โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สนค.ชี้จีนห้ามนำเข้าปลาจากญี่ปุ่น หนุนโอกาสการ ส่งออกอาหารทะเลทดแทน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 05 ก.ย 2566 เวลา 12.44 น. • เผยแพร่ 05 ก.ย 2566 เวลา 12.42 น.

สนค. ชี้จีนห้ามนำเข้าปลาจากญี่ปุ่น หนุนโอกาสการส่งออกอาหารทะเทดแทน

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ในกรณีที่กรมศุลกากรจีนระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางทะเล (รวมถึงสัตว์ทะเลสด) จากญี่ปุ่น ตั้งแต่ 24 ส.ค. 66 เนื่องจากมีความกังวลต่อความเสี่ยงที่อาหารทะเลอาจปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี หลังจากที่ญี่ปุ่นได้ทำการปล่อยน้ำเสียที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ซึ่งผ่านการบำบัดจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก เช่นเดียวกับรัฐบาลฮ่องกงที่มีคำสั่งห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจากหลายจังหวัดของญี่ปุ่น อาทิ ฟูกูชิมะ โตเกียว ชิบะ โทชิกิ อิบารากิ กุนมะ มิยางิ นีงาตะ นากาโนะ และไซตามะ โดยสินค้าที่ถูกห้ามนำเข้า เช่น อาหารทะเลสด แช่เย็น แช่แข็ง แห้ง หรือผ่านกรรมวิธีถนอมอาหารอื่น ๆ รวมถึงเกลือทะเลและสาหร่าย เป็นต้น อย่างไรก็ตามทางการญี่ปุ่นยืนยันว่า น้ำที่ถูกปล่อยลงสู่ทะเลมีความปลอดภัย โดยได้รับการรับรองจากองค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดองค์การสหประชาชาติ

การใช้มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอาหารทะเลของญี่ปุ่นค่อนข้างมาก เนื่องจากจีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าประมง (HS 03) เป็นอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 26.9
(7 เดือนแรกของปี 2566) ในขณะที่จีนนำเข้าสินค้าประมงจากญี่ปุ่นในสัดส่วนเพียงร้อยละ 2.7 เท่านั้น ซึ่ง
การกระจายตัวของแหล่งนำเข้าที่สูงทำให้จีนมีแหล่งนำเข้าทางเลือกที่หลากหลาย สามารถปรับเปลี่ยนไปแหล่งนำเข้าอื่น ๆ เมื่อมีความเสี่ยงเกิดขึ้น อาทิ เอลกวาดอร์ รัสเซีย แคนาดา อินเดีย สหรัฐฯ นอร์เวย์ เวียดนาม อินโดนีเซีย เปรู ชิลี นิวซีแลนด์ และไทย ฯลฯ การใช้มาตรการดังกล่าวจึงไม่กระทบต่อจีน สำหรับอาหารทะเลที่จีนนิยมนำเข้าจากญี่ปุ่น ได้แก่ หอยเชลล์ ทูน่า เม่นทะเล ปลากะพง และปลิงทะเล เป็นต้น ในขณะที่ปลาแปรรูป

(HS 1604) แหล่งนำเข้าของจีนค่อนข้างกระจุกตัวที่เกาหลีใต้และไทย สัดส่วน ร้อยละ 39.7 และ 34.1 ตามลำดับ โดยญี่ปุ่นเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 3 มีสัดส่วนร้อยละ 11.1 เท่านั้น
จากสถานการณ์ที่จีนประกาศระงับการนำเข้าปลาจากญี่ปุ่นเพราะกลัวการปนเปื้อนของกัมมันตภาพรังสี ส่งผลให้ไทยมีโอกาสในการส่งออกสินค้าอาหารทะเลและได้รับส่วนแบ่งในตลาดจีนเพิ่มมากขึ้น เพื่อชดเชยส่วนแบ่งทางการตลาดที่หายไปจากการส่งออกของญี่ปุ่น สินค้าประมงที่อาจจะได้รับอานิสงค์ส่งออกไปจีนได้เพิ่มขึ้น อาทิ ปลาหมึกและหอยสด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป เนื้อปลาสดแช่เย็นแช่แข็ง ปลาสดแช่เย็นแช่แข็ง กุ้งสดแช่เย็นและแช่แข็ง ปลาปรุงแต่งและแปรรูป เนื่องจากเป็นสินค้าที่ไทยส่งออกไปจีนในสัดส่วนที่มากอยู่แล้วและการควบคุมคุณภาพการผลิตที่ดีของไทยจะทำให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตไปยังตลาดจีนได้ ทั้งนี้ ในช่วง 7 เดือนแรกปี 2566 ไทยส่งออกสินค้าประมง ไปยังจีนแล้วกว่า 221.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+ 45.5%) ในขณะที่การส่งออกอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปไปยังจีน อยู่ที่ 31.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+48.7%)

ผลกระทบต่อไทยในแง่ของการนำเข้า ไทยนำเข้าสินค้าประมงจากญี่ปุ่นในสัดส่วนไม่มาก จากข้อมูลการนำเข้าของกระทรวงพาณิชย์จะพบว่า ใน 7 เดือนแรกของปี 2566 ไทยนำเข้าสัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง
แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูปจากญี่ปุ่น มูลค่า 94.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปริมาณ 63,951 ตัน เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 4 ของไทย มีสัดส่วน 5.3% รองจาก อินเดีย ไต้หวัน และจีน และตอนนี้ไม่มีมาตรการห้ามการนำเข้าสินค้าประมงจากญี่ปุ่น ในส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ยกระดับติดตามเฝ้าระวังอาหารทะเลก่อนเข้ามาแปรรูปในประเทศเพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งหากพบการปนเปื้อนภาครัฐจะใช้มาตรการส่งคืนหรือทำลาย และประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนทราบทันที

ทั้งนี้ เมื่อลงลึกไปในรายสินค้าไทยนำเข้าสินค้าประมงจากญี่ปุ่น อาทิ กลุ่มปลาแซลมอน ปลาเทราต์ ปลาค็อด ปลาแมคเคอเรล นำเข้ามูลค่า 21.0 ล้านเหรียญสหรัฐ (-24.8%) เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 4 รองจาก ชิลี นอร์เวย์ และจีน กลุ่มปลาทูน่า นำเข้ามูลค่า 22.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (+29.5%) เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 10
กลุ่มสัตว์น้ำอื่น ๆ และผลิตภัณฑ์ (อาทิ เนื้อปลาซาร์ดีนแช่เย็นจนแข็ง เนื้อปลาแมคเคอเรลแช่เย็นจนแข็ง ปลาแซลมอนแปซิฟิกอื่น ๆ แช่เย็นจนแข็ง เนื้อปลาทูน่าครีบยาวแช่เย็นจนแข็ง ปลาหมึกกระดองแช่เย็นจนแข็ง ฯลฯ) นำเข้ามูลค่า 46.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (-32.0%) เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 3 รองจากอินเดีย และเวียดนาม

นายพูนพงษ์ฯ กล่าวปิดท้ายว่า การส่งออกสินค้าประมงของไทยดำเนินการตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับสุขอนามัย ทำให้มั่นใจได้ว่ามีคุณภาพ ปลอดภัย และเชื่อถือได้ จึงเป็นโอกาสที่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าสัตว์น้ำจะเข้าสู่ตลาดจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้าประมงเป็นอันดับ 2 ของโลกได้เพิ่มขึ้น ในขณะที่ความกังวลต่อ
การนำเข้าปลาจากญี่ปุ่นจะช่วยสร้างโอกาสให้กับผู้เพาะเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาเทราต์ภายในประเทศได้เช่นกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...