โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ผมกลายเป็นตัวละครในเกมแนวดาร์กแฟนตาซี

นิยาย Dek-D

อัพเดต 09 ก.พ. 2567 เวลา 09.11 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. 2567 เวลา 09.11 น. • EJBXIP
เขาโหลดเกมเถื่อนมาเล่นแต่ดันเล่นกาก พอจะลบตัวละครดันมาโผล่ในเกมเสียได้ การผจญภัยในเกมแนวดาร์กแฟนตาซีของเขาจึงเริ่มต้นขึ้น!

ข้อมูลเบื้องต้น

นิยายแปลเกาหลี ผมกลายเป็นตัวละครในเกมแนวดาร์กแฟนตาซี
다크 판타지의 망캐가 되었다***
ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์

ผู้แต่ง :서홍(SEOHONG) ผู้แปล : ทีมงาน Enjoybook

เรื่องย่อ
ตัวละครในเกมที่เขาเล่นกากเกินไปจนไม่สามารถเล่นจนจบเกมได้ เขาจึงตัดสินใจลบตัวละครทิ้งเพื่อเริ่มเล่นใหม่ แต่ดันมีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นเสียก่อน [การลบถูกปฏิเสธ] ไม่ใช่ว่าลบไม่ได้ แต่ไม่ยอมให้ลบ จากนั้นเขาก็มาโผล่ ณ ที่แห่งหนึ่งภายในเกมท่ามกลางยุคมืดที่มีแต่การต่อสู้ทำลายล้าง การเอาชีวิตรอดของตัวละครกาก ๆ เริ่มต้นขึ้นแล้ว

บทที่ 1

บทที่ 1

ณ มุมถนนที่เชื่อมจากป่าไปยังหมู่บ้าน

มีบางอย่างกำลังลุกไหม้ เปลี่ยนฟ้ามืดมิดให้สว่างไสว แสงสีส้มพริ้วไหวสาดส่องผืนป่า

"ลูโซลาร์ช่วย!…มิน่าข้าถึงได้กลิ่นไหม้"

หนึ่งในสมาชิกคณะเฝ้าระวังที่เพ่งมองภาพด้านหน้าด้วยตาที่มีเพียงข้างเดียว พูดพึมพำ

หากมองเห็นจากฝั่งนี้ได้ชัดเจน อีกฝั่งคงกลายเป็นทะเลเพลิงไปแล้วเป็นแน่

"ไหนว่านักดาบคนเดียวไง หัวหน้า" สมาชิกตาเดียวแห่งคณะเฝ้าระวังหันมาถาม

หัวหน้าคณะเฝ้าระวังมีหนวดเคราสีขาวเป็นหย่อม ๆ ขมวดคิ้วขณะยืนพิงต้นไม้อยู่ "ดูแล้วคงเป็นพวกนักเวทถือดาบ ข้าเห็นกับตานะ ไม่เชื่อกันเหรอ"

เขาพูดด้วยสายตาที่สื่อว่าพร้อมจะชักดาบออกมาทุกเมื่อ สมาชิกตาเดียวยิ้มแห้งออกมา "คงไม่หรอก แค่ถามให้แน่ใจเฉย ๆ"

หัวหน้าต่างจากพวกเขาเพราะเคยเป็นทหารของกองทัพจักรวรรดิที่ห่างไกล แม้จะเป็นทหารหนีทัพ แต่ศิลปะการใช้ดาบของเขาไม่ธรรมดา

"ใช่แล้ว หัวหน้า เราหมายถึงอย่างนั้น"

คนหัวล้านตัวใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ มองไปยังผืนป่าและพูดขึ้นอย่างลังเล เขาเป็นสมาชิกคณะเฝ้าระวังอีกคนหนึ่ง

"เราไม่ต้องเปลี่ยนแผนเหรอ? ข้ากังวลเรื่องนักเวทนั่นนิดหน่อย…"

"ข้าบอกแล้วใช่ไหม หัวหน้า ดูยังไงทางนั้นก็น่าจะมีที่ซ่องสุมของพวกโคโบลด์อยู่" สมาชิกตาเดียวเสริมได้ถูกจังหวะ

"ถ้าเป็นนักเวทที่เผาสถานที่ซ่องสุมจนราบได้ด้วยตัวคนเดียว เราควรถอยก่อนไม่ดีกว่าเหรอ?"

"…"

คิ้วของหัวหน้ายิ่งขมวดเข้าหากัน พอเห็นว่าไม่โดนต่อว่าอะไร สมาชิกตาเดียวก็กล้าที่จะพูดเสริมต่ออีก "เราไม่จำเป็นต้องสละชีวิตให้งานเสริมนี่ แหะ ๆ… ได้ยินมาว่าของที่ได้มามีไม่ค่อยเยอะด้วย"

"…เฮ้อ"

ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจออกมา ตนรวบรวมคนไร้น้ำยาพวกนี้ก่อตั้งคณะเฝ้าระวังขึ้นเพื่อปกป้องหมู่บ้านจากโคบอลด์ แม้จะดูอันตรายแต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น

โคบอลด์ สัตว์ประหลาดตัวเล็กพวกนั้นไม่ออกมาจากป่า แถมพอโดนมีดแทงไปตัวสองตัว พวกมันก็หนีกันหัวซุกหัวซุนแล้ว

เป็นธุรกิจที่มีอาหารและเหล้าให้กินดื่มได้ไม่จำกัด ซึ่งนี่ถือเป็นการแลกเปลี่ยน และยิ่งกว่านั้นงานเสริมที่มีก็ให้ผลกำไรดี

เพราะบางครั้งเหล่าทหารรับจ้างพเนจรก็เข้ามากำจัดที่ซ่องสุมของพวกมันให้ แน่นอนว่า ไม่มีใครทำสำเร็จ เพราะพวกโคโบลด์จะเดือดดาลเมื่อรังของมันอยู่ในอันตราย พวกมันพร้อมกลายเป็นปีศาจและสู้จนตัวตายอย่างแท้จริง

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรออยู่ที่หัวมุมถนนกับเหล่าคณะเฝ้าระวังเพื่อปล้นทหารรับจ้างที่หนีหัวซุกหัวซุนออกมา

ส่วนศพก็ทิ้งไว้ในป่าให้พวกโคโบลด์มาจัดการเก็บกวาดให้สิ้นซาก ไม่ลำบากอะไรพวกเขา แม้ตอนนี้จะไม่ได้อะไรเลย ตอนสาย ๆ ค่อยมาค้นตัวศพก็ย่อมได้

พวกโคโบลด์สนแค่เนื้ออยู่แล้วไม่ค่อยสนใจทรัพย์สินในตัวสักเท่าไหร่

สิ่งนี้คือการถ้อยทีถ้อยอาศัย

อีกอย่าง วันนี้ก็วางแผนกันแบบนั้นตั้งแต่แรก

"เจ้าพวกโง่ทั้งหลาย" ก่อนจะมองไปที่เกิดเหตุ คำพูดของหัวหน้าคณะทำให้ร่างกายของสมาชิกหัวล้านกับสมาชิกตาเดียวเครียดเกร็งขึ้น

"ถ้าที่ซ่องสุมของพวกมันโดนเผาราบไปแล้วจริง ๆ คิดว่าประเด็นอยู่ที่งานเสริมหรือไง ตั้งแต่พรุ่งนี้คงไม่เหลืองานหลักให้เราด้วยซ้ำ"

"…!"

"…!"

สมาชิกตาเดียวตาสว่าง สมาชิกหัวล้านก็เช่นกัน

เขาเดาะลิ้นแล้วพูดต่อ "เพราะงั้นต้องปิดปากนักเวทพวกนั่น อย่าให้คนในหมู่บ้านรู้ว่าที่ซ่องสุมโดนกำจัดแล้ว"

จากนั้นทั้งสองคนก็พยักหน้า สมาชิกหัวล้านกลืนน้ำลายดังเอื๊อกก่อนจะถาม "หลอกต่อไป…ไม่ได้แล้วเหรอ?"

"พรุ่งนี้ต้องไปกวาดล้างที่ซ่องสุมและกลับมาพร้อมของที่ยึดได้ ใครจะไปรู้ว่าเป็นฝีมือของนักเวทนั่น"

"…!"

"…!"

ดวงตาของคนทั้งสองเบิกตากว้างขึ้นอีกครั้ง

หัวหน้าคณะยักไหล่ "แล้วเราจะยังคงทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าระวังประจำหมู่บ้านเช่นเดิม บางทีพวกเราอาจจะได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเพื่อยกย่องคุณงามความดีก็ได้"

"สมกับเป็นหัวหน้า!…"

สมาชิกตาเดียวร้องออกมาอย่างชื่นชม สมาชิกหัวล้านแสดงความชื่นชมไปด้วยได้เพียงครู่เดียวก็พึมพำออกมาหลังจากนั้น "แต่เราจะชนะมันได้ไหม ยิ่งเป็นนักเวทแดงด้วยแล้ว…"

"เพราะงั้นตอนนี้ถึงได้สบโอกาสไง ไอ้หัวล้านตาขาว เวทมันใช้ได้อย่างไม่มีวันหมดหรือไงกัน"

หัวหน้าคณะเดาะลิ้นและพูดแทรกทันควัน

"ถ้าไฟแรงขนาดนั้น คงใช้แรงจัดการที่ซ่องสุมของพวกมันหมดแล้ว คงไม่อาจฟื้นฟูพลังเวทได้ จนตอนนี้พลังเวทหมดสิ้น นักเวทที่สูญเสียพลังอ่อนแอยิ่งกว่าเด็กซะอีก"

เขาใช้นิ้วโป้งทำท่าปาดคอตัวเอง

"แค่แทงด้วยดาบก็ตายแล้ว ข้าเคยเห็นนักเวทตายเปล่าแบบนั้นในสนามรบด้วย"

"ถ้ามีพลังเวทเหลืออยู่ล่ะ…?"

"พลังเวทแดงใช้เวลาท่องคาถานาน ถ้ารู้สึกไม่ชอบมาพากล ก็แกว่งดาบก่อนเลย"

ในที่สุดแววตาของสมาชิกหัวล้านก็ส่องประกายวาบ

เขาพยักหน้าอย่างแน่วแน่ "ทราบแล้วขอรับ หัวหน้า"

หัวหน้าคณะโกหกในคำพูดสุดท้าย

เขาวางแผนที่จะใช้ลูกน้องทั้งสองเป็นแพะรับบาปเพื่อที่เขาจะได้มีโอกาสฝังดาบลงไปในตัวนักเวท

หัวหน้าคณะเชื่อในเพลงดาบของตนเองมากกว่า

"ไม่ต้องกังวลหรอก"

ขณะที่ซ่อนความจริงไว้ในใจ หัวหน้าคณะก็ตบไหล่สมาชิกหัวล้าน

"ไม่มีทางที่นักเวทเก่งกาจจะมาถึงที่ห่างไกลขนาดนี้ได้ ได้ยินมาว่าเจ้าพวกที่เก่งจริง ๆ ติดอยู่ในหอคอยกันหมด เพราะฉะนั้นถ้าทำตามที่เคยทำ…"

อยู่ ๆ เสียงของหัวหน้าคณะก็ขาดหายไป

เขาจ้องมองในความมืดและก้มตัวลง

"ชู่ว มาแล้ว"

"…!"

เสียงฝีเท้ากะเผลกเชื่องช้าดังใกล้เข้ามา "หนักชะมัดยาดเลย ให้ตายเถอะ…"

เสียงบ่นยังคงดำเนินต่อไป

กลิ่นเลือด กลิ่นไหม้ และกลิ่นเหงื่อที่ผสมปนเปลอยเข้าจมูก

ขณะที่หัวหน้าคณะทำหน้าบูดเบี้ยว นักเวทก็เผยตัวออกมา

เหมือนเขาอาบน้ำด้วยขี้เถ้าผสมเลือด

เขาไม่ได้สวมเสื้อฮู้ดที่ใส่ตอนกลางวันและไม่ได้พกดาบมา

ขาข้างหนึ่งก็หักอีกด้วย

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังกอดบางอย่างไว้ในอ้อมแขน เมื่อมองดี ๆ ก็เห็นว่ามันเป็นศีรษะที่มีเขางอกขึ้นมาบนหน้าผาก

มันคือหัวของโคบอลด์ที่มีขนาดใหญ่กว่าที่หัวหน้าคณะเคยรู้มาหลายเท่าตัว

"ไอ้นักร่ายเวทเวรนั่นทำลายที่ซ่องสุมของโคโบลด์จริง ๆ ด้วย เวรล่ะ…"

หัวหน้าคณะตระหนักว่าหัวนั่นคือหัวของหัวหน้าเผ่าโคบอลด์

แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็โล่งอก

‘ถ้าไม่ฆ่าตอนนี้ก็คงฆ่ามันไม่ได้จริง ๆ ด้วย'

เพราะดูเหมือนว่านักเวทนั่นจะไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ในตอนนี้

เขารอคอยเมื่อนักเวทใกล้ถึงจุดหมาย จึงส่งสัญญาณไปยังสมุนของเขาทันที

สมาชิกหัวล้านและสมาชิกตาเดียวยืนขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทั้งคู่ดึงดาบออกมา

แม้ในความมืด แสงประกายจากดาบก็สั่นไหวให้เห็นได้เลือนลาง

"…?" นักเวทชะโงกศีรษะมองหา

แต่ต่อให้ถูกจับได้ตอนนี้ก็ไม่เป็นไร แค่หกเจ็ดก้าวก็ถึง กระโจนแค่ครั้งเดียวก็สามารถเข้าประชิดตัวและแทงดาบเข้าไปได้ หัวหน้าคณะที่เชื่อมั่นในความสำเร็จลุกขึ้นช้า ๆ ก้าวไปเพียงนิดเดียว

"หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ" เขาจับด้ามดาบแล้วพูด

นักเวทหยุดกึก "เฮ้อ…"

ทันทีที่เขาถอนหายใจ หัวหน้าคณะก็รีบพูดต่อ

"วางมันลงกับพื้น แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า"

"…"

เกิดความเงียบขึ้นชั่วครู่ จากนั้นนักเวทก็ขำพรืดออกมาและตอบกลับ

"เอาอย่างนั้นก็ได้"

บทที่ 2

บทที่ 2

นักเวทคนนั้นปล่อยมือที่ถือหัวของหัวหน้าเผ่าโคบอลด์ ขณะที่มันหล่นลงมา เขาก็ยื่นมือออกเผยเวทมนตร์สีน้ำเงินสั่นไหวไปมา

"…!"

ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? หัวหน้าคณะเบิกตาโต ตะโกนขึ้นทันทีตามสัญชาตญาณ

"โจมตี!"

ฟึบ!

เสียงบางอย่างเคลื่อนที่ผ่านอากาศดังมาจากด้านหลังของนักเวท สมาชิกคณะเฝ้าระวังอีกคนหนึ่งที่ซุ่มอยู่ด้านหลังยิงหน้าไม้

ฟับ!

เกิดกลุ่มหมอกควันสีเทาขึ้นด้านหลังของนักเวทแทบจะพร้อมกัน

"อ๊าก"

เข่าของสมาชิกหัวล้านทรุดลงข้างหนึ่ง ศรหน้าไม้ที่ยิงออกไปทางนักเวทถูกส่งกลับมาปักอยู่ที่ต้นขาของเขา

"โอ๊ย!"

ไม่มีเวลามามัวคิดว่าเกิดอะไรขึ้น

สมาชิกตาเดียวร้องตะโกนและกระโจนออกไป หลังจากนั้นหัวหน้าคณะก็วิ่งเข้าใส่นักเวททันที

ฟับ!

แต่ลมที่ปนกลิ่นไหม้ก็พัดหอบร่างกายของเขากระเด็นออกไปทันที

ม่านลมทำให้หัวธนูโค้ง การแสดงผลของม่านนั้นสั้นมาก

ฉึก!

แต่มันก็นานพอให้นักเวทรวบมือทั้งสองเข้าหากัน

ฟึบ

เวทมนตร์สีน้ำเงินเย็นเยียบพวยพุ่งออกมาวาดวงกลมล้อมรอบตัวเจ้าของเวทไว้ ทุกสิ่งที่โดนคลื่นพลังเวทซัดไปกลายเป็นน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว

"…!"

คนที่โดนตีเข้าอย่างจังกลางแสกหน้าก็เคลื่อนตัวผ่านนักเวทไป แล้วล้มตัวลง

ควับ

ขณะที่ล้มลงบนพื้น เสียงน้ำแข็งก็ปริแตกออกมาจากร่างกายของเขาทันที

โชคดีที่หัวหน้าคณะอยู่เบื้องหลังเขา

"โอ๊ย"

แม้ว่าจะโดนน้ำแข็งกัดอย่างรุนแรงทั่วร่างกาย ก็ยังไม่ตาย เพราะไม่ใช่เวทที่มีรัศมีเป็นวงกว้างนัก

"…"

นักเวทเพียงเหลือบมองเขาที่ล้มลงท่ามกลางน้ำแข็งครู่เดียวก็หันศีรษะไปทางอื่น

ทันใดนั้นเวทมนตร์สีแดงก็วูบไหวในมือของเขาอีกครั้ง เปลวไฟลุกโชน

เปลวไฟเล็ก ๆ 7 ลูกขนาดเท่ากำปั้นลอยอยู่รอบ ๆ ตัวเขา นักเวทยิงเปลวไฟออกไปทีละลูก

ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!

"อ๊าก!"

แม้จะยิงออกไปอย่างสะเปะสะปะ แต่ก็โดนคณะเฝ้าระวังที่ซุ่มโจมตีอยู่

"ไว้…ไว้ชีวิตข้าด้วย!"

ปัง! ไฟโหมโชติช่วง!

เปลวไฟสุดท้ายโดนสมาชิกหัวล้านที่น้ำมูกน้ำตาไหลเต็มใบหน้า และไฟก็ลุกลามตั้งแต่ศีรษะลงมา

ทำให้บริเวณนั้นสว่างไสวขึ้น

หัวหน้าคณะตัวสั่นเทา เงยหน้าขึ้นมองหน้านักเวทคนนั้น "ได้…ได้ยังไงกัน"

ริมฝีปากของเขาขยับอย่างยากลำบาก

"ไฟและน้ำแข็งในเวลาเดียวกัน…?"

เขาถามขึ้น เพราะตนมาจากกองทัพจักรวรรดิ และเคยเห็นนักเวทมามากมาย พวกเขาเรียนรู้เวทมนตร์เฉพาะเพียงอย่างเดียวเท่านั้นจนเชี่ยวชาญ

พวกนั้นหวงความรู้มากและไม่มีทางแบ่งปันวิธีใช้เวทของตัวเองให้กับผู้อื่น ความรู้และเวทมนตร์ทำให้พวกเขามีตัวตนที่แตกต่างไม่เหมือนใคร มันเป็นเรื่องทั่วไปในจักรวรรดิ

"ได้ไงอะไรของเจ้า"

นักเวทคนนั้นสบถขณะหยิบดาบของหัวหน้าคณะที่ตกอยู่บนพื้น "เพราะข้าเป็นไอ้กาก เลยเป็นแบบนี้ไง"

น้ำเสียงเจือความหงุดหงิด

"ไอ้กาก…?"

หัวหน้าคณะถามกลับด้วยความงงงวย และนั่นเป็นคำพูดสุดท้ายของเขา

ฉัวะ

เพราะนักเวทฟันที่คอของเขาด้วยดาบอย่างไร้ความปราณี

"ไอ้พวกเวรน่าเบื่อ"

นักเวทถอนหายใจอีกครั้ง จากนั้นเขาก็ก้มตัวลงและเริ่มค้นร่างกายของหัวหน้าคณะ

เขาขยับมืออย่างคุ้นเคย ไม่นานก็ค้นเจอ

นักเวทกระชากเปิดกระเป๋าที่กลายเป็นน้ำแข็งออกมา และเดาะลิ้น "หวังว่าดาบจะใช้ได้"

มีแค่เหรียญไม่กี่เหรียญเท่านั้น

ถ้าหัวหน้าใหญ่มีแค่นี้ ลูกน้องก็คงไม่ต่างกัน

อย่างไรก็ตาม นักเวทค้นกระเป๋าของสมาชิกหัวล้านและสมาชิกตาบอดอย่างละเอียด

เขาค้นกระเป๋าที่ไม่ค่อยมีอะไรอีก 2-3 ใบแล้วหันตัวกลับไป

อยู่ ๆ สายตาของเขาก็เปลี่ยนไปดูมือของตัวเอง "…ทีแบบนี้ไม่สั่นแล้วแฮะ"

เขาพึมพำอย่างขมขื่นและหยิบหัวของหัวหน้าโคบอลด์ขึ้นมาอีกครั้ง

"โอ๊ย เย็น"

หัวของหัวหน้าโคบอลด์ก็แข็งโป๊กเช่นกัน

"เละเทะไปหมด…"

นักเวทใช้ดาบของหัวหน้าคณะแทนไม้เท้าในการเดิน

เขายังเดินกะเผลกเช่นเดิม

ซากศพถูกทิ้งไว้ที่นั่น

***

ปัง!

ประตูโรงเตี๊ยมถูกกระแทกเปิดออก เสียงภายในโรงเตี๊ยมที่เคยดังอึกทึกเงียบลงทันใดราวกับถูกปิดสวิตช์

สายตาของพวกขี้เมาพุ่งความสนใจเป็นตาเดียวไปทางผู้ชายที่เปิดประตูเข้ามาอย่างแรงราวกับจะพังประตู แต่ไม่มีใครโวยวายหรือโกรธเกรี้ยว

"…"

พวกนั้นเพียงกะพริบตาอย่างมึนงง

นอกจากชายผู้นั้นจะดูเหมือนพึ่งขึ้นมาจากนรกแล้ว เขายังกอดศีรษะขนาดใหญ่ที่ดูน่ากลัวไว้ในอ้อมแขนด้วย

ใบหน้าของสัตว์ประหลาดยังคงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความกลัวที่สัมผัสได้ในช่วงเสี้ยววินาทีสุดท้ายของชีวิต

ตึก ตึก

ชายคนนั้นเดินเข้าไปข้างในและตรงไปยังเคาน์เตอร์โดยไม่สนสายตาที่มองมา

ตุบ!

จากนั้นเขาก็โยนหัวปีศาจลงอย่างส่ง ๆ เจ้าของโรงเตี๊ยมที่มีร่างกายบึกบึนสัปหงกอยู่ก็เงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ

"นี่มัน…? อ้อ โอ้"

เขามองไปที่หัวของหัวหน้าโคบอลด์ด้วยสีหน้างงงวย ไม่นานก็หัวเราะออกมา "กำจัดที่ซ่องสุมนั่นได้จริง ๆ ด้วย คิดไม่ถึงเลย ขอบคุณมาก ๆ"

ชายคนนั้นไม่ตอบคำทักทายของเขา แต่กลับยกมือขวาขึ้น

ฉึก!

ดาบปักอยู่บนเคาน์เตอร์

"…?"

เจ้าของโรงเตี๊ยมทำหน้านิ่วคิ้วขมวด เขามองตรงไปยังดาบและพ่นลมหายใจออกมาทางปาก "ท่านเจอคณะเฝ้าระวัง"

เขาอยากรู้ว่าดาบของใคร

"ใช่"

ชายผู้นั้นตอบสั้น ๆ เจ้าของโรงเตี๊ยมถามต่อ "ตายหมดแล้วเหรอ"

"ใช่"

ชายที่ตอบจ้องมองเจ้าของโรงเตี๊ยม ภายในร้านเงียบลงยิ่งกว่าเก่า แม้ว่าจะเป็นสายตาของผู้ชายตัวเล็กกว่าตัวเอง แต่เจ้าของโรงเตี๊ยมก็ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว

"ไม่มีอะไรจะพูดแล้วเหรอ" ชายคนนั้นถาม

เจ้าของโรงเตี๊ยมสบตาชายตรงหน้า ดวงตาสีดำลึกล้ำสงบนิ่ง แม้จะสงบแต่กลับฉายแววอยากเอาชีวิตอย่างชัดเจน

"…ทำได้ดีนี่"

เจ้าของโรงเตี๊ยมที่หลบสายตานั้นอย่างหวุดหวิด และพูดออกมา "ไอ้พวกเวรนั่นไม่ทำอะไรเลย เปลืองเหล้าเปลืองเนื้อ ใช่ไหม?"

ขี้เหล้าบางคนตอบอย่างรวดเร็ว "ใช่! ไอ้พวกคณะเฝ้าระวังนั่นไม่ต่างอะไรกับโจร ตายก็ดีแล้ว ไอ้พวกอันธพาล!"

"เรื่องน่ากังวลของหมู่บ้านหายไปตั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน!"

ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เยาะเย้ยคนตายอย่างกับว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์

ไม่มีใครสามารถจัดการกับผู้ชายที่กำจัดที่ซ่องสุมของโคบอลด์และฆ่าคณะเฝ้าระวังด้วยตัวคนเดียวได้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่หนึ่งในพวกเขา

"…งั้นเหรอ"

ต่อมาชายผู้นั้นก็พยักหน้า เขาดึงดาบออกอีกครั้งและกล่าวว่า "เจ้าคงไม่ลืมเรื่องค่าจ้างหรอกใช่ไหม"

เจ้าของโรงเตี๊ยมพยักหน้าขณะถอนใจอย่างโล่งอก

"ตามที่สัญญา พักที่โรงเตี๊ยมของเราฟรีตลอดชีวิต ถ้าต้องการค่าตอบแทนก็จะเรี่ยไรมาให้ แต่คนที่นี่แร้นแค้น ดังนั้นก็อาจจะไม่เยอะนัก"

"เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ข้าแค่อยากนอนหลับให้สบาย"

ชายคนนั้นเก็บดาบไว้ที่เอวอย่างลวก ๆ

"เตรียมน้ำอุ่น ๆ สำหรับอาบให้หน่อย เดี๋ยวนี้เลย"

"ได้ เอาแค่ไหนล่ะ" เจ้าของโรงเตี๊ยมส่งสายตาไปยังหญิงสาวที่มีสีหน้าร้อนรนและถามขึ้น

ชายคนนั้นหันหลังกลับมาตอบ "จนกว่าข้าจะบอกว่าพอ"

ชายคนนั้นเดินกะเผลกขึ้นบันไดไป

ขณะที่มองด้านหลังของเขา เจ้าของโรงเตี๊ยมก็เสริมขึ้นมา "จะว่าไป ข้าไม่เคยถามเลย ท่านชื่ออะไร"

ครั้งนี้เขาก็ตอบสั้น ๆ เช่นกัน "อีอัน"

***

"เอาหัวไปแขวนไว้ที่ผนังกันเถอะ! ฮ่า ๆ น่าเกลียดชะมัด"

"เหมือนเจ้าเลย บรรพบุรุษของเจ้ามีเชื้อสายโคบอลด์บ้างหรือเปล่า"

"ว่าไงนะ ไอ้เวรนี่"

เสียงเอะอะโวยวายดังไปทั่ว

"…เสียงดังหนวกหูจริง ๆ" อีอันที่นั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำเดาะลิ้น ในขณะเดียวกันก็ทำความสะอาดร่างกายไปด้วย

อาบน้ำครั้งที่สามแล้ว ล้างสิ่งสกปรกออกเกือบหมดแล้ว แต่ความอึดอัดใจยังคงอยู่เช่นเดิม

"อย่างน้อยถ้ามีสบู่แตงกวาสักก้อนก็จะไม่ขออะไรแล้ว" อีอันที่พึมพำอยู่ก็หัวเราะออกมา

"ไอ้เวร ไม่ขอกับผีน่ะสิ…"

มีคำขอที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่างหาก

การกลับสู่โลกเดิม สิ้นคำขอนั้นอีอันก็เอนตัวลงในอ่างอาบน้ำ

บทที่ 3

บทที่ 3

เดิมทีเขาเป็นมือใหม่ในสังคมที่ไม่มีความพิเศษหรือยิ่งใหญ่อะไร

เขาเล่นเกมซิงเกิ้ลเพลเยอร์แนว RPG*[1] เนื่องจากเกมออนไลน์จำเป็นต้องลดช่องว่างระหว่างทุนและความสามารถแม้แต่ในโลกนั้นก็ตาม

ในขณะเดียวกัน เขาก็มักจะไปเยือนเว็บไซต์เกมคอมมูนิตี้ด้วย คลิปวิดีโอและบทความสอนโจมตีของเซียนเกมก็ดูสนุกเหมือนกัน

เนื่องจากมีการอัพโหลดลิงค์ดาวน์โหลดเกมที่ละเมิดลิขสิทธิ์บ่อยครั้ง ผมรู้ว่ามันไม่ถูกต้อง แต่การมีรายได้น้อยก็เป็นข้ออ้างที่ดีสำหรับการหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง ดังนั้นการที่ผมคลิกเข้าไปในกระทู้ 'DLC*[2] ของเกมหายากที่หาไม่ได้อีกแล้วแบบ Full Package มาก่อนได้ก่อน' ในเวลานั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

<อะควิลโลเนีย
การทรยศและการล่มสลาย เกมเซมิโอเพนเวิลด์*[3]แนวดาร์กแฟนตาซีที่เต็มไปด้วยการทรยศหักหลังและการสมรู้ร่วมคิด>

บทความแนะนำค่อนข้างดึงดูดความสนใจ ภาพตัวอย่างจากเกมก็ดูใช้ได้ แต่ตอนนี้มันเป็นเกมที่ไม่ได้วางขายเนื่องจากสถานการณ์ของบริษัทผู้ผลิต

และโพสต์ถูกลบออกไปทันทีที่เขาคลิกลิงก์ดาวน์โหลด

เขาภูมิใจที่ได้เป็นผู้ดาวน์โหลดในลำดับแรก และเริ่มเล่นเกมทันที เขาตัดสินใจแล้วว่าจะใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ดูฉากจบของเกม

ในอะควิโลเนียมี 5 คลาสที่ผู้เล่นสามารถเลือกได้

อัศวิน นักรบไวกิ้ง นักเวท ทหารพราน นักบวช

จากคำแนะนำที่ปรากฏขึ้นมาขณะติดตั้ง ในสถานการณ์เฉพาะ เช่น การต่อสู้กับบอส สามารถได้รับความช่วยเหลือจากตัวละครของผู้เล่นอื่น ๆ ที่ลงทะเบียนในเซิร์ฟเวอร์ได้

แต่เซิร์ฟเวอร์ไม่ได้เชื่อมต่อ

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสำเนาที่ผิดกฎหมายหรือเซิร์ฟเวอร์หายไปตั้งแต่แรก

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างมันชัดเจนมากว่าต้องสู้คนเดียว ดังนั้นเขาจึงเลือกนักเวทที่เป็นสายโจมตีระยะไกลและเป็นอาชีพที่ง่ายที่สุดสำหรับมือใหม่ เขาเลือกทักษะพิเศษเป็นสัมผัสที่หกและการตั้งสมาธิ

เขาเลือกความยากในการเล่นที่ระดับปกติด้วยความภาคภูมิใจ

เลือกรูปลักษณ์ภายนอกแบบพื้นฐาน ส่วนชื่อก็ตั้งสุ่ม ๆ ไป อีอัน โฮปตัวละครที่จะกลายเป็นร่างของเขาในอนาคตถูกสร้างขึ้นแบบนั้น

'…ควรจะเริ่มจากการบุกก่อนแท้ ๆ’ อีอันถอนหายใจหนึ่งเฮือก มาเสียใจตอนนี้ก็สายไปแล้ว เพราะในเวลานั้นเขาคิดไม่ได้ขนาดนั้นและจดจ่ออยู่กับเกม

โดยรวมแล้วอะควิโลเนียเป็นเกมที่ค่อนข้างยอดเยี่ยม กราฟิกดูเก่าไปหน่อยแต่มีบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์และไม่ทำให้หัวร้อน การต่อสู้ที่ต้องอาศัยผังสกิลต่าง ๆ ก็สนุกดี เนื่องจากเป็นเกมเซมิโอเพ่นเวิลด์ จึงต้องเคลียร์เควสต์เฉพาะก่อนถึงจะสามารถข้ามไปยังพื้นที่ต่อไปได้

โดยพื้นฐานแล้ว เกมให้เสรีภาพสูง สามารถข้ามภารกิจย่อยหรือคัตซีนได้ ดังนั้นจึงไม่น่าเบื่อมากนัก เหนือสิ่งอื่นใด มีตัวเลือกมากมายที่แสดงความเป็นดาร์กแฟนตาซี ทำให้เขาเพลิดเพลิน

แน่นอนว่าเกมไม่ง่ายอย่างที่คิด

ไอเทมมีข้อจำกัดด้านความสามารถในการใช้งานแทนข้อจำกัดด้านอาชีพ อาจเป็นเพราะเหตุนี้ ตัวเลือกจึงหลากหลาย

ผังสกิลกว้างมากแต่แต้มสกิลไม่เพียงพอ

ยิ่งการต่อสู้กับม็อบต่าง ๆ รวมถึงการต่อสู้กับบอสยิ่งยาก เขาเล่นเกมโดยเลือกสกิลที่เหมาะสมกับความสามารถและสถานการณ์ในตอนนั้น

เกมสิ้นสุดที่บทที่ 4 ตั้งแต่บทที่ 3 เป็นต้นมา ระดับความยากก็เริ่มเพิ่มขึ้น แค่สัตว์ประหลาดธรรมดา ๆ ก็รับมือได้ยากขึ้น เขาไม่สามารถเพิ่มเลเวลในเวลาสั้น ๆ ได้อีกต่อไป สุดท้ายเขาก็ต้องค้นหาบทความสอนโจมตี

โชคดีที่เขาพบบทความของเซียนเกมบางคนที่ผ่านเลเวลสูง ๆ เมื่อนานมาแล้ว
เนื่องจากเป็นบทความที่ยาวระดับวิทยานิพนธ์ เขาจึงอ่านเฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น อ่านไปเรื่อย ๆ ก็ได้รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ยากลำบากแค่ไหน อย่างแรกคือทักษะพิเศษของเขา สัมผัสที่หกและการตั้งสมาธิเป็นทักษะพิเศษสำหรับการต่อสู้ร่วมกันที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลยในการต่อสู้ระยะไกล ทักษะพิเศษอย่างผสานธาตุ สายเลือดเวทมนตร์ วิเคราะห์เชิงลึก การคิดแนวขนาน โชคลาภ หรือตอบสนองว่องไวช่วยได้มากกว่า

นอกจากนี้ ตัวละครของเขายังด้อยกว่านักเวทระดับเดียวกัน โดยเฉพาะค่าสติปัญญาและจิต นั่นเป็นเพราะเขาเพิ่มค่าความแข็งแกร่ง ความคล่องตัว และพลังกาย

เขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องสวมใส่อุปกรณ์เพื่อต่อกรกับศัตรูเพียงลำพัง

มันเป็นส่วนที่ต้องเอาชนะด้วยการควบคุมและการใช้เวทไฟที่เก่งกาจ

สกิลก็เช่นเดียวกัน

มีทางเดียวคือต้องค่อย ๆ ปูทางไปจนกว่าจะถึงจุดนั้น

อย่างน้อยต้องสะสมสกิลที่จะส่งเสริมทักษะพิเศษและสกิลทั่วไป

แต้มสกิลมีผลมากขนาดนั้น

บ่อยครั้งเขาขาดทั้งพลังเวทและเงิน

เพราะบอสมีพละกำลังมากเกินต้านทานจึงเหลือทางเลือกนั้นเพียงแค่ทางเดียว

มีวิธีมาตรฐานในการแก้ปัญหา นั่นคือการฟาร์ม*[4]ไอเทมและการลดพลังป้องกันของศัตรู

ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือเควสต์และตัวเลือก

เขาเลือกพลาด ไม่ก็ข้ามเควสต์ย่อยที่จำเป็นไปมากมาย ซึ่งเควสต์ดังกล่าวให้แต้มสเตตัสกับแต้มสกิลเพิ่มเติม

นอกจากนี้ เพราะตั้งใจเลือกตัวละครที่ห่วยแตกที่สุด ตัวละครสำคัญที่ต้องช่วยเขาจึงตายหรือแพ้ไปเป็นจำนวนมาก

สรุปสั้น ๆ คือตัวละครของเขา อีอัน โฮป เป็นไอ้กาก

อีกอย่างที่กากก็คือ ไม่มีอะไรที่สามารถย้อนกลับไปแก้ได้สักอย่าง

อย่างไรก็ตาม โชคดีที่ยังมีเวลาเหลืออยู่จนกว่าจะถึงวันหยุดสุดสัปดาห์

เขาคิดได้อย่างรวดเร็ว

สร้างตัวละครใหม่ดีกว่า

คราวนี้ต้องอ้างอิงจากคู่มือ ตั้งใจเลือกดี ๆ

เลือกอาชีพที่เล่นง่ายกว่าเดิม

แต่กลับมีช่องตัวละครเพียงช่องเดียวและจำเป็นต้องชำระเงินเพื่อซื้อช่องตัวละครเพิ่ม จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างตัวละครใหม่เพิ่ม ในที่สุดเขาก็เลือกที่จะลบตัวละคร

ทันใดนั้น มีหน้าต่างขึ้นเตือนว่าพบข้อผิดพลาด

<การลบถูกปฏิเสธ>

ไม่ใช่ลบไม่ได้ แต่ปฏิเสธการลบงั้นเหรอ?

ระหว่างที่เขาสับสน

ก็มีหน้าต่างป๊อปอัพอื่น ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

<พวก◆◇◐◑ จ้องมองคุณ>

<พวก◆◇◐◑ ต้องการจุดจบของโลกใบนี้>

<พวก◆◇◐◑….>

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สิ่งเดียวที่เขาจำได้คือจอภาพกะพริบอย่างรวดเร็ว

มันเป็นความทรงจำสุดท้ายในโลกที่เขาอาศัยอยู่

พอตั้งสติได้แล้ว ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่กลางหนองน้ำที่ไม่คุ้นเคย

กับหน้าต่างเควสฝึกเล่นที่ได้เห็นตอนเริ่มเกมครั้งแรก

"…!"

อีอันลืมตาขึ้นมาเมื่อรู้สึกว่ามีคนอยู่

ร่างกายตอบสนองโดยสัญชาตญาณ

เขาหยิบดาบที่พิงอยู่ข้างอ่างอาบน้ำขึ้นมาเล็งไปที่ผู้บุกรุก

"กรี๊ด…"

เสียงกรีดร้องที่ถูกกลั้นไว้ ดังต่อเนื่อง

พนักงานหญิงที่มีถังน้ำอยู่ในมือนั่นเอง

น้ำร้อนที่เดือดปุด ๆ กระเด็นโดนขาของเธอ

"น…น้ำน่ะค่ะ ข้าจะมาเปลี่ยน…."

เพราะดาบจ่ออยู่ที่คอ เธอจึงพูดเสียงสั่นเครือ

"…"

อีอันจ้องมองตาสีน้ำตาลที่หวาดกลัวอย่างเงียบเชียบ

หรือเป็นเพราะนึกถึงความทรงจำเก่า ๆ

คำถามที่ยังไม่ได้ข้อสรุปเมื่อนานมาแล้วได้ผุดขึ้นมาอีกครั้ง

นี่ใช่คนจริง ๆ เหรอเนี่ย

มันเป็นเพียงภาพกราฟิกที่ซับซ้อนมากไม่ใช่เหรอ

โลกนี้เป็นแค่เกมอยู่แล้วนี่

"…เหรอ ข้าเข้าใจผิด"

อีอันลดดาบลง

"ข้าขอโทษนะคะ…"

สุดท้ายหญิงรับใช้ก็ทิ้งถังน้ำและทรุดลงไปทั้งอย่างนั้น

ไหล่ของเธอสั่นเทิ้ม

หน้าผากมีเหงื่อผุดซึมทั่ว

เมื่อได้เห็นภาพนั้น อีอันก็ได้ข้อสรุป

หากไม่ใช่คนจริง ๆ คงไม่มีทางที่จะมีความคิดเช่นนี้ได้

ถ้าเกมเหมือนจริงตั้งแต่แรก คงไม่รู้สึกถึงความแตกต่างมากมายเช่นนี้

"ให้ข้าเทน้ำออกจากอ่างอาบน้ำไหมคะ"

หญิงผู้นั้นลุกขึ้นอีกครั้ง เธอโน้มตัวลงไปที่อ่างอาบน้ำเพื่อเปิดจุกอ่างอาบน้ำที่ปลายเท้า

เขาเผลอมองขาที่เปลี่ยนเป็นสีแดงของเธอเพราะน้ำร้อนที่กระเด็นใส่

อีอันเปิดปากพูดอย่างลำบากใจ

"เมื่อกี้ข้าต้องขอโทษด้วย ข้าทำตามสัญชาตญาณเพราะถูกโจมตีบ่อย ๆ"

หญิงสาวยิ้มแย้มอย่างเข้าอกเข้าใจพลางพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบลง

"ท่านคงเจอเรื่องร้าย ๆ มามากนะคะ"

อีอันยักไหล่

ภาพหนองน้ำที่เขาอยู่ในตอนที่ลืมตาขึ้นครั้งแรกผุดขึ้นมาทันใด

ภาพหนองน้ำใหญ่ที่มีคนป่วย ผู้ยากไร้ นักโทษหลบหนี โจร รวมถึงสัตว์ประหลาดผุดออกมา

เขาเคยผ่านด่านพื้นที่ฝึกเล่นด้วยตัวเองภายใน 10 นาที แต่ครั้งนี้กลับต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งปี

เป็นระยะเวลาที่เพียงพอให้เขายอมรับและปรับตัวต่อสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ

เกมกลายเป็นจริงขึ้นมา

การผ่านด่านนั้นเป็นจุดเริ่มต้น ตอนนี้สถานการณ์กลับยุ่งเหยิงเพราะเขากลายเป็นตัวละครในเกม

[1] Role Playing Game (RPG) คือ เกมที่ให้ผู้เล่นได้สวมบทบาทเป็นตัวละครภายในเกม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเกมสวมบทบาท

[2] Downloadable Content (DLC) คือ เนื้อหาเพิ่มเติมของเกม เช่น เนื้อเรื่องใหม่ ไอเทมใหม่ เพื่อให้เล่นเกมได้สนุกยิ่งขึ้น

[3] เกมเซมิโอเพนเวิลด์ (Semi Open World Game) คือ เกมที่มีหน้าจอโหลดดิงสกรีนขึ้นมาเมื่อย้ายไปยังแผนที่หรือเมืองอื่น

[4] การฟาร์ม (Farming) คือ การทำบางอย่างซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้ได้ของที่ต้องการ เช่น การฟาร์มค่าประสบการณ์ การฟาร์มไอเทม

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...