียงข้างเดียว พูดพึมพำ
หากมองเห็นจากฝั่งนี้ได้ชัดเจน อีกฝั่งคงกลายเป็นทะเลเพลิงไปแล้วเป็นแน่
"ไหนว่านักดาบคนเดียวไง หัวหน้า" สมาชิกตาเดียวแห่งคณะเฝ้าระวังหันมาถาม
หัวหน้าคณะเฝ้าระวังมีหนวดเคราสีขาวเป็นหย่อม ๆ ขมวดคิ้วขณะยืนพิงต้นไม้อยู่ "ดูแล้วคงเป็นพวกนักเวทถือดาบ ข้าเห็นกับตานะ ไม่เชื่อกันเหรอ"
เขาพูดด้วยสายตาที่สื่อว่าพร้อมจะชักดาบออกมาทุกเมื่อ สมาชิกตาเดียวยิ้มแห้งออกมา "คงไม่หรอก แค่ถามให้แน่ใจเฉย ๆ"
หัวหน้าต่างจากพวกเขาเพราะเคยเป็นทหารของกองทัพจักรวรรดิที่ห่างไกล แม้จะเป็นทหารหนีทัพ แต่ศิลปะการใช้ดาบของเขาไม่ธรรมดา
"ใช่แล้ว หัวหน้า เราหมายถึงอย่างนั้น"
คนหัวล้านตัวใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ มองไปยังผืนป่าและพูดขึ้นอย่างลังเล เขาเป็นสมาชิกคณะเฝ้าระวังอีกคนหนึ่ง
"เราไม่ต้องเปลี่ยนแผนเหรอ? ข้ากังวลเรื่องนักเวทนั่นนิดหน่อย…"
"ข้าบอกแล้วใช่ไหม หัวหน้า ดูยังไงทางนั้นก็น่าจะมีที่ซ่องสุมของพวกโคโบลด์อยู่" สมาชิกตาเดียวเสริมได้ถูกจังหวะ
"ถ้าเป็นนักเวทที่เผาสถานที่ซ่องสุมจนราบได้ด้วยตัวคนเดียว เราควรถอยก่อนไม่ดีกว่าเหรอ?"
"…"
คิ้วของหัวหน้ายิ่งขมวดเข้าหากัน พอเห็นว่าไม่โดนต่อว่าอะไร สมาชิกตาเดียวก็กล้าที่จะพูดเสริมต่ออีก "เราไม่จำเป็นต้องสละชีวิตให้งานเสริมนี่ แหะ ๆ… ได้ยินมาว่าของที่ได้มามีไม่ค่อยเยอะด้วย"
"…เฮ้อ"
ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจออกมา ตนรวบรวมคนไร้น้ำยาพวกนี้ก่อตั้งคณะเฝ้าระวังขึ้นเพื่อปกป้องหมู่บ้านจากโคบอลด์ แม้จะดูอันตรายแต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น
โคบอลด์ สัตว์ประหลาดตัวเล็กพวกนั้นไม่ออกมาจากป่า แถมพอโดนมีดแทงไปตัวสองตัว พวกมันก็หนีกันหัวซุกหัวซุนแล้ว
เป็นธุรกิจที่มีอาหารและเหล้าให้กินดื่มได้ไม่จำกัด ซึ่งนี่ถือเป็นการแลกเปลี่ยน และยิ่งกว่านั้นงานเสริมที่มีก็ให้ผลกำไรดี
เพราะบางครั้งเหล่าทหารรับจ้างพเนจรก็เข้ามากำจัดที่ซ่องสุมของพวกมันให้ แน่นอนว่า ไม่มีใครทำสำเร็จ เพราะพวกโคโบลด์จะเดือดดาลเมื่อรังของมันอยู่ในอันตราย พวกมันพร้อมกลายเป็นปีศาจและสู้จนตัวตายอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรออยู่ที่หัวมุมถนนกับเหล่าคณะเฝ้าระวังเพื่อปล้นทหารรับจ้างที่หนีหัวซุกหัวซุนออกมา
ส่วนศพก็ทิ้งไว้ในป่าให้พวกโคโบลด์มาจัดการเก็บกวาดให้สิ้นซาก ไม่ลำบากอะไรพวกเขา แม้ตอนนี้จะไม่ได้อะไรเลย ตอนสาย ๆ ค่อยมาค้นตัวศพก็ย่อมได้
พวกโคโบลด์สนแค่เนื้ออยู่แล้วไม่ค่อยสนใจทรัพย์สินในตัวสักเท่าไหร่
สิ่งนี้คือการถ้อยทีถ้อยอาศัย
อีกอย่าง วันนี้ก็วางแผนกันแบบนั้นตั้งแต่แรก
"เจ้าพวกโง่ทั้งหลาย" ก่อนจะมองไปที่เกิดเหตุ คำพูดของหัวหน้าคณะทำให้ร่างกายของสมาชิกหัวล้านกับสมาชิกตาเดียวเครียดเกร็งขึ้น
"ถ้าที่ซ่องสุมของพวกมันโดนเผาราบไปแล้วจริง ๆ คิดว่าประเด็นอยู่ที่งานเสริมหรือไง ตั้งแต่พรุ่งนี้คงไม่เหลืองานหลักให้เราด้วยซ้ำ"
"…!"
"…!"
สมาชิกตาเดียวตาสว่าง สมาชิกหัวล้านก็เช่นกัน
เขาเดาะลิ้นแล้วพูดต่อ "เพราะงั้นต้องปิดปากนักเวทพวกนั่น อย่าให้คนในหมู่บ้านรู้ว่าที่ซ่องสุมโดนกำจัดแล้ว"
จากนั้นทั้งสองคนก็พยักหน้า สมาชิกหัวล้านกลืนน้ำลายดังเอื๊อกก่อนจะถาม "หลอกต่อไป…ไม่ได้แล้วเหรอ?"
"พรุ่งนี้ต้องไปกวาดล้างที่ซ่องสุมและกลับมาพร้อมของที่ยึดได้ ใครจะไปรู้ว่าเป็นฝีมือของนักเวทนั่น"
"…!"
"…!"
ดวงตาของคนทั้งสองเบิกตากว้างขึ้นอีกครั้ง
หัวหน้าคณะยักไหล่ "แล้วเราจะยังคงทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าระวังประจำหมู่บ้านเช่นเดิม บางทีพวกเราอาจจะได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเพื่อยกย่องคุณงามความดีก็ได้"
"สมกับเป็นหัวหน้า!…"
สมาชิกตาเดียวร้องออกมาอย่างชื่นชม สมาชิกหัวล้านแสดงความชื่นชมไปด้วยได้เพียงครู่เดียวก็พึมพำออกมาหลังจากนั้น "แต่เราจะชนะมันได้ไหม ยิ่งเป็นนักเวทแดงด้วยแล้ว…"
"เพราะงั้นตอนนี้ถึงได้สบโอกาสไง ไอ้หัวล้านตาขาว เวทมันใช้ได้อย่างไม่มีวันหมดหรือไงกัน"
หัวหน้าคณะเดาะลิ้นและพูดแทรกทันควัน
"ถ้าไฟแรงขนาดนั้น คงใช้แรงจัดการที่ซ่องสุมของพวกมันหมดแล้ว คงไม่อาจฟื้นฟูพลังเวทได้ จนตอนนี้พลังเวทหมดสิ้น นักเวทที่สูญเสียพลังอ่อนแอยิ่งกว่าเด็กซะอีก"
เขาใช้นิ้วโป้งทำท่าปาดคอตัวเอง
"แค่แทงด้วยดาบก็ตายแล้ว ข้าเคยเห็นนักเวทตายเปล่าแบบนั้นในสนามรบด้วย"
"ถ้ามีพลังเวทเหลืออยู่ล่ะ…?"
"พลังเวทแดงใช้เวลาท่องคาถานาน ถ้ารู้สึกไม่ชอบมาพากล ก็แกว่งดาบก่อนเลย"
ในที่สุดแววตาของสมาชิกหัวล้านก็ส่องประกายวาบ
เขาพยักหน้าอย่างแน่วแน่ "ทราบแล้วขอรับ หัวหน้า"
หัวหน้าคณะโกหกในคำพูดสุดท้าย
เขาวางแผนที่จะใช้ลูกน้องทั้งสองเป็นแพะรับบาปเพื่อที่เขาจะได้มีโอกาสฝังดาบลงไปในตัวนักเวท
หัวหน้าคณะเชื่อในเพลงดาบของตนเองมากกว่า
"ไม่ต้องกังวลหรอก"
ขณะที่ซ่อนความจริงไว้ในใจ หัวหน้าคณะก็ตบไหล่สมาชิกหัวล้าน
"ไม่มีทางที่นักเวทเก่งกาจจะมาถึงที่ห่างไกลขนาดนี้ได้ ได้ยินมาว่าเจ้าพวกที่เก่งจริง ๆ ติดอยู่ในหอคอยกันหมด เพราะฉะนั้นถ้าทำตามที่เคยทำ…"
อยู่ ๆ เสียงของหัวหน้าคณะก็ขาดหายไป
เขาจ้องมองในความมืดและก้มตัวลง
"ชู่ว มาแล้ว"
"…!"
เสียงฝีเท้ากะเผลกเชื่องช้าดังใกล้เข้ามา "หนักชะมัดยาดเลย ให้ตายเถอะ…"
เสียงบ่นยังคงดำเนินต่อไป
กลิ่นเลือด กลิ่นไหม้ และกลิ่นเหงื่อที่ผสมปนเปลอยเข้าจมูก
ขณะที่หัวหน้าคณะทำหน้าบูดเบี้ยว นักเวทก็เผยตัวออกมา
เหมือนเขาอาบน้ำด้วยขี้เถ้าผสมเลือด
เขาไม่ได้สวมเสื้อฮู้ดที่ใส่ตอนกลางวันและไม่ได้พกดาบมา
ขาข้างหนึ่งก็หักอีกด้วย
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังกอดบางอย่างไว้ในอ้อมแขน เมื่อมองดี ๆ ก็เห็นว่ามันเป็นศีรษะที่มีเขางอกขึ้นมาบนหน้าผาก
มันคือหัวของโคบอลด์ที่มีขนาดใหญ่กว่าที่หัวหน้าคณะเคยรู้มาหลายเท่าตัว
"ไอ้นักร่ายเวทเวรนั่นทำลายที่ซ่องสุมของโคโบลด์จริง ๆ ด้วย เวรล่ะ…"
หัวหน้าคณะตระหนักว่าหัวนั่นคือหัวของหัวหน้าเผ่าโคบอลด์
แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็โล่งอก
‘ถ้าไม่ฆ่าตอนนี้ก็คงฆ่ามันไม่ได้จริง ๆ ด้วย'
เพราะดูเหมือนว่านักเวทนั่นจะไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ในตอนนี้
เขารอคอยเมื่อนักเวทใกล้ถึงจุดหมาย จึงส่งสัญญาณไปยังสมุนของเขาทันที
สมาชิกหัวล้านและสมาชิกตาเดียวยืนขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทั้งคู่ดึงดาบออกมา
แม้ในความมืด แสงประกายจากดาบก็สั่นไหวให้เห็นได้เลือนลาง
"…?" นักเวทชะโงกศีรษะมองหา
แต่ต่อให้ถูกจับได้ตอนนี้ก็ไม่เป็นไร แค่หกเจ็ดก้าวก็ถึง กระโจนแค่ครั้งเดียวก็สามารถเข้าประชิดตัวและแทงดาบเข้าไปได้ หัวหน้าคณะที่เชื่อมั่นในความสำเร็จลุกขึ้นช้า ๆ ก้าวไปเพียงนิดเดียว
"หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ" เขาจับด้ามดาบแล้วพูด
นักเวทหยุดกึก "เฮ้อ…"
ทันทีที่เขาถอนหายใจ หัวหน้าคณะก็รีบพูดต่อ
"วางมันลงกับพื้น แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า"
"…"
เกิดความเงียบขึ้นชั่วครู่ จากนั้นนักเวทก็ขำพรืดออกมาและตอบกลับ
"เอาอย่างนั้นก็ได้"
บทที่ 2
บทที่ 2
นักเวทคนนั้นปล่อยมือที่ถือหัวของหัวหน้าเผ่าโคบอลด์ ขณะที่มันหล่นลงมา เขาก็ยื่นมือออกเผยเวทมนตร์สีน้ำเงินสั่นไหวไปมา
"…!"
ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? หัวหน้าคณะเบิกตาโต ตะโกนขึ้นทันทีตามสัญชาตญาณ
"โจมตี!"
ฟึบ!
เสียงบางอย่างเคลื่อนที่ผ่านอากาศดังมาจากด้านหลังของนักเวท สมาชิกคณะเฝ้าระวังอีกคนหนึ่งที่ซุ่มอยู่ด้านหลังยิงหน้าไม้
ฟับ!
เกิดกลุ่มหมอกควันสีเทาขึ้นด้านหลังของนักเวทแทบจะพร้อมกัน
"อ๊าก"
เข่าของสมาชิกหัวล้านทรุดลงข้างหนึ่ง ศรหน้าไม้ที่ยิงออกไปทางนักเวทถูกส่งกลับมาปักอยู่ที่ต้นขาของเขา
"โอ๊ย!"
ไม่มีเวลามามัวคิดว่าเกิดอะไรขึ้น
สมาชิกตาเดียวร้องตะโกนและกระโจนออกไป หลังจากนั้นหัวหน้าคณะก็วิ่งเข้าใส่นักเวททันที
ฟับ!
แต่ลมที่ปนกลิ่นไหม้ก็พัดหอบร่างกายของเขากระเด็นออกไปทันที
ม่านลมทำให้หัวธนูโค้ง การแสดงผลของม่านนั้นสั้นมาก
ฉึก!
แต่มันก็นานพอให้นักเวทรวบมือทั้งสองเข้าหากัน
ฟึบ
เวทมนตร์สีน้ำเงินเย็นเยียบพวยพุ่งออกมาวาดวงกลมล้อมรอบตัวเจ้าของเวทไว้ ทุกสิ่งที่โดนคลื่นพลังเวทซัดไปกลายเป็นน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว
"…!"
คนที่โดนตีเข้าอย่างจังกลางแสกหน้าก็เคลื่อนตัวผ่านนักเวทไป แล้วล้มตัวลง
ควับ
ขณะที่ล้มลงบนพื้น เสียงน้ำแข็งก็ปริแตกออกมาจากร่างกายของเขาทันที
โชคดีที่หัวหน้าคณะอยู่เบื้องหลังเขา
"โอ๊ย"
แม้ว่าจะโดนน้ำแข็งกัดอย่างรุนแรงทั่วร่างกาย ก็ยังไม่ตาย เพราะไม่ใช่เวทที่มีรัศมีเป็นวงกว้างนัก
"…"
นักเวทเพียงเหลือบมองเขาที่ล้มลงท่ามกลางน้ำแข็งครู่เดียวก็หันศีรษะไปทางอื่น
ทันใดนั้นเวทมนตร์สีแดงก็วูบไหวในมือของเขาอีกครั้ง เปลวไฟลุกโชน
เปลวไฟเล็ก ๆ 7 ลูกขนาดเท่ากำปั้นลอยอยู่รอบ ๆ ตัวเขา นักเวทยิงเปลวไฟออกไปทีละลูก
ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!
"อ๊าก!"
แม้จะยิงออกไปอย่างสะเปะสะปะ แต่ก็โดนคณะเฝ้าระวังที่ซุ่มโจมตีอยู่
"ไว้…ไว้ชีวิตข้าด้วย!"
ปัง! ไฟโหมโชติช่วง!
เปลวไฟสุดท้ายโดนสมาชิกหัวล้านที่น้ำมูกน้ำตาไหลเต็มใบหน้า และไฟก็ลุกลามตั้งแต่ศีรษะลงมา
ทำให้บริเวณนั้นสว่างไสวขึ้น
หัวหน้าคณะตัวสั่นเทา เงยหน้าขึ้นมองหน้านักเวทคนนั้น "ได้…ได้ยังไงกัน"
ริมฝีปากของเขาขยับอย่างยากลำบาก
"ไฟและน้ำแข็งในเวลาเดียวกัน…?"
เขาถามขึ้น เพราะตนมาจากกองทัพจักรวรรดิ และเคยเห็นนักเวทมามากมาย พวกเขาเรียนรู้เวทมนตร์เฉพาะเพียงอย่างเดียวเท่านั้นจนเชี่ยวชาญ
พวกนั้นหวงความรู้มากและไม่มีทางแบ่งปันวิธีใช้เวทของตัวเองให้กับผู้อื่น ความรู้และเวทมนตร์ทำให้พวกเขามีตัวตนที่แตกต่างไม่เหมือนใคร มันเป็นเรื่องทั่วไปในจักรวรรดิ
"ได้ไงอะไรของเจ้า"
นักเวทคนนั้นสบถขณะหยิบดาบของหัวหน้าคณะที่ตกอยู่บนพื้น "เพราะข้าเป็นไอ้กาก เลยเป็นแบบนี้ไง"
น้ำเสียงเจือความหงุดหงิด
"ไอ้กาก…?"
หัวหน้าคณะถามกลับด้วยความงงงวย และนั่นเป็นคำพูดสุดท้ายของเขา
ฉัวะ
เพราะนักเวทฟันที่คอของเขาด้วยดาบอย่างไร้ความปราณี
"ไอ้พวกเวรน่าเบื่อ"
นักเวทถอนหายใจอีกครั้ง จากนั้นเขาก็ก้มตัวลงและเริ่มค้นร่างกายของหัวหน้าคณะ
เขาขยับมืออย่างคุ้นเคย ไม่นานก็ค้นเจอ
นักเวทกระชากเปิดกระเป๋าที่กลายเป็นน้ำแข็งออกมา และเดาะลิ้น "หวังว่าดาบจะใช้ได้"
มีแค่เหรียญไม่กี่เหรียญเท่านั้น
ถ้าหัวหน้าใหญ่มีแค่นี้ ลูกน้องก็คงไม่ต่างกัน
อย่างไรก็ตาม นักเวทค้นกระเป๋าของสมาชิกหัวล้านและสมาชิกตาบอดอย่างละเอียด
เขาค้นกระเป๋าที่ไม่ค่อยมีอะไรอีก 2-3 ใบแล้วหันตัวกลับไป
อยู่ ๆ สายตาของเขาก็เปลี่ยนไปดูมือของตัวเอง "…ทีแบบนี้ไม่สั่นแล้วแฮะ"
เขาพึมพำอย่างขมขื่นและหยิบหัวของหัวหน้าโคบอลด์ขึ้นมาอีกครั้ง
"โอ๊ย เย็น"
หัวของหัวหน้าโคบอลด์ก็แข็งโป๊กเช่นกัน
"เละเทะไปหมด…"
นักเวทใช้ดาบของหัวหน้าคณะแทนไม้เท้าในการเดิน
เขายังเดินกะเผลกเช่นเดิม
ซากศพถูกทิ้งไว้ที่นั่น
***
ปัง!
ประตูโรงเตี๊ยมถูกกระแทกเปิดออก เสียงภายในโรงเตี๊ยมที่เคยดังอึกทึกเงียบลงทันใดราวกับถูกปิดสวิตช์
สายตาของพวกขี้เมาพุ่งความสนใจเป็นตาเดียวไปทางผู้ชายที่เปิดประตูเข้ามาอย่างแรงราวกับจะพังประตู แต่ไม่มีใครโวยวายหรือโกรธเกรี้ยว
"…"
พวกนั้นเพียงกะพริบตาอย่างมึนงง
นอกจากชายผู้นั้นจะดูเหมือนพึ่งขึ้นมาจากนรกแล้ว เขายังกอดศีรษะขนาดใหญ่ที่ดูน่ากลัวไว้ในอ้อมแขนด้วย
ใบหน้าของสัตว์ประหลาดยังคงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความกลัวที่สัมผัสได้ในช่วงเสี้ยววินาทีสุดท้ายของชีวิต
ตึก ตึก
ชายคนนั้นเดินเข้าไปข้างในและตรงไปยังเคาน์เตอร์โดยไม่สนสายตาที่มองมา
ตุบ!
จากนั้นเขาก็โยนหัวปีศาจลงอย่างส่ง ๆ เจ้าของโรงเตี๊ยมที่มีร่างกายบึกบึนสัปหงกอยู่ก็เงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ
"นี่มัน…? อ้อ โอ้"
เขามองไปที่หัวของหัวหน้าโคบอลด์ด้วยสีหน้างงงวย ไม่นานก็หัวเราะออกมา "กำจัดที่ซ่องสุมนั่นได้จริง ๆ ด้วย คิดไม่ถึงเลย ขอบคุณมาก ๆ"
ชายคนนั้นไม่ตอบคำทักทายของเขา แต่กลับยกมือขวาขึ้น
ฉึก!
ดาบปักอยู่บนเคาน์เตอร์
"…?"
เจ้าของโรงเตี๊ยมทำหน้านิ่วคิ้วขมวด เขามองตรงไปยังดาบและพ่นลมหายใจออกมาทางปาก "ท่านเจอคณะเฝ้าระวัง"
เขาอยากรู้ว่าดาบของใคร
"ใช่"
ชายผู้นั้นตอบสั้น ๆ เจ้าของโรงเตี๊ยมถามต่อ "ตายหมดแล้วเหรอ"
"ใช่"
ชายที่ตอบจ้องมองเจ้าของโรงเตี๊ยม ภายในร้านเงียบลงยิ่งกว่าเก่า แม้ว่าจะเป็นสายตาของผู้ชายตัวเล็กกว่าตัวเอง แต่เจ้าของโรงเตี๊ยมก็ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
"ไม่มีอะไรจะพูดแล้วเหรอ" ชายคนนั้นถาม
เจ้าของโรงเตี๊ยมสบตาชายตรงหน้า ดวงตาสีดำลึกล้ำสงบนิ่ง แม้จะสงบแต่กลับฉายแววอยากเอาชีวิตอย่างชัดเจน
"…ทำได้ดีนี่"
เจ้าของโรงเตี๊ยมที่หลบสายตานั้นอย่างหวุดหวิด และพูดออกมา "ไอ้พวกเวรนั่นไม่ทำอะไรเลย เปลืองเหล้าเปลืองเนื้อ ใช่ไหม?"
ขี้เหล้าบางคนตอบอย่างรวดเร็ว "ใช่! ไอ้พวกคณะเฝ้าระวังนั่นไม่ต่างอะไรกับโจร ตายก็ดีแล้ว ไอ้พวกอันธพาล!"
"เรื่องน่ากังวลของหมู่บ้านหายไปตั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน!"
ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เยาะเย้ยคนตายอย่างกับว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์
ไม่มีใครสามารถจัดการกับผู้ชายที่กำจัดที่ซ่องสุมของโคบอลด์และฆ่าคณะเฝ้าระวังด้วยตัวคนเดียวได้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่หนึ่งในพวกเขา
"…งั้นเหรอ"
ต่อมาชายผู้นั้นก็พยักหน้า เขาดึงดาบออกอีกครั้งและกล่าวว่า "เจ้าคงไม่ลืมเรื่องค่าจ้างหรอกใช่ไหม"
เจ้าของโรงเตี๊ยมพยักหน้าขณะถอนใจอย่างโล่งอก
"ตามที่สัญญา พักที่โรงเตี๊ยมของเราฟรีตลอดชีวิต ถ้าต้องการค่าตอบแทนก็จะเรี่ยไรมาให้ แต่คนที่นี่แร้นแค้น ดังนั้นก็อาจจะไม่เยอะนัก"
"เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ข้าแค่อยากนอนหลับให้สบาย"
ชายคนนั้นเก็บดาบไว้ที่เอวอย่างลวก ๆ
"เตรียมน้ำอุ่น ๆ สำหรับอาบให้หน่อย เดี๋ยวนี้เลย"
"ได้ เอาแค่ไหนล่ะ" เจ้าของโรงเตี๊ยมส่งสายตาไปยังหญิงสาวที่มีสีหน้าร้อนรนและถามขึ้น
ชายคนนั้นหันหลังกลับมาตอบ "จนกว่าข้าจะบอกว่าพอ"
ชายคนนั้นเดินกะเผลกขึ้นบันไดไป
ขณะที่มองด้านหลังของเขา เจ้าของโรงเตี๊ยมก็เสริมขึ้นมา "จะว่าไป ข้าไม่เคยถามเลย ท่านชื่ออะไร"
ครั้งนี้เขาก็ตอบสั้น ๆ เช่นกัน "อีอัน"
***
"เอาหัวไปแขวนไว้ที่ผนังกันเถอะ! ฮ่า ๆ น่าเกลียดชะมัด"
"เหมือนเจ้าเลย บรรพบุรุษของเจ้ามีเชื้อสายโคบอลด์บ้างหรือเปล่า"
"ว่าไงนะ ไอ้เวรนี่"
เสียงเอะอะโวยวายดังไปทั่ว
"…เสียงดังหนวกหูจริง ๆ" อีอันที่นั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำเดาะลิ้น ในขณะเดียวกันก็ทำความสะอาดร่างกายไปด้วย
อาบน้ำครั้งที่สามแล้ว ล้างสิ่งสกปรกออกเกือบหมดแล้ว แต่ความอึดอัดใจยังคงอยู่เช่นเดิม
"อย่างน้อยถ้ามีสบู่แตงกวาสักก้อนก็จะไม่ขออะไรแล้ว" อีอันที่พึมพำอยู่ก็หัวเราะออกมา
"ไอ้เวร ไม่ขอกับผีน่ะสิ…"
มีคำขอที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่างหาก
การกลับสู่โลกเดิม สิ้นคำขอนั้นอีอันก็เอนตัวลงในอ่างอาบน้ำ
บทที่ 3
บทที่ 3
เดิมทีเขาเป็นมือใหม่ในสังคมที่ไม่มีความพิเศษหรือยิ่งใหญ่อะไร
เขาเล่นเกมซิงเกิ้ลเพลเยอร์แนว RPG*[1] เนื่องจากเกมออนไลน์จำเป็นต้องลดช่องว่างระหว่างทุนและความสามารถแม้แต่ในโลกนั้นก็ตาม
ในขณะเดียวกัน เขาก็มักจะไปเยือนเว็บไซต์เกมคอมมูนิตี้ด้วย คลิปวิดีโอและบทความสอนโจมตีของเซียนเกมก็ดูสนุกเหมือนกัน
เนื่องจากมีการอัพโหลดลิงค์ดาวน์โหลดเกมที่ละเมิดลิขสิทธิ์บ่อยครั้ง ผมรู้ว่ามันไม่ถูกต้อง แต่การมีรายได้น้อยก็เป็นข้ออ้างที่ดีสำหรับการหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง ดังนั้นการที่ผมคลิกเข้าไปในกระทู้ 'DLC*[2] ของเกมหายากที่หาไม่ได้อีกแล้วแบบ Full Package มาก่อนได้ก่อน' ในเวลานั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
<อะควิลโลเนีย
การทรยศและการล่มสลาย เกมเซมิโอเพนเวิลด์*[3]แนวดาร์กแฟนตาซีที่เต็มไปด้วยการทรยศหักหลังและการสมรู้ร่วมคิด>
บทความแนะนำค่อนข้างดึงดูดความสนใจ ภาพตัวอย่างจากเกมก็ดูใช้ได้ แต่ตอนนี้มันเป็นเกมที่ไม่ได้วางขายเนื่องจากสถานการณ์ของบริษัทผู้ผลิต
และโพสต์ถูกลบออกไปทันทีที่เขาคลิกลิงก์ดาวน์โหลด
เขาภูมิใจที่ได้เป็นผู้ดาวน์โหลดในลำดับแรก และเริ่มเล่นเกมทันที เขาตัดสินใจแล้วว่าจะใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ดูฉากจบของเกม
ในอะควิโลเนียมี 5 คลาสที่ผู้เล่นสามารถเลือกได้
อัศวิน นักรบไวกิ้ง นักเวท ทหารพราน นักบวช
จากคำแนะนำที่ปรากฏขึ้นมาขณะติดตั้ง ในสถานการณ์เฉพาะ เช่น การต่อสู้กับบอส สามารถได้รับความช่วยเหลือจากตัวละครของผู้เล่นอื่น ๆ ที่ลงทะเบียนในเซิร์ฟเวอร์ได้
แต่เซิร์ฟเวอร์ไม่ได้เชื่อมต่อ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสำเนาที่ผิดกฎหมายหรือเซิร์ฟเวอร์หายไปตั้งแต่แรก
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างมันชัดเจนมากว่าต้องสู้คนเดียว ดังนั้นเขาจึงเลือกนักเวทที่เป็นสายโจมตีระยะไกลและเป็นอาชีพที่ง่ายที่สุดสำหรับมือใหม่ เขาเลือกทักษะพิเศษเป็นสัมผัสที่หกและการตั้งสมาธิ
เขาเลือกความยากในการเล่นที่ระดับปกติด้วยความภาคภูมิใจ
เลือกรูปลักษณ์ภายนอกแบบพื้นฐาน ส่วนชื่อก็ตั้งสุ่ม ๆ ไป อีอัน โฮปตัวละครที่จะกลายเป็นร่างของเขาในอนาคตถูกสร้างขึ้นแบบนั้น
'…ควรจะเริ่มจากการบุกก่อนแท้ ๆ’ อีอันถอนหายใจหนึ่งเฮือก มาเสียใจตอนนี้ก็สายไปแล้ว เพราะในเวลานั้นเขาคิดไม่ได้ขนาดนั้นและจดจ่ออยู่กับเกม
โดยรวมแล้วอะควิโลเนียเป็นเกมที่ค่อนข้างยอดเยี่ยม กราฟิกดูเก่าไปหน่อยแต่มีบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์และไม่ทำให้หัวร้อน การต่อสู้ที่ต้องอาศัยผังสกิลต่าง ๆ ก็สนุกดี เนื่องจากเป็นเกมเซมิโอเพ่นเวิลด์ จึงต้องเคลียร์เควสต์เฉพาะก่อนถึงจะสามารถข้ามไปยังพื้นที่ต่อไปได้
โดยพื้นฐานแล้ว เกมให้เสรีภาพสูง สามารถข้ามภารกิจย่อยหรือคัตซีนได้ ดังนั้นจึงไม่น่าเบื่อมากนัก เหนือสิ่งอื่นใด มีตัวเลือกมากมายที่แสดงความเป็นดาร์กแฟนตาซี ทำให้เขาเพลิดเพลิน
แน่นอนว่าเกมไม่ง่ายอย่างที่คิด
ไอเทมมีข้อจำกัดด้านความสามารถในการใช้งานแทนข้อจำกัดด้านอาชีพ อาจเป็นเพราะเหตุนี้ ตัวเลือกจึงหลากหลาย
ผังสกิลกว้างมากแต่แต้มสกิลไม่เพียงพอ
ยิ่งการต่อสู้กับม็อบต่าง ๆ รวมถึงการต่อสู้กับบอสยิ่งยาก เขาเล่นเกมโดยเลือกสกิลที่เหมาะสมกับความสามารถและสถานการณ์ในตอนนั้น
เกมสิ้นสุดที่บทที่ 4 ตั้งแต่บทที่ 3 เป็นต้นมา ระดับความยากก็เริ่มเพิ่มขึ้น แค่สัตว์ประหลาดธรรมดา ๆ ก็รับมือได้ยากขึ้น เขาไม่สามารถเพิ่มเลเวลในเวลาสั้น ๆ ได้อีกต่อไป สุดท้ายเขาก็ต้องค้นหาบทความสอนโจมตี
โชคดีที่เขาพบบทความของเซียนเกมบางคนที่ผ่านเลเวลสูง ๆ เมื่อนานมาแล้ว
เนื่องจากเป็นบทความที่ยาวระดับวิทยานิพนธ์ เขาจึงอ่านเฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น อ่านไปเรื่อย ๆ ก็ได้รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ยากลำบากแค่ไหน อย่างแรกคือทักษะพิเศษของเขา สัมผัสที่หกและการตั้งสมาธิเป็นทักษะพิเศษสำหรับการต่อสู้ร่วมกันที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลยในการต่อสู้ระยะไกล ทักษะพิเศษอย่างผสานธาตุ สายเลือดเวทมนตร์ วิเคราะห์เชิงลึก การคิดแนวขนาน โชคลาภ หรือตอบสนองว่องไวช่วยได้มากกว่า
นอกจากนี้ ตัวละครของเขายังด้อยกว่านักเวทระดับเดียวกัน โดยเฉพาะค่าสติปัญญาและจิต นั่นเป็นเพราะเขาเพิ่มค่าความแข็งแกร่ง ความคล่องตัว และพลังกาย
เขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องสวมใส่อุปกรณ์เพื่อต่อกรกับศัตรูเพียงลำพัง
มันเป็นส่วนที่ต้องเอาชนะด้วยการควบคุมและการใช้เวทไฟที่เก่งกาจ
สกิลก็เช่นเดียวกัน
มีทางเดียวคือต้องค่อย ๆ ปูทางไปจนกว่าจะถึงจุดนั้น
อย่างน้อยต้องสะสมสกิลที่จะส่งเสริมทักษะพิเศษและสกิลทั่วไป
แต้มสกิลมีผลมากขนาดนั้น
บ่อยครั้งเขาขาดทั้งพลังเวทและเงิน
เพราะบอสมีพละกำลังมากเกินต้านทานจึงเหลือทางเลือกนั้นเพียงแค่ทางเดียว
มีวิธีมาตรฐานในการแก้ปัญหา นั่นคือการฟาร์ม*[4]ไอเทมและการลดพลังป้องกันของศัตรู
ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือเควสต์และตัวเลือก
เขาเลือกพลาด ไม่ก็ข้ามเควสต์ย่อยที่จำเป็นไปมากมาย ซึ่งเควสต์ดังกล่าวให้แต้มสเตตัสกับแต้มสกิลเพิ่มเติม
นอกจากนี้ เพราะตั้งใจเลือกตัวละครที่ห่วยแตกที่สุด ตัวละครสำคัญที่ต้องช่วยเขาจึงตายหรือแพ้ไปเป็นจำนวนมาก
สรุปสั้น ๆ คือตัวละครของเขา อีอัน โฮป เป็นไอ้กาก
อีกอย่างที่กากก็คือ ไม่มีอะไรที่สามารถย้อนกลับไปแก้ได้สักอย่าง
อย่างไรก็ตาม โชคดีที่ยังมีเวลาเหลืออยู่จนกว่าจะถึงวันหยุดสุดสัปดาห์
เขาคิดได้อย่างรวดเร็ว
สร้างตัวละครใหม่ดีกว่า
คราวนี้ต้องอ้างอิงจากคู่มือ ตั้งใจเลือกดี ๆ
เลือกอาชีพที่เล่นง่ายกว่าเดิม
แต่กลับมีช่องตัวละครเพียงช่องเดียวและจำเป็นต้องชำระเงินเพื่อซื้อช่องตัวละครเพิ่ม จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างตัวละครใหม่เพิ่ม ในที่สุดเขาก็เลือกที่จะลบตัวละคร
ทันใดนั้น มีหน้าต่างขึ้นเตือนว่าพบข้อผิดพลาด
<การลบถูกปฏิเสธ>
ไม่ใช่ลบไม่ได้ แต่ปฏิเสธการลบงั้นเหรอ?
ระหว่างที่เขาสับสน
ก็มีหน้าต่างป๊อปอัพอื่น ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
<พวก◆◇◐◑ จ้องมองคุณ>
<พวก◆◇◐◑ ต้องการจุดจบของโลกใบนี้>
<พวก◆◇◐◑….>
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สิ่งเดียวที่เขาจำได้คือจอภาพกะพริบอย่างรวดเร็ว
มันเป็นความทรงจำสุดท้ายในโลกที่เขาอาศัยอยู่
พอตั้งสติได้แล้ว ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่กลางหนองน้ำที่ไม่คุ้นเคย
กับหน้าต่างเควสฝึกเล่นที่ได้เห็นตอนเริ่มเกมครั้งแรก
"…!"
อีอันลืมตาขึ้นมาเมื่อรู้สึกว่ามีคนอยู่
ร่างกายตอบสนองโดยสัญชาตญาณ
เขาหยิบดาบที่พิงอยู่ข้างอ่างอาบน้ำขึ้นมาเล็งไปที่ผู้บุกรุก
"กรี๊ด…"
เสียงกรีดร้องที่ถูกกลั้นไว้ ดังต่อเนื่อง
พนักงานหญิงที่มีถังน้ำอยู่ในมือนั่นเอง
น้ำร้อนที่เดือดปุด ๆ กระเด็นโดนขาของเธอ
"น…น้ำน่ะค่ะ ข้าจะมาเปลี่ยน…."
เพราะดาบจ่ออยู่ที่คอ เธอจึงพูดเสียงสั่นเครือ
"…"
อีอันจ้องมองตาสีน้ำตาลที่หวาดกลัวอย่างเงียบเชียบ
หรือเป็นเพราะนึกถึงความทรงจำเก่า ๆ
คำถามที่ยังไม่ได้ข้อสรุปเมื่อนานมาแล้วได้ผุดขึ้นมาอีกครั้ง
นี่ใช่คนจริง ๆ เหรอเนี่ย
มันเป็นเพียงภาพกราฟิกที่ซับซ้อนมากไม่ใช่เหรอ
โลกนี้เป็นแค่เกมอยู่แล้วนี่
"…เหรอ ข้าเข้าใจผิด"
อีอันลดดาบลง
"ข้าขอโทษนะคะ…"
สุดท้ายหญิงรับใช้ก็ทิ้งถังน้ำและทรุดลงไปทั้งอย่างนั้น
ไหล่ของเธอสั่นเทิ้ม
หน้าผากมีเหงื่อผุดซึมทั่ว
เมื่อได้เห็นภาพนั้น อีอันก็ได้ข้อสรุป
หากไม่ใช่คนจริง ๆ คงไม่มีทางที่จะมีความคิดเช่นนี้ได้
ถ้าเกมเหมือนจริงตั้งแต่แรก คงไม่รู้สึกถึงความแตกต่างมากมายเช่นนี้
"ให้ข้าเทน้ำออกจากอ่างอาบน้ำไหมคะ"
หญิงผู้นั้นลุกขึ้นอีกครั้ง เธอโน้มตัวลงไปที่อ่างอาบน้ำเพื่อเปิดจุกอ่างอาบน้ำที่ปลายเท้า
เขาเผลอมองขาที่เปลี่ยนเป็นสีแดงของเธอเพราะน้ำร้อนที่กระเด็นใส่
อีอันเปิดปากพูดอย่างลำบากใจ
"เมื่อกี้ข้าต้องขอโทษด้วย ข้าทำตามสัญชาตญาณเพราะถูกโจมตีบ่อย ๆ"
หญิงสาวยิ้มแย้มอย่างเข้าอกเข้าใจพลางพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบลง
"ท่านคงเจอเรื่องร้าย ๆ มามากนะคะ"
อีอันยักไหล่
ภาพหนองน้ำที่เขาอยู่ในตอนที่ลืมตาขึ้นครั้งแรกผุดขึ้นมาทันใด
ภาพหนองน้ำใหญ่ที่มีคนป่วย ผู้ยากไร้ นักโทษหลบหนี โจร รวมถึงสัตว์ประหลาดผุดออกมา
เขาเคยผ่านด่านพื้นที่ฝึกเล่นด้วยตัวเองภายใน 10 นาที แต่ครั้งนี้กลับต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งปี
เป็นระยะเวลาที่เพียงพอให้เขายอมรับและปรับตัวต่อสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ
เกมกลายเป็นจริงขึ้นมา
การผ่านด่านนั้นเป็นจุดเริ่มต้น ตอนนี้สถานการณ์กลับยุ่งเหยิงเพราะเขากลายเป็นตัวละครในเกม
[1] Role Playing Game (RPG) คือ เกมที่ให้ผู้เล่นได้สวมบทบาทเป็นตัวละครภายในเกม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเกมสวมบทบาท
[2] Downloadable Content (DLC) คือ เนื้อหาเพิ่มเติมของเกม เช่น เนื้อเรื่องใหม่ ไอเทมใหม่ เพื่อให้เล่นเกมได้สนุกยิ่งขึ้น
[3] เกมเซมิโอเพนเวิลด์ (Semi Open World Game) คือ เกมที่มีหน้าจอโหลดดิงสกรีนขึ้นมาเมื่อย้ายไปยังแผนที่หรือเมืองอื่น
[4] การฟาร์ม (Farming) คือ การทำบางอย่างซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้ได้ของที่ต้องการ เช่น การฟาร์มค่าประสบการณ์ การฟาร์มไอเทม