ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต
ข้อมูลเบื้องต้น
นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบางอย่างล้วนไม่มีอยู่จริง หากผิดพลาดประการใดผู้เขียนต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะคะ
ได้โปรดไปติดตามภายในเรื่องว่าอันอันจะเอาตัวรอดจากนิยายของตน แต่ก็ไม่เหมือนซะทุกอย่างทีเดียว เนื่องจากตัวละครเหล่านั้นกลายเป็นผู้มีชีวิตขึ้นมาด้วยวิธีใดในยุคโบราณไปพร้อม ๆ กันได้เลยค่ะ
เฟยเทียนของฝากนิยายที่กำลังใกล้จะจบแล้วก่อนหน้าหนึ่งเรื่องด้วยนะคะ ชื่อเรื่อง 1989เปลี่ยน(รัก)ยัยตัวร้ายค่ะ รวมถึงผลงานที่ผ่าน ๆ มาด้วย ขอขอบพระคุณค่ะ ด้วยรัก เฟยเทียน
กรรมของอันอัน
“ในที่สุดก็จบสักที คราวนี้จะนอนพักให้ชุ่มปอดเลย เหนื่อยมาหลายวันขอสักตื่นเถอะ” น้ำเสียงแสดงความโล่งอกถอนหายใจยาว
ก่อนที่เธอจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะ โดยที่ไม่รู้เลยว่าเรื่องราวที่ตนได้ขีดเขียนเอาไว้นั้น
จะทำให้ตัวละครในเรื่องขอแลกวิญญาณให้เจ้าของเรื่องได้เข้ามาใช้ชีวิตแทนตนเอง
หนิงอันคือชื่อของเจ้าของร่างที่กำลังหลับสนิทอยู่ในขณะนี้ เธอมีอาชีพแต่งนิยาย
แม้จะไม่ถึงกับโด่งดัง แต่ก็มีผลงานออกมาให้นักอ่านได้เสพความสุขกันอย่างต่อเนื่อง
นิสัยส่วนตัวเป็นคนชอบความสงบเฉกเช่นชื่อของตน ดังนั้นหลังจากพ่อแม่เสียชีวิตไป จึงอาศัยอยู่คนเดียวมาโดยตลอด มีเพื่อนอยู่หนึ่งคนซึ่งก็คือบ.ก.สำนักพิมพ์ที่กำลังรอผลงานเรื่องที่แต่งค้างอยู่
ในเช้าวันต่อมามีเสียงเคาะประตูหน้าห้องพักของหญิงสาวผู้สันโดษ
ทว่าไร้ซึ่งการตอบรับ ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกไม่สบายใจเนื่องจากขาดการติดต่อจากเจ้าของห้องไปตั้งแต่เมื่อวาน
ภายในห้อง ร่างโปร่งแสงของหนิงอันกำลังยืนมองสภาพร่างอันไร้ลมหายใจของตนหลังจากตายมาได้หนึ่งคืนด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
จะว่าเสียใจก็ไม่เชิง ไม่เสียใจก็ไม่ใช่ เพราะบนโลกใบนี้ไม่มีอะไรให้เธอต้องห่วง นิยายที่ตนแต่งค้างไว้ก็จบลงเรียบร้อยดี
เสียงร้องไห้ของข่ายซิน ช่วยเรียกสติเจ้าของร่างโปรงแสงให้หลุดจากภวังค์ หลังจากที่หล่อนติดต่อหน่วยกู้ภัยให้มาช่วยเปิดประตูห้อง “ฉันแต่งนิยายให้พี่จบแล้ว พี่ต้องดีใจสิไม่ใช่ร้องไห้” วิญญาณของหนิงอันกล่าวอยู่ข้างหูของหญิงสาวผู้ผูกผมหางม้าแผ่วเบา
ทำให้ข่ายซินรู้สึกเย็นวาบที่ต้นคอ ‘อย่ามาหลอกฉันเลยนะ เอาไว้จะเผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้’
ยังไม่ทันที่หนิงอันจะพูดอะไรเพิ่ม ก็ได้มีลมหอบใหญ่ล้อมร่างโปร่งแสงของเธอ จากนั้นภายในห้องก็ปราศจากร่างวิญญาณของหญิงสาว
หนิงอันรู้สึกวิงเวียนศีรษะเป็นอย่างมาก เมื่อลมหยุดนิ่ง รอบด้านของตนก็มีแต่ความสงบไร้ซึ่งสรรพเสียงใด ๆ มีเพียงแค่ลมพัดแผ่วเบา
“มาแล้วอย่างนั้นหรือ วิญญาณผู้โดดเดี่ยว” เสียงแหบแห้งดังขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า
หนิงอันมองซ้ายแลขวาสีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ “ไม่ต้องหาเราหรอก ยังไงเจ้าก็ไม่มีทางเห็น หากว่าเราไม่ปรากฏกาย” น้ำเสียงนั้นกล่าวออกมาอีกครั้งคล้ายขบขัน
“คุณเป็นใครคะ ที่นี่คือที่ไหน” หนิงอันสงบสติอารมณ์ถามออกไป
“เจ้าไม่ต้องรู้หรอก สาเหตุที่เจ้าต้องมาที่นี่ เป็นเพราะมีเด็กคนหนึ่งมาร้องทุกข์ต่อเรา ว่าเจ้าทำร้ายนางและครอบครัวอย่างแสนสาหัส เจ้าฟังให้จบก่อน
เด็กคนนั้นจึงอยากให้เจ้าไปใช้ชีวิตแทนนาง ที่ตอนนี้ดวงจิตของนางขอมาเป็นผู้รับใช้ของเรา เอาล่ะเจ้าพูดได้แล้ว” เสียงแหบพร่านั้นตอบคำถามของหญิงสาว ก่อนที่จะพูดหยุดนางในคราวเดียว
เพื่อให้ตนพูดจนจบเสียก่อน หนิงอันที่กำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดจึงได้เปิดปากขึ้นทันทีหลังได้ยินคำอนุญาต
“ฉันขอค้านค่ะ ตั้งแต่เกิดมา มดแมลงยังไม่เคยฆ่าเลยนะคะ แล้วฉันจะกล้าไปทำร้ายครอบครัวของเด็กน้อยที่ไหนกัน” หนิงอันกล่าวเสียงดังอย่างมั่นใจ
“ในชีวิตจริงของเจ้านะไม่ใช่ แต่สิ่งที่เจ้ารังสรรค์ขึ้นมานั้นได้ทำลงไปแล้ว เจ้าลองไตร่ตรองดูให้ดี เอาละตอนนี้ก็ถึงเวลาอันสมควรแล้วเจ้าจงไปซะ
หลังจากมีชีวิตใหม่แล้ว จงใช้ชีวิตให้ดีมีความสุขนะ ข้ารับรองว่าเจ้าจะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป บางทีอาจจะวุ่นวายด้วยซ้ำ” น้ำเสียงนั้นกล่าวอวยพร พร้อมคำกล่าวทิ้งท้ายเสียงเบาทำให้หนิงอันไม่ได้ยินประโยคหลัง
หนิงอันส่งเสียงกรีดร้องตามกระแสลมที่หมุนวนอย่างรวดเร็วปานนั่งรถไฟเหาะตีลังกา
คล้อยหลังวิญญาณของหญิงสาวจากไป ก็ได้มีหนึ่งร่างเล็กทำผมทรงซาลาเปาคู่กับหนึ่งร่างผู้เฒ่าเคราขาวปรากฏกายออกมาท่ามกลางความว่างเปล่า
“เจ้าเลือกนางแน่แล้วอย่างนั้นหรือ” ชายชราถามเด็กน้อยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความเมตตา
“เจ้าค่ะ ในเมื่อนางเป็นผู้ขีดเขียนเรื่องราวเหล่านั้นขึ้นมา เป็นนางนี่แหละเหมาะสมที่สุดแล้ว อีกอย่างข้าหวังว่าพี่ชายน่าจะพึงใจ” เด็กน้อยผู้มีใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูพูดอย่างซุกซนพร้อมรอยยิ้มกว้าง
“เจ้านี่นะซนจนได้เรื่อง แม้ส่วนหนึ่งจะเกิดจากผลงานของนาง แต่เจ้าอย่าลืมสิเป็นเพราะเจ้าส่วนหนึ่ง จึงทำให้ตัวละครของนางมีชีวิต เส้นทางในเรื่องจึงได้เปลี่ยนไปไม่ใช่เหรอ” ผู้เฒ่าเคราขาวแย้งพลางจับหัวเด็กน้อยอย่างหมั่นเขี้ยว
“โธ่! ท่านปู่เจ้าคะ การที่ข้าทำแบบนี้นางจะต้องดีใจอย่างแน่นอน ก็ในตอนนั้นข้าแอบอ่านเรื่องของนางแล้วทำให้สงสารครอบครัวเด็กคนนั้น จนคิดว่าเป็นตัวเองก็เลยควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ก..ก็เลยทำให้พลังของข้าถ่ายทอดไปยังตัวละครในนั้น อีกอย่างข้ายังเด็กท่านก็รู้
ข้าเองก็เสียใจเพราะแบบนี้ พี่ชายผู้แสนดีเลยต้องมารับโทษแทนด้วย ดังนั้นในเมื่อนางเป็นผู้ขีดเขียนเรื่องนี้ประจวบเหมาะกับการหมดอายุขัยพอดี
ข้าจึงคิดว่าไม่มีใครเหมาะสมเท่านางในการไปแก้ไขเรื่องราวในโลกนั้นอีกแล้ว อีกอย่างโลกที่นางไปนั้นมีครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า
ข้าจึงคิดว่านางคงมีความสุข เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นคนดีที่สำคัญไม่แน่ว่านางอาจจะเจอด้ายแดงของตนที่คลาดกันมาหลายภพชาติก็ได้นี่เจ้าคะ” เด็กน้อยกล่าวแก้ตัวออกมายืดยาว
“เหตุผลของเจ้านี่ช่างมากเสียเหลือเกิน ทำเหมือนว่าจะหวังดี ที่ไหนได้ก็มาจากความซนของตนล้วน ๆ เอาเถอะบางทีนางอาจจะมีความสุขจริงก็ได้” ชายชราเคราขาวลูบเคราของตนสีหน้าเหม่อมองไปยังทิศทางที่หญิงสาวคนนั้นเพิ่งจากไป
ภายในจวนตระกูลบัณฑิตหยู กำลังอยู่ในความโกลาหลเมื่อคุณหนูน้อยของจวนเกิดตกน้ำ
“ไปตามหมอมาหรือยัง ฮือ ๆ ลูกสาวผู้น่ารักของข้าเหตุใดจึงได้เกิดเหตุการณ์ร้ายเช่นนี้ได้” เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจดังมาจากหญิงสาว ผู้กำลังตระกองกอดร่างของหนูน้อยวัยสี่ขวบที่กำลังนอนหายใจแผ่วเบา
“เหตุใดเจ้าไม่พาหลานของข้าไปเปลี่ยนชุด มัวแต่ร้องไห้อยู่นั่นหากนางอาการหนักมากกว่าเดิม ก็ต้องโทษแม่ไม่ได้ความอย่างเจ้านี่แหละ” เสียงอันมีอำนาจของหญิงวัยห้าสิบตวาดหญิงสาวคนนั้นดังลั่น จนนางและบ่าวรับใช้พากันตัวสั่นอย่างครันคร้าม
“เจ้ารีบมาช่วยข้าเร็ว” หญิงสาวจึงได้รู้สึกตัว
หลังจากที่นางและบ่าวรับใช้จัดการเช็ดตัวรวมถึงเปลี่ยนชุดให้เด็กหญิงเรียบร้อย ก็ประจวบเหมาะมีหมอผู้เฒ่าท่านหนึ่งเดินตามเด็กรับใช้อีกคนเข้ามาพอดี
หลังหมอชราตรวจอาการของเด็กหญิง เขาก็เขียนใบสั่งยาส่งให้ฮูหยินเจ้าของจวน
จากนั้นก็รีบร้อนจากไป ‘เด็กคนนี้หากพ้นคืนนี้ก็รอด หากไม่เห็นทีคนผมขาวต้องส่งคนผมดำเสียแล้ว’ เขาคิดอย่างเสียดาย ทว่าหมอเฒ่าไม่คิดเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้ออกมาแม้ครึ่งคำ
ร่างกายน้อยผู้นอนอยู่บนเตียงตัวร้อนดั่งเปลวเพลิง ใบหน้าเล็กแดงก่ำผู้เป็นมารดาได้แต่คอยเช็ดตัว ป้อนยาสีหน้าแสดงความเศร้าหมอง
ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าก็มีสีหน้าย่ำแย่ไม่แพ้กัน เนื่องจากเด็กน้อยเป็นหลานเพียงคนเดียวของตระกูล
อีกทั้งในเวลาปกติเด็กหญิงก็ช่างเจรจา ออดอ้อนเก่งทำให้นางรู้สึกเอ็นดูอยู่ไม่น้อยทีเดียว
ท่ามกลางความเงียบ เสียงเปิดประตูห้องของเด็กน้อยก็ดังขึ้น พร้อมกับการมาของชายหนุ่มร่างผอมสูงผิวขาวใบหน้าหล่อเหลา
“ท่านแม่ เสี่ยวอันเป็นยังไงบ้างขอรับ” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเป็นห่วงเช่นเดียวกับแววตาที่มองไปยังร่างเล็กของบุตรสาวผู้นอนไม่ได้สติ
“ไข้ขึ้นสูง ยังไม่ฟื้นเลยช่วงนี้เป็นฤดูเหมันต์เจ้าก็รู้ นางพลัดตกลงไปในน้ำอันเย็นจัดกว่าจะถูกช่วยขึ้นมา” หญิงชรากล่าวเสียงเนิบพลางถอนใจดวงตาเต็มไปด้วยความหม่นเศร้า
“ นางจะต้องไม่เป็นอะไรขอรับ” ชายหนุ่มผู้นั้นกล่าวเสียงเบาอย่างคาดหวัง
หญิงสาวผู้กำลังเช็ดตัวให้บุตรตัวน้อย เมื่อได้ยินคำพูดของสามีน้ำตาของนางก็ไหลออกมาอีกครั้ง
หยาดน้ำอุ่นร้อนตกลงกระทบบนหน้าเล็กของเด็กหญิงผู้ที่กำลังนอนคิ้วขมวดเข้าหากัน
เสียงพึมพำไม่ได้ศัพท์ดังออกมาจากปากแดงเล็ก ทำให้คนสามคนภายในห้องต่างพากันมองไปยังเธอเป็นตาเดียว
อันอันพยายามจะลืมตาตื่น ทว่าไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่เปลือกตาก็รู้สึกหนักอึ้ง ‘ร่างกายเป็นของฉัน แกต้องทำตามที่เจ้าของต้องการสิ’ อันอันคิดอย่างไม่ยอมแพ้
จนในที่สุดเด็กน้อยก็เปิดเปลือกตาของตนได้สำเร็จ ทันทีที่ลืมตาตื่นและปรับดวงตาอยู่สักครู่
“เหวอ!” เด็กน้อยส่งเสียงร้องอย่างตกใจ เมื่อเห็นใบหน้าของคนสามคนที่ตนไม่เคยเห็นหรือรู้จักมาก่อน อยู่ในระยะประชั้นชิด
‘เราโดนลักพาตัวมาอย่างนั้นเหรอ แย่แล้วจะหนีออกไปได้ยังไง นะนั่นผู้หญิงคนนั้นยกมือเข้ามาใกล้ใบหน้าของเราด้วย’ อันอันคิดอย่างหวาดหวั่น
ทว่า แปะ ‘ความอบอุ่นนี้มันคืออะไรกัน เราจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนแต่มันก็นานมากแล้ว
“ท่านแม่ ยาได้ผลแล้วเจ้าคะ เสี่ยวอันไข้ลดลงแล้ว” น้ำเสียงของหญิงสาวคนนั้นเต็มไปด้วยความโล่งใจ
“อย่าร้อง” น้ำเสียงอันแหบแห้งของเด็กหญิงรู้สึกปวดใจยามเห็นหญิงคนนี้หลั่งน้ำตาเอ่ยห้ามออกมา แต่ก็ต้องตกใจกับเสียงอันแหบแห้งของตน
‘ทำไมเสียงของเราเหมือนเป็ดเลยล่ะ เจ็บคอด้วยฮือ ๆ เกิดอะไรขึ้น อ่ะ! น้ำตาไหลออกมาได้ยังไง’ หนิงอันรู้สึกมึนงงไม่รู้ว่าเกิดอะไรกับตัวเอง เนื่องจากดูเหมือนว่าในตอนนี้เธอคล้ายไม่ใช่เธอ
“อันอันเด็กดี ลูกปลอดภัยก็ดีแล้วไม่ต้องร้องไห้นะ พ่อจะอยู่กับเจ้า” เสียงอันอ่อนโยนดังมาจากริมฝีปากบางของชายหนุ่มรูปงามทำให้หนิงอันอ้าปากเหม่อมองชายหนุ่มจนตาค้าง
“เจ้าลูกบ้า เจ้าทำอะไรให้หลานสาวของข้าตกใจ” หญิงชราตวาดบุตรชายเสียงดัง จากนั้นนางก็ส่งเสียงไอเพราะใช้เสียงมากเกินไป
“ท่านแม่ใจเย็น ๆ ขอรับอย่าโกรธ หากท่านเกิดป่วยขึ้นมาอีกคนพวกเราจะทำอย่างไร” ชายหนุ่มรีบปลอบมารดาอย่างเอาใจ
หนิงอันมองคนทั้งสามไปมา อย่างมึนงง ในขณะเดียวกันก็ได้ปรากฏภาพบางอย่างในสมองของเด็กหญิง
“มะ….ไม่! ไม่จริง” จู่ ๆ อันอันก็ตะโกนขึ้นเสียงดัง ใบหน้าเริ่มซีดเผือด
“ตามหมอ พวกเจ้ารีบไปตามหมอ” ชายหนุ่มเจ้าของจวนรีบตะโกนขึ้นเสียงดังสั่งบ่าวรับใช้ที่อยู่หน้าห้อง หลังเห็นอาการของเด็กหญิง
“เสี่ยวอันลูกรัก เจ้าเป็นอะไรบอกแม่มา” หญิงงามกอดลูกน้อยแนบอกน้ำตาร่วงเผาะ ถามไถ่เด็กหญิงอย่างเป็นห่วง
“เด็กดี เจ้าบอกย่ามาว่าเป็นอะไร ย่าจะตามหมอมารักษาเจ้า” หญิงชรานำมือที่เริ่มมีริ้วรอยลูบหัวเล็กของหลานสาวอย่างอ่อนโยนกล่าวเสียงเศร้า
ทำให้หนิงอันเริ่มรู้สึกตัว เธอจึงมองพวกเขาด้วยสายตาแห่งความสำนึกผิด “ข้าขอโทษเจ้าคะ ขอโทษที่ทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อน” เด็กหญิงเอ่ยปากคล้ายกำลังจะร้องไห้
“เจ้าไมได้ทำอันใดเลยลูกรัก แค่เจ้าปลอดภัยก็พอ” ชายหนุ่มผู้นั้นบอกกับลูกสาวเสียงอ่อน ดวงตาทอประกายรักใคร่
“ท่านพ่อ! ฮือ ๆ ข้าผิดต่อท่านแล้ว” หนิงอันเรียกชายหนุ่มตามสัญชาตญาณพร้อมกับร้องไห้โฮจนตัวโยน
คนทั้งสามได้แต่มองหน้ากันไปมา เนื่องจากพวกเขาไม่เข้าใจว่าบุตร หลานตัวน้อยหมายความถึงเรื่องอะไร หนิงอันร้องไห้อยู่ในอ้อมอกของมารดาเนิ่นนานจนผล็อยหลับไป
“นางหลับไปแล้วเจ้าค่ะ” หญิงสาวกล่าวเสียงเบาในขณะเช็ดน้ำตาให้ลูกน้อยไปด้วย
“นางคงจะเพ้อเพราะผิดไข้นั่นแหละ ให้หลับไปสักพักก็ดี” หญิงชรากล่าวเสียงเนิบ พร้อมกับขยับตัวออกห่างจากเตียงโดยมีบุตรชายกับหญิงผู้รับใช้อาวุโสเข้ามาช่วยพยุง
ภายในความฝันของหนิงอัน ในตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเองจากคำบอกเล่าของเด็กหญิงตัวน้อยเจ้าของร่างเดิม
“ข้าขอโทษ และรับปากกับเจ้าว่านับตั้งแต่นี้ต่อไปข้าหนิงอันจะขอดูแลครอบครัวนี้แทนเจ้าเอง” หนิงอันในร่างเล็กรับปากกับบุคคลในฝันผู้มีใบหน้าเหมือนตน
ครั้นแล้วเธอก็ลืมตาตื่น หลังจากปรับสายตาสักพักก็พอมองเห็นแสงสว่างอันเลือนรางได้จากแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง เด็กหญิงพยายามลุกขึ้นนั่งเพื่อไม่ให้คนที่นอนเฝ้ารู้ตัว
ท่ามกลางแสงจันทร์อันสลัวเด็กหญิงจึงได้เดินไปหากระดาษกับพู่กันตามที่เธอเคยจดจำได้ จากนั้นก็ลงมือเขียนในสิ่งที่ตัวเองคิดเอาไว้ออกมาหลังจากเป่าจนหมึกแห้งเธอก็พับกระดาษใส่เอาไว้ในอกเสื้อ
“กรรมของข้าแล้วสิ ไม่น่าเลยหากรู้แบบนี้เขียนให้ครอบครัวนี้ไม่ต้องประสบเคราะห์กรรมหนักขนาดนี้ก็ดี” หนิงอันบ่นพึมพำพลางถอนใจอย่างปลงตก
#### น้องจะเอาตัวรอดได้ยังไงล่ะทีนี้ ฝากเป็นกำลังใจด้วยนะคะ
ข้าลิขิตใหม่ก็ได้
ในขณะที่หนิงอันกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย “ลูกรักของแม่ เจ้าอย่าเป็นอะไรนะ” เสียงนั้นดังขัดความคิดของเธอ ทำให้เด็กหญิงรีบลุกจากเก้าอี้เดินมายังเตียงนอนพร้อมปีนกลับขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
“ละเมอหรอกเหรอ” เด็กหญิงมองไปยังใบหน้าของหญิงสาวที่เป็นมารดาของร่างเดิมอย่างสงสารและเห็นใจ
“ต่อไปนี้ท่านคือแม่ของข้า” อันอันกล่าวออกมาอีกครั้ง จากนั้นเธอก็หลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน
เช้าวันต่อมา เสียงนกส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ทำให้ร่างเล็กขยับเปลือกตาก่อนจะลืมตากลมโตมองเพดานห้องนอนอย่างครุ่นคิด ว่าเรื่องเมื่อคืนของตนเป็นเพียงฝันหรือเรื่องจริงกระนั้นเจ้าตัวจึงได้หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาซึ่งเป็นลายมือของเธอไม่ผิดแน่
“คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ ข้าน้อยจะไปเรียนฮูหยิน” สาวใช้อายุเจ็ดปีกล่าวอย่างดีใจ พร้อมก้าวเท้าวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วโดยที่อันอันได้แต่มองตามตาปริบ ๆ
‘อะไรจะรวดเร็วปานนั้นแม่คู๊ณ’ อันอันได้แต่มองตามแผ่นหลังของร่างนั้นโดยไม่ทันได้ปริปาก
เด็กหญิงกึ่งนั่งกึ่งนอนเอาหลังพิงหัวเตียงอยู่สักพัก ก็ได้ยินเสียงเอะอะมาจากทางประตู
“ลูกรักของแม่เจ้าฟื้นแล้ว ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์” หญิงสาวรูปร่างอรชร ใบหน้ารูปไข่ ผมสีดำเกล้าขึ้นปักปิ่นเรียบร้อยงดงาม รีบก้าวเท้าเดินเข้ามากอดเด็กหญิงที่หันมามองเธอพร้อมรอยยิ้มบางอย่างรวดเร็ว
“ท่านแม่ ข้าขอโทษนะเจ้าคะที่ทำให้ท่านเป็นกังวล” เด็กหญิงตัวน้อยกระชับอ้อมกอดของตนกับมารดาแน่นกล่าวเสียงเบา
“แม่ไม่เป็นอะไรจ้ะ ขอแค่ลูกปลอดภัยก็พอ” หญิงงามกล่าวปลอบลูกเสียงอ่อน
สองคนแม่ลูกต่างสนทนากันอยู่สักพัก หญิงชราก็เดินเข้ามาโดยมีบ่าวช่วยประคองไม่ห่างกาย
“หลานสาวของย่าเจ้าหายดีแล้วอย่างนั้นหรือ” หญิงชรานั่งลงข้างเตียงของเด็กหญิงถามออกมาในขณะเดียวกันอันอันก็โผเข้ากอดร่างอวบของย่าแน่น
“ท่านย่า อันอันหายดีแล้วเจ้าคะ ข้าคิดถึงท่านมากเลย” เด็กหญิงกล่าวเสียงหวาน แม้จะคล้ายว่าประจบแต่คำพูดนั้นออกมาจากใจทุกคำ เนื่องจากหญิงชราคนนี้เหมือนกับยายที่เสียไปราวพิมพ์เดียวกัน
‘จะว่าไปท่านแม่ก็ดูคล้ายแม่ของเราจากภาพถ่าย ส่วนท่านพ่อเมื่อวานยังเห็นไม่ชัด’ หนิงอันคิด
“ปากน้อย ๆ ของเจ้านี่ช่างหวานปานน้ำผึ้งเสียจริง อยากได้อะไรล่ะบอกย่ามา ยกเว้นดาวกับเดือนแล้ว ย่าจะเอามาให้” หญิงชราลูบหัวเล็กของหลานสุดที่รักกล่าวเอาใจ
“ข้าไม่ได้หวังอะไรสักหน่อย ข้าคิดถึงท่านย่าจริง ๆ นะเจ้าคะ” หนิงอันยู่หน้า แลบลิ้นน้อยออกมา ทำให้หญิงต่างวัยที่อยู่ภายในห้องหัวเราะให้ท่าทางของเด็กหญิงอย่างเอ็นดู
เสียงหัวเราะดังออกมาจนถึงด้านนอก ทำให้ชายหนุ่มผู้กลับมาถึงจวนรู้สึกได้ถึงความสุข
“หัวเราะอะไรกันหรือขอรับ เสียงดังออกไปจนถึงหน้าประตูเชียว” ชายหนุมรูปงามในชุดขุนนางขั้นสองตำแหน่งเสนาบดีสำนักตรวจราชการ เดินส่งเสียงมาก่อนตัว
“หัวเราะท่าทางทะเล้นของบุตรสาวเจ้านะสิ” หญิงชราตอบเสียงเนิบใบหน้ายังแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม
“ท่านพ่อ!” หนิงอันเรียกบุรุษหนุ่มเสียงดังอย่างดีใจ ‘เราได้กลับมาอยู่กับครอบครัวของตนใช่ไหม ดีใจจัง ขอบคุณนะเด็กน้อย’ อันอันคิดอย่างยินดี แม้ว่าจะต้องเผชิญชะตากรรมคราวเคราะห์เธอก็ไม่หวั่น
“ว่ายังไงลูกรัก เจ้าหายดีแล้วอย่างนั้นหรือ” หยูเจียงเดินเข้าไปใกล้ลูกสาวตัวน้อยเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน
“หายแล้วเจ้าค่ะ ตะ….แต่ว่าข้ามีเรื่องไม่สบายใจยิ่งอยากจะบอกท่าน” เด็กหญิงหลุบตาลงต่ำ น้ำเสียงลังเล
เนื่องจากเธอตัดสินใจดีแล้วที่จะหลีกเลี่ยงหายนะตามเนื้อเรื่องที่ตนเขียน
ผู้ใหญ่ในบ้านทั้งสามคนต่างมองหน้ากันไปมา จากนั้น “พวกเจ้าออกไปให้หมด ปิดประตูด้วย กวนมามาเจ้าไปเฝ้าหน้าประตูอย่าให้ใครแอบฟัง” เสียงอันเต็มไปด้วยอำนาจของหญิงชราเอ่ยไล่ข้ารับใช้ภายในห้อง
“เจ้าค่ะ นายหญิงผู้เฒ่า” หญิงรับใช้ผู้สูงวัยรับคำ ก่อนจะถอยร่นออกไปจากเรือนนอนของเด็กสาวตัวน้อย
“หลานรัก เจ้ามีอะไรก็พูดออกมาเถอะ” ผู้สูงวัยหนึ่งเดียวกล่าวเนิบช้าลูบหัวเล็กของเด็กหญิงอย่างรักใคร่
“ท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่เจ้าคะ มันอาจจะเหลื่อเชื่อสักหน่อย ตะ..แต่ข้าฝันเจ้าค่ะ ในฝันมีท่านปู่คนหนึ่งมาบอกข้าว่าให้ท่านพ่อรีบไปลาออกจากราชการซะภายในวันพรุ่ง หาไม่ครอบครัวของพวกเราจะล่มจม ยากไร้ไม่มีแม้แต่ข้าวสารกรอกหม้อ
ในฝันนั้นข้ากลัวมาก ท่านปู่ยังย้ำอีกว่าให้เก็บสิ่งของมีค่าซ่อนให้ดี เดินทางไปอยู่ชนบทเสีย หากใครจะหัวเราะว่าตกอับก็ปล่อยเขา ให้รักษาชีวิตรอดเอาไว้ก่อน” หนิงอันรีบกล่าวออกมาอย่างหวาดกลัวน้ำตาคลอหน่วย
จากนั้นนางก็โผเข้ากอดมารดาเอาหัวเล็ก ๆ นั้นซบอกของผู้เป็นแม่แนบแน่นทำตัวสั่น ในขณะเดียวกันก็คอยชำเลืองมองใบหน้าของคนทั้งสามไปด้วย
ผู้ใหญ่ในบ้านต่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกับคำพูดของคนตัวเล็ก ดังนั้นหนิงอันจึงได้เปิดไม้เด็ดทันที
“ท่านปู่ยังบอกอีกว่าหากพวกท่านยังไม่เชื่อ ให้บอกว่าในตอนนี้หลานชายตระกูลหยูได้มาเกิดแล้ว” เด็กน้อยกล่าวออกมาท่าทางไร้เดียงสากระพริบตาปริบ ๆ ทั้งที่มือยังไม่คลายจากอ้อมกอดอันอบอุ่นของมารดาผู้เบิกตากว้างหลังได้ยินคำกล่าวของบุตรตัวน้อย
ผิดกับหยูเจียง ชายหนุ่มรีบลุกจากเก้าอี้วิ่งออกไปหน้าห้องทันที
“พ่อบ้านรุ่ย ท่านรีบให้คนไปตามหมอมาด่วนที่สุด” เจ้านายหนุ่มสั่งการอย่างรวดเร็ว
หมอเฒ่าอกสั่นขวัญแขวนเป็นอย่างมากที่ถูกจวนขุนนางตามตัวกลับมาในวันรุ่งขึ้น
กระนั้นสิ่งที่เขาคิดกับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อเขาก้าวเท้าเข้าไปภายในห้องนอนของเด็กหญิง ก็เห็นว่านางนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่สนทนากับมารดาอย่างปกติแตกต่างจากสภาพที่เห็นเมื่อวานเป็นคนละคน
“ใต้เท้าไม่ทราบว่า” หมอชราชำเลืองมองท่าทางของขุนนางหนุ่มเปิดปากถามอย่างระวัง
“ท่านหมอรบกวนช่วยตรวจชีพจรฮูหยินของข้าสักหน่อยเถอะพักนี้ข้าเห็นว่านางดูอิดโรยไม่น้อย”
“ขอรับ”
หยวนฟานรู้สึกเขินอายเป็นอย่างมาก เนื่องจากนางไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองมีอาการคล้ายคนตั้งครรภ์ ทว่าสามีของนางก็ยังคงเอาใจใส่ยอมเชื่อคำพูดของบุตรสาว
ใบหน้าของหมอชราเริ่มแสดงสีหน้าดีใจ และผ่อนคลาย “ข้าน้อยขอแสดงความดีใจกับใต้เท้าด้วยขอรับ ฮูหยินของท่านมีชีพจรมงคล ทว่าอายุครรภ์ยังอ่อนนักในช่วงนี้ต้องระวังให้มาก ข้าจะเขียนใบสั่งยาให้เดี๋ยวนี้”
ขุนนางหนุ่มจับมือฮูหยินของตนแน่น จากนั้นเขาก็สั่งพ่อบ้านตบรางวัลให้กับหมอชรา คล้อยหลังหมอเฒ่าเดินจากไป
หลังจากเรื่องยินดีผ่านพ้นไป คนทั้งสามภายในห้องก็มีสีหน้าหนักใจอีกครั้ง “ท่านแม่ พวกเราควรทำอย่างไรดี” หยูเจียงกล่าวกับมารดาเสียงเครียด
“ท่านพ่อเจ้าคะ ท่านปู่ยังบอกมาอีกว่าหากท่านยังอยากรับราชการอีกละก็ ช่วยรอให้ข้าเติบโตจนถึงวัยปักปิ่นเสียก่อน เมื่อนั้นตระกูลของเราถึงจะปลอดภัย” หนิงอันจำเป็นต้องอุปโลกน์ท่านปู่ผู้ไม่มีตัวตนออกมาอีก ทว่าภายในใจนั้น (ข้าพูดทุ่มเทจนหมดหน้าตักแล้ว เชื่อข้าเถอะ)
ส่วนความคิดอีกด้าน ‘ขอโทษด้วยนะ เหล่าตัวเอกเห็นทีว่าข้าคนนี้คงต้องลิขิตชะตาของตนขึ้นมาใหม่เสียแล้ว ขอยืมวาสนาของพวกเจ้าก่อนก็แล้วกัน’
“เจ้าไปทำตามที่พ่อของเจ้าบอกกับอันอันมาเถอะ วันพรุ่งรีบไปลาออกซะ อ้างว่าข้าล้มป่วยตรอมใจที่เห็นหลานสาวเจ็บไข้อาการเป็นตายเท่ากัน จำต้องเดินทางกลับหมู่บ้านชนบท” หญิงชราสั่งบุตรชายหลังจากไตร่ตรองดีแล้ว
‘โชคดีที่ว่าราชวงศ์เยว่มีฮ่องเต้ผู้ยึดมั่นในความกตัญญูเป็นหลัก ถึงแม้ว่าคนผู้นั้นจะเอาแต่ใจเกินไป หูเบามากไปหน่อยก็เถอะ’ หญิงชราคิด
โดยไม่ได้รู้เลยว่าลักษณะผู้นำของตนเป็นแบบนี้เกิดมาจากน้ำมือของเด็กหญิงผู้กำลังมองตัวเองตาแป๋ว
“เจ้าตัวน้อยยังมีอะไรอีกอย่างนั้นหรือ” หญิงชราถามหลานสาวผู้คล้ายอยากจะพูดอะไร แต่ไม่ยอมเอ่ยคำ
“ท่านย่า ให้พ่อบ้านรุ่ยไปตามหาชายวัยใกล้เคียงกับท่านพ่อที่ตรอกจู่เซียง เขามีชื่อว่ายงเผยให้ นำจดหมายฉบับนี้ส่งให้เขาเจ้าคะ” หนิงอันตัดสินใจกล่าวออกมาในที่สุด พร้อมกับนำจดหมายที่ตนได้แอบเขียนเอาไว้ช่วงที่รู้สึกตัวก่อนฟ้าสางออกมา
“เจ้าเป็นคนเขียนเองอย่างนั้นหรือแล้วเขียนไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” หญิงชราถามอย่างสงสัย หลังจากเปิดอ่านจดหมายที่หลานสาวส่งให้
ลายมือนั้นเป็นระเบียบเรียบร้อยหนักแน่น ไม่คล้ายลายมือของเด็กเล็กอีกทั้งหลานของนางนอนป่วยอยู่
อันอันสะดุ้งดีที่ไม่มีใครจับสังเกตทัน ก่อนที่เจ้าตัวจะพยักหน้าจริงจัง “เจ้าคะ ท่านปู่จับมือของข้าเขียนในฝัน รวมถึงยังกำชับมาด้วยว่าจะรอท่านอยู่ที่สะพานไน่เหอตามที่ได้สัญญาไว้” เด็กหญิงสบตากลมโตของตนกับดวงตาอันรื้นขึ้นเต็มไปด้วยหยาดน้ำของหญิงชรา
ภายในใจนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ‘ข้าขอโทษนะเจ้าคะท่านย่า เอาไว้ข้าคนนี้จะตอบแทนท่านเป็นอย่างดีที่ต้องทำให้ท่านหลั่งน้ำตา’
“ปู่ของเจ้าบอกแบบนั้นเหรอ ตาแก่นี่ยังไม่ยอมไปเกิดอีก” หญิงชรายกชายเสื้อซับน้ำตากล่าวเสียงเบา
“ท่านย่าเจ้าคะ สะพานไน่เหอคือสถานที่ใด ข้าบอกให้ท่านปู่พาข้าไปดู แต่เขาปฏิเสธเสียงแข็งบอกว่ายังไม่ถึงเวลา” คำกล่าวของหนิงอันทำให้หญิงชราคลายความเศร้าเปลี่ยนเป็นตกใจทันที
“หนูยังไปไม่ได้นะลูก” หยวนฟานเดินเข้ามาโอบกอดลูกสาวกล่าวอย่างหวาดกลัว
“ตาแก่นั่นเอาใหญ่แล้ว กล้ามาพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าหลานได้ยังไง เมื่อไหร่ที่ข้าได้พบเขานะจะตีให้หัวแตกเลย” หญิงชรากล่าวอย่างแค้นเคือง
หนิงอันได้แต่ก้มหน้าลงอีกครั้ง กล่าวในใจถึงผู้ลาลับ ‘ท่านปู่อภัยให้ข้าด้วยนะเจ้าคะ ข้าแค่ไม่อยากให้ท่านย่าเป็นทุกข์เรื่องของท่านเพียงเท่านั้น’
เช้าวันต่อมาก่อนจะถึงเรื่องราวที่ฮ่องเต้สั่งลงโทษเนรเทศครอบครัวหยูสองสัปดาห์
หยูเจียงได้ยื่นหนังสือลาออกพร้อมถอดหมวกต่อหน้าพระพักตร์ด้วยเหตุตามที่มารดาแนะนำ
เมื่อเรื่องนี้ได้ถูกเปิดเผยออกมา จึงทำให้มีผู้คนต่างแซ่ซ้องในความกตัญญูของคนผู้นี้เป็นอย่างมาก ด้านฝ่าบาทก็ประทานข้าวของเงินทองให้กับเขาอีกสองหีบใหญ่
ทว่าชายหนุ่มได้ปฏิเสธออกไป “ฝ่าบาท ข้าน้อยรู้สึกซาบซึ้งถึงพระมหาธิคุณนี้เป็นล้นพ้น ดังนั้นกระหม่อมจึงขอรับไว้แค่ความเมตตาพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ยิ่งรู้สึกพอใจในการกระทำของเขาเพิ่มขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว จึงทำให้ปิดโอกาสผู้ที่คิดจะยื่นฎีการ้องเรียนหยูเจียงจำต้องล่าถอย
ในเมื่อคนผู้นั้นชิงลาออกไปก่อน ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้เรื่องราวใหญ่โต
ทางด้านพ่อบ้านรุ่ย เมื่อตามหาคนเจอแล้ว เขาก็ส่งจดหมายจากคุณหนูน้อยให้คนผู้นี้ตามคำสั่ง
ยงเผย เปิดจดหมายอ่านทุกตัวอักษรในนั้นด้วยใจอันตื่นเต้น หากเป็นดั่งเช่นข้อความในจดหมาย เขายินดีเป็นวัวเป็นม้าให้เจ้าของจดหมายชั่วชีวิตอย่างซื่อสัตย์
“ข้าจะทำตามที่ท่านผู้นั้นต้องการ รบกวนเจ้าไปเรียนนายท่านด้วยว่าอีกห้าวัน ข้าจะนำรถม้าที่ท่านต้องการไปส่งยังหน้าจวนด้วยตัวเองทั้งสามคัน” ชายวัยเดียวกับพ่อบ้านตอบอย่างนอบน้อม
พ่อบ้านรุ่ยกำลังคิดอยากจะแก้ไขความเข้าใจผิด ทว่าหลังจากไตร่ตรอง พ่อบ้านวัยกลางคนจึงคิดว่าให้คนผู้นี้เข้าใจผิดต่อไปก็ดีเหมือนกัน
ใครจะคิดว่าลายมือในจดหมายเป็นของเด็กหญิงวัยสี่ขวบ แม้แต่ตัวเขาขนาดเห็นเองกับตาก็ยังไม่อยากเชื่อ
ห้าวันต่อมา ภายในจวนหลังใหญ่ในตอนนี้ได้อ้างว้างมากกว่าเดิมแม้ในเวลาปกติคนจะน้อยกว่าจวนขุนนางใหญ่ท่านอื่นอยู่แล้วก็ตาม
“คุณหนูขอรับคนผู้นั้นนำรถม้า มาแล้วพร้อมกับพาคนขับอีกสองคนมาด้วย” พ่อบ้านรุ่ยเดินเข้ามาเรียนคุณหนูตัวน้อยที่กำลังเดินตรวจตราสิ่งของคล้ายผู้ใหญ่
“ข้าจะออกไปพบเขาเจ้าค่ะ” หนิงอันเดินนำพ่อบ้านวัยกลางคนโดยมีเด็กรับใช้วัยเจ็ดขวบตามติดไม่ห่างกาย
หน้าจวนของอดีตท่านเสนาบดีสำนักตรวจราชการของฮ่องเต้ในยามนี้ ได้มีชายหนุ่มร่างใหญ่หนึ่งคน กับสองเด็กหนุ่มยืนอยู่ข้างรถม้าสภาพกลางเก่ากลางใหม่สามคัน ทั้งสามยืนรอคนภายในจวนอย่างเรียบร้อย
เสียงบานประตูสีแดงเปิดออก เด็กหญิงตัวน้อยเดินมาหยุดยืนต่อหน้าชายรูปร่างองอาจคนนั้น แต่ทว่าใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยหนวดเครารกครึ้ม
“ท่านคือยงเผยใช่หรือไม่เจ้าคะ” เสียงหวานใสของเด็กหญิงในขณะที่มือน้อยจับชายเสื้อของเขากระตุกเบา ๆ
ยงเผยก้มหน้าลงมามองใบหน้าน้อยของเด็กหญิง ที่กำลังแหงนหน้ามองตนอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก
“ใช่ ข้าคือยงเผย หนูน้อยเจ้าเป็นใครกัน” ชายหนุ่มรูปร่างใหญ่เอ่ยถามร่างเล็กจ้อยผู้ที่กล้าสบตาตนอย่างไร้อาการหวาดกลัวอย่างสนใจ
“ท่านยงขอรับ คุณหนูน้อยผู้นี้คือคุณหนูใหญ่ของจวนเรา คือคนที่ให้ข้าไปส่งจดหมายให้กับท่าน” พ่อบ้านรุ่ยกล่าวแนะนำคุณหนูของตน ในขณะเดียวกันก็เปิดเผยเรื่องของจดหมายออกมาด้วย
“ท่านล้อข้าเล่นอย่างนั้นหรือ เด็กตัวเท่านี้จะมารู้เรื่องของข้าได้ยังไง” แม้คำพูดจะดูสุภาพกับผู้สูงวัยทว่าแววตาของเขานั้นกลับคมกริบดุจกระบี่
“ท่านอาใจเย็นก่อนเจ้าคะ เรื่องในจดหมายนั้นจะเป็นจริงหรือเท็จ เมื่อท่านติดตามข้าไปจนถึงเมืองซานไห่ข้ารับรองได้ว่าท่านจะรู้คำตอบเอง” หนิงอันกล่าวอย่างใจเย็นผิดกับอายุ
ทำให้ผู้ที่อยู่ด้วยกันหลายคนในตอนนี้ ต่างมองไปทางเด็กหญิงด้วยความประหลาดใจ
ยงเผยมองสบเข้าไปยังดวงตากลมของเด็กหญิง ผู้ที่ไม่มีทีท่าว่าจะหลบตา หนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งเด็กเล็กต่างจ้องตากันอยู่สักพัก
“ได้ ข้าจะลองเชื่อเจ้าดูสักครั้ง แต่ข้าขอเตือนหากข้อความในจดหมายไม่เป็นความจริง เจ้าต้องเตรีมรับกับสิ่งที่ตนเองก่อด้วยเช่นกัน” ยงเผยกล่าวข่มขู่ หนิงอันแย้มยิ้ม
“ท่านย่อมไม่ผิดหวัง แต่ข้าขอเตือนท่านสักหน่อย ท่านอาหญิงนั้นหาได้ง้อง่ายไม่ เมื่อนั้นท่านอาจจะต้องให้ข้าช่วยก็ได้” คำกล่าวของหนิงอันทำให้ชายหน้าดุหนวดกระตุก
‘ข้ายงเผย อดีตหัวหน้านายกอง โดนเด็กตัวเล็กข่มขู่อย่างนั้นเหรอ นางหนูคนนี้ใจใหญ่เกินไปแล้ว’
เสียงหัวเราะอันรื่นเริงดังขัดจังหวะของชายหน้าหนวด “เสี่ยวจือ! เจ้าหัวเราะอะไร” ยงเผยตวาดเด็กหนุ่มวัยสิบหกอย่างโมโห
“เปล่าขอรับ ท่านอาจารย์ ข้าแค่นึกเรื่องขำขันได้ก็เลยหัวเราะเพียงเท่านั้น ใช่ไหมเสี่ยวเทา” เด็กหนุ่มตอบกลับเสียงกลั้วหัวเราะเช่นเดียวกับสหายของตนอีกคน ที่กำลังยืนยิ้มอยู่เช่นกัน
หยูหนิงอันมองไปยังเด็กหนุ่มคนนั้น ‘เขาก็คือจือฉีสินะ ในอนาคตจะเป็นจอมยุทธ์ชื่อดัง ผู้ช่วยมือหนึ่งของตัวร้าย ไม่ได้! ข้าจะต้องแก้ไขชีวิตของเขาเช่นกัน เพราะจุดจบตัวร้ายไม่มีดีสักคน
ส่วนอีกคนมู่เทาอย่างนั้นเหรอ สองคนนี้จะแตกคอกันเพราะผู้หญิง เฮ้อ! ข้าทำไมซวยอย่างนี้ เอาเถอะในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ค่อย ๆ แก้กันไปต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กหนุ่มทั้งสองด้วยจะได้ไม่ตกหลุมพรางใครง่าย ๆ’
#### โปรดติดตามและให้การสนับสนุนน้องด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
คิดสิคิด
ในจังหวะที่หนิงอันกำลังมองพิจารณาเด็กหนุ่มทั้งสองอยู่ “คุณหนู นายท่านเรียกหาเจ้าคะ” เด็กสาวรับใช้วัยสิบสามปีกระซิบข้างหูผู้เป็นนายเสียงเบาเมื่อเดินมาถึงหน้าประตูเรือน
หนิงอันพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหันหน้าไปสั่งพ่อบ้านวัยกลางคนอย่างสุภาพ “ท่านพ่อบ้านรุ่ย รถม้าทั้งสามคันในช่องลับให้แบ่งสิ่งของที่ข้าจัดเรียงไว้ใส่ลงไปเท่า ๆ กัน เรื่องนี้ท่านต้องเป็นผู้ตรวจสอบอย่าให้ตกหล่นนะเจ้าคะ”
“ข้าน้อยทราบแล้วขอรับ” พ่อบ้านวัยกลางคนรับคำ เนื่องจากเขารู้ดีว่าสิ่งที่คุณหนูจัดเตรียมไว้นั้นมีอะไรบ้าง ของมีค่ามีอยู่ไม่มากหากเทียบกับหมึก กระดาษ ตำราของนายท่านที่ล้วนเป็นของมีค่าสำหรับบัณฑิต
ย้อนกลับไปในขณะที่หนิงอัน ปรึกษาคนในครอบครัวในการจัดเก็บข้าวของ
“ท่านแม่เจ้าคะ บ้านเรามีบ่าวรับใช้กี่คน มีทรัพย์สินอยู่เท่าไหร่” เด็กหญิงกางกระดาษเตรียมหมึก พู่กันเพื่อจดอย่างตั้งใจ
“มีบ่าวรับใช้ ก็พ่อบ้านรุ่ย กวนมามา ไป๋หลาน หมู่ตาน ป้าป๋าย ลุงย่วน ย่วนเฉา จวนเรามีคนเพียงเท่านี้แหละจ้ะ ส่วนทรัพย์สินนั้นก็มีไม่มาก
เจ้าก็น่าจะรู้ดีว่าพ่อของเจ้านั้นเป็นคนเช่นไร” หญิงสาวตอบลูกน้อยตามตรง แม้ว่าจะแปลกใจแต่นางเพียงแค่คิดว่าลูกน้อยอาจจะได้รับคำสั่งมาจากพ่อสามีจึงได้ถามเรื่องราวเหล่านี้
หลังจากหนิงอันได้ฟัง นางก็ได้แต่ทอดถอนใจ ‘จะโทษใครได้ล่ะ เป็นเพราะข้านี่แหละที่เขียนให้ครอบครัวนี้แม้จะเป็นขุนนางขั้นสองก็ยังยากจน เพราะชายหนุ่มผู้เป็นพ่อนั้นยึดมั่นคุณธรรมเป็นหลัก แม้ได้ของพระราชทานมาก็ไม่รับ ฉันแต่งให้เขาเป็นคนดีเกินไปทำไมฟะ’ หนิงอันเอามือขยี้ผมยาวของตนที่มัดเอาไว้ลวก ๆ อย่างหงุดหงิด
“ลูกรัก ให้แม่มัดผมให้เจ้าใหม่เถอะ” ผู้เป็นแม่กล่าว หลังจากนั้นผมยาวของเด็กหญิงก็ได้เปลี่ยนเป็นทรงซาลาเปาคู่อย่างเรียบร้อย
กลับมายังสถาณการณ์ปัจจุบัน “เสี่ยวอัน การไปอยู่ชนบทอาจจะลำบากมาก พ่อต้องขอโทษลูกสำหรับเรื่องนี้ด้วย” หยูเจียงอุ้มเด็กหญิงขึ้นในอ้อมแขนกล่าวด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
หนิงอันนำมือทั้งสองข้างของตนจับไปยังใบหน้าของบิดา “ท่านพ่อเจ้าคะ ในเมื่อเรายังมีสมอง สองมือ สองเท้า ดังนั้นไม่มีที่ใดลำบากหรอกเจ้าคะ” เด็กหญิงตัวน้อยกล่าวปลอบ
“สมองอันใดของเจ้าอย่างนั้นเหรอ แล้วเจ้าไปเอาคำนี้มาจากไหน” ผู้เป็นบิดาย้อนถามสีหน้ามึนงง
“สมองคือตรงนี้เจ้าค่ะ ส่วนผู้ที่สอนลูกก็ท่านปู่อย่างไรเล่า ในความฝันท่านปู่สอนข้าเอาไว้หลายเรื่องเลยเอาไว้ข้าจะค่อย ๆ บอกท่านนะเจ้าคะ” อันอันตัวน้อยยกนิ้วชี้จิ้มมาที่หัวของตน จากนั้นนางก็กล่าวออกมาอย่างคล่องปาก
หยูเจียงผู้เป็นบัณฑิตอันดับหนึ่ง มองใบหน้าเล็กของบุตรสาวที่กำลังพูดจ้อใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มอย่างเอ็นดู
“เจ้าสองพ่อลูกจะสนทนากันอีกนานหรือไม่ พ่อบ้านรุ่ยมาบอกว่าขนสิ่งของขึ้นรถม้าเรียบร้อยแล้ว ส่วนบ่าวพวกนี้ก็ยินดีติดตามเราไปทั้งหมด มีกันแค่นี้แม่ก็เห็นด้วย จะให้ทิ้งขว้างแม่ก็เศร้าใจ เจ้าคงไม่ว่ากระไรนะ” หญิงชรา ส่งเสียงบอกบุตรชาย ในขณะเดียวกันก็กล่าวถึงเรื่องของคนรับใช้ออกมาพร้อมกันด้วย
“แล้วแต่ท่านแม่เห็นควรเถอะขอรับ แต่การที่เรากลับไปอยู่ชนบทนั้นค่อนข้างกันดารยิ่ง พวกเจ้ารับได้อย่างนั้นหรือ” ประโยคแรกชายหนุ่มตอบแม่ผู้ชรา ประโยคหลังเขาหันไปกล่าวกับบ่าวรับใช้ที่กำลังนั่งคุกเข่าก้มหน้าอย่างจริงใจ
“พวกข้าน้อยยินดีขอรับ/เจ้าค่ะ” บ่าวรับใช้ทั้งคนแก่และเด็กส่งเสียงตอบออกมาพร้อมกัน
เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเจ้านายเรือนนี้ต่างมีเมตตา ไม่มีใครคิดดูถูกหรือรังแกพวกเขาเลยสักคน
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปด้วยกัน” หยูเจียงกล่าวออกมาอีกครั้งในขณะที่ยังอุ้มลูกสาวตัวน้อยอยู่
ดังนั้นการเดินทางกลับบ้านเดิมของท่านปู่จึงได้เริ่มต้นขึ้น บ้านชนบทหลังนั้นหนิงอันไม่ได้บรรยายอะไรไว้เพราะเธอได้ให้คนครอบครัวนี้ประสบเหตุระหว่างทาง จากนั้นก็ไม่ได้กล่าวถึงอีกเลย
ในระหว่างการเดินทาง เด็กหญิงตัวน้อยจึงได้มีใบหน้าซีดเผือด ‘ซวยแล้วอันอัน ต้องรีบหาวิธีเดี๋ยวนี้’
‘คิดซิคิดว่าจะทำยังไง ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ นึกว่าในตอนนั้นเราเขียนบรรยายฉากนี้ออกมายังไง’ “ใช่แล้ว!” อันอันเผลอตะโกนออกมาหลังจากที่คิดออก
“เกิดอะไรขึ้นหรือลูก” หยวนฟานยกมือตบอกเอ่ยถามบุตรสาวออกมาอย่างตกใจ
หนิงอันทำหน้าเหรอหรา “เมื่อชั่วครู่นี้จู่ ๆ เจ้าก็พูดโพล่งออกมาทำให้แม่ของเจ้าเอ่ยถามอย่างไรเล่า ย่าเองก็ว่าจะถามอยู่เหมือนกัน” ย่าผู้ชราอธิบายอย่างเนิบช้าให้หลานสาวเข้าใจ
หนิงอันจึงได้ส่งยิ้มแหยไปทางมารดากล่าวแก้ตัว “ไม่มีอะไรเจ้าคะ เพียงแต่ข้านึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้เพียงเท่านั้น”
“เรื่องอะไรอย่างนั้นเหรอ เจ้าถึงได้ตะโกนซะเสียงดัง จนพ่อต้องขี่ม้าเข้ามาถามนี่แหละ” ชายหนุ่มผู้อยู่ในชุดเดินทางธรรมดาส่งเสียงถามผ่านทางหน้าต่างรถม้า
“ท่านพ่อมาก็ดีแล้วเจ้าคะ ข้ามีเรื่องจะปรึกษากับท่านอยู่พอดี” หนิงอันพูดขึ้นหลังจากเลิกผ้าม่านหน้าต่างของตัวรถ
สายลมปะทะเข้าใบหน้าทำให้รู้สึกชา แม้ม้าจะวิ่งไม่ได้เร็วมากนัก เนื่องจากต้องระวังครรภ์ของมารดาก็ตาม
“ตอนนี้เราอยู่ที่ไหนกันหรือเจ้าคะ ห่างจากศาลาเอ้อเทียนมากน้อยเพียงใด” เด็กหญิงเอ่ยถามออกไป ซึ่งคำพูดของเธอได้ทำให้หยูเจียงรู้สึกสงสัยไม่น้อย
“อีกหนึ่งร้อยลี้ ว่าแต่เจ้ารู้ได้อย่างไรบุตรข้าว่าเราจะต้องผ่านจุดพักม้าตรงนั้น” พ่อของเด็กหญิงถามออกมาอย่างสงสัย
“ท่านปู่บอกมาเจ้าค่ะ และท่านยังบอกเรื่องสำคัญกับข้ามาด้วย พอถึงจุดพักม้าข้างหน้าข้าจะเล่าให้ท่านฟัง”คำตอบของบุตรสาวช่างเป็นไปตามที่เขาคาด
แต่ที่หยูเจียงไม่รู้ก็คือบิดาของตนมีเรื่องอะไรอีกนี่สิ “ท่านพ่อได้โปรดอย่านำเรื่องยุ่งยากมาให้ข้าเลยนะขอรับ” ชายหนุ่มพึมพำเสียงเบา
เมื่อถึงจุดพักมาในช่วงเย็น ยงเผยกับศิษย์ทั้งสองรวมถึงบ่าวชายของครอบครัวหยูต่างเดินเข้าป่าข้างทางเพื่อไปหาฟืนมาก่อกองไฟสำหรับทำอาหาร
หนิงอันมองซ้ายมองขวาเธอจึงได้ใช้ขาสั้น ๆ ของตนเดินมาทางบิดาหนุ่มเพื่อบอกเรื่องสำคัญ
“ท่านพ่อเรื่องนี้สำคัญมาก ถึงขั้นคอขาดบาดตายเลยทีเดียวนะเจ้าคะ ท่านจงเร่งหาวิธีหลังจากฟังจบก็แล้วกัน” เด็กหญิงตัวเล็กป้องปากกระซิบกระซาบของหูบิดา
หยูเจียงเริ่มนั่งไม่ติดใบหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือดหลังฟังในสิ่งที่บุตรสาวตัวเล็กถ่ายทอดออกมา
“ปู่ของเจ้าบอกออกมาอย่างนี้จริงเหรอ มันค่อนข้างเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวนะ อีกอย่างพวกเราจำเป็นต้องเดินผ่านทางสายนั้นเสียด้วย” หยูเจียงไม่ใช่ไม่เชื่อแต่ทว่าในตอนนี้บ้านเมืองค่อนข้างสงบสุข เหตุใดจึงมีโจรภูเขาได้กัน
“ในตอนนั้นข้าเองก็กลัวมากเมื่อท่านปู่เอ่ยถึงเรื่องนี้เพราะขึ้นชื่อว่าโจรขนาดข้าอายุเท่านี้ยังรู้เลยว่าพวกเขาย่อมไม่ใช่คนดี ท่านรีบหาทางเถอะ” หนิงอันกล่าวเสียงสั่นน้ำตาคลอในขณะเดียวกันก็โถมตัวกอดบิดาแน่น
หยูเจียงกระชับร่างกายเล็กของบุตรสาวในอ้อมกอดกล่าวปลอบโยนแม้สีหน้าจะหนักใจ
ทว่าเขาจำต้องหาวิธีให้จงได้ อย่างน้อยหากเป็นตามที่ท่านพ่อว่ามาคนในขบวนคาราวานน่าจะเป็นผู้ช่วยที่ดีตอนนี้ลูกเมีย และบ่าวอีกหลายชีวิตต่างอยู่ในมือของเขา
ดังนั้นหลังจากกินอาหารมื้อเย็นเรียบร้อย ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเรียกพ่อบ้านรุ่ยมาปรึกษา
“เป็นเรื่องจริงหรือขอรับนายท่าน” รุ่ยเชากล่าวเสียงดังอย่างตกใจใบหน้าไม่ต่างจากผู้เป็นนายหลังจากได้ยินเรื่องนี้
“เจ้าคิดว่าท่านพ่อจะกล้าเอาเรื่องนี้มาล้อเล่นหรืออย่างไร” หยูเจียงถอนใจกล่าวอย่างเหนื่อยอ่อน
“ข้าว่าเรื่องนี้แค่เราสองคนไม่อาจทำได้แน่ กระนั้นข้าจึงคิดว่าไหน ๆ ท่านเผยก็ร่วมเดินทางมากับเราแล้ว ให้เขามาช่วยคิดอีกคนดีหรือไม่ขอรับ” พ่อบ้านวัยกลางคนออกความเห็น
ผู้เป็นนายนิ่งคิดอยู่สักพักจึงได้พยักหน้าลง จากนั้นเขาจึงเอ่ยปากพ่อบ้านเสียงเบา
“ เอาเป็นว่าเจ้าไปบอกเขาเช่นนี้ก็แล้วกัน ว่าก่อนข้าลาออกจากราชการได้รับคำเตือนมาจากมิตรสหายว่าบริเวณจุดพักม้าเอ้อเทียนนั้นเป็นที่อยู่ของโจรภูเขา ซึ่งพวกเขากำลังคิดจะหาวิธีจัดการอยู่ ทว่าโจรเหล่านี้ไปมาว่องไวยิ่งทำให้ยังไม่สืบหาที่อยู่ได้แน่ชัด” หยูเจียงจำต้องกุเรื่องเช่นนี้ออกมาเพื่อปกป้องลูกสาว
‘เอาไว้เมื่อไหร่ที่ชายคนนั้นยินยอมพร้อมใจรับใช้บุตรตัวน้อยแต่โดยดีค่อยว่ากัน เพราะดูแล้วหน่วยก้านอีกทั้งน้ำมิตรก็จัดว่าน่าคบหาทีเดียว’ บัณฑิตหนุ่มคิด