โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

หลินชิงอี (林清仪)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 ต.ค. 2566 เวลา 10.55 น. • เผยแพร่ 26 ต.ค. 2566 เวลา 10.55 น. • เยว่ชิง / 月星
เธอจะทำยังไงดี เมื่อต้องทะลุมิติไปแบบงงๆ เท่านั้นยังไม่พอ ยังจะได้สามีและน้องสามีมาแบบงงๆไปอี๊ก บ้านก็จ๊นจน (เสียงสูงไปนะ/ไรท์) ชีวิตฉันมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี้ย อยากจะใช้แบบสโลวไลฟ์บ้างไม่ได้รึไง

ข้อมูลเบื้องต้น

เธอจะทำยังไงดี เมื่อต้องทะลุมิติไปแบบงงๆ เท่านั้นยังไม่พอ ยังจะได้สามีและน้องสามีมาแบบงงๆไปอี๊ก บ้านก็จ๊นจน (เสียงสูงไปนะ/ไรท์) ชีวิตฉันมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี้ย อยากจะใช้แบบสโลวไลฟ์บ้างไม่ได้รึไง แต่ไม่เป็นไร อนาคตรอก่อนนะ ฉันจะรวยและใช้ชีวิตแบบที่ฉันอยากเป็นให้ดู หึหึ… เธอยกยิ้มอย่างมีเลศนัย


นิยายเรื่องนี้ ไรท์หัดเขียนเป็นเรื่องแรก ตามจินตนาการของตนเอง ไม่ได้อ้างอิงประวิติศาสตร์หรือใดๆทั้งสิ้น

อาจจะมีบางสิ่งบางอย่างไม่สมเหตุสมผลนะคะ แต่จะพัฒนาไปเรื่อยๆค่ะ ขอโอกาสสำหรับมือใหม่หัดแต่คนนี้ด้วย

หากมีข้อผิดพลาดประการใด สามารถติชมได้ แต่ขอแค่ไม่ใช้ถ่อยคำที่รุนแรง เพราะไรท์ใจบางนิดเดียว อิอิ ^^

หวังว่านักอ่านทุกท่านจะสนุกและเพลิดเพลินกับนิยายเรื่องนี้คร้าาาา

หากมีข้อผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ค่ะ

ถึงรี๊ดที่น่ารักทุกคน ไรท์มีเพจแล้วนร้าาา อย่าลืมไปติดตามกันเด้อออ ไปพูดคุยหรือทวงนิยายกันได้แต่อย่าไปปาระเบิดนะ เดี๋ยวไรท์ไม่มีที่สิงสถิตย์ ฮะฮ่าฮ่า

https://www.facebook.com/profile.php?id=100089587428481&mibextid=ZbWKwL

หน่วยเงิน

1 หยกวิญญาณ = 1000 เหรียญม่วง

1 เหรียญม่วง = 1000 ตำลึงทอง

1 ตำลึงทอง = 1000 ตำลึงเงิน

1 ตำลึงเงิน = 1000 อีแปะ

อวสานเล็กต้มยำ

โอ๊ยยย หิวโว๊ยยย !!

พวกเด็กบ้าเอ้ยไปทะเลาะกันไกล ๆ หน่อยไม่ได้รึไง กว่าจะฝ่าออกมาได้หิวจะตายอยู่แล้ว แถมยังยกพวกตีกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก แค่เรื่องแย่งผู้หญิงกันนี่นะ ผู้หญิงมีเยอะแยะจะไปแย่งกันทำไม เจริญพรจริง ๆ ทำอะไรไม่คิดกันเลย

อ๊ะ… ถึงตลาดละ กินอะไรดีนะ กินก๋วยเตี๋ยวร้านเจ้พินดีกว่า

“เจ้ เส้นเล็กต้มยำเผ็ดน้อยพิเศษใส่ผักเยอะ ๆ 1 ค่ะ ”

หวานนั่งลงที่โต๊ะแล้วตะโกนสั่งก๋วยเตี๋ยวด้วยความหิวโหย พร้อมทั้งครุ่นคิดอยู่ในใจว่า สั่งแค่นี้จะพอกินรึป่าวนะ ไม่เป็นไร ไม่พอกินค่อยสั่งใหม่ละกัน อิอิ

“ ได้ ๆ รอเดี๋ยวนะ อาหวาน วันนี้ทำไมกลับดึกจังล่ะ สภาพก็โทรมมาก ดูซิเหมือนไปฟัดกับหมามาเลย ” เจ้พินพูดจบก็หัวเราะออกมา

“ จะไม่ให้สภาพเป็นงี้ได้ไงอะเจ้ ตอนนี้เป็นช่วงสิ้นเดือนต้องรีบเคลียร์งาน หัวหน้าก็ใช้งานยังกับนางทาส เหอะ อยากลาออกแล้วเนี้ยะ ” หญิงสาวทำหน้ายู่และระบายออกมาด้วยความหงุดหงิดใจ

“ เอาน่า ๆ ทำไปก่อน ช่วงนี้งานหายากนะ เศรษฐกิจแบบนี้มีงานให้ทำมีเงินเดือนให้ใช้ก็บุญแล้ว บางคนไม่มีทั้งงานไม่มีทั้งเงิน น่าสงสารมาก เห้อ… ”

เจ้เจ้าของร้าน พูดไปก็ถอนหายใจไปด้วยความปลงตกกับชีวิตในปัจจุบัน เพราะว่านอกจากต้องเผชิญกับโรคโควิดแล้ว ยังจะมีภัยน้ำท่วมและไฟไหม้มาซ้ำเติมอีก ก็ได้แต่หวังว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

“ก็จริงของเจ้อะนะ แต่ที่น่าโมโหกว่านั้นอะไรรู้ไหมเจ้” เธอพูดขึ้นด้วยอารมณ์โมโหและหงุดหงิดปรี๊ดแตกอีกครั้ง

“อะไรล่ะ” เจ้พินหันกลับมาตั้งใจฟังในสิ่งที่เธอกำลังจะพูด เพราะก่อนหน้านี้พูดกับหญิงสาวไปก็ลวกเส้นทำก๋วยเตี๋ยวไปด้วยพร้อมกัน ทำให้ฟังไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่

“ก็เจอเด็กวัยรุ่นยกพวกตีกันอะดิเจ้ ตีกันด้วยเรื่องไร้สาระมาก สภาพฉันเลยโทรมและเยินมากกว่าเดิม เพราะกว่าจะหลบหลีกออกมาได้ก็นาน หิวก็หิว โมโหก็โมโหอะ หึ้ย…มันน่าตีหัวให้แตกนัก” หวานพูดระบายและใส่อารมณ์เต็มที่ พร้อมทั้งออกท่าทางให้ดูไปด้วย

“แกนี่หน่า บ่นเยอะจริง ๆ เดี๋ยวเจ้จะเร่งทำให้แบบด่วน ๆ เลย รอเดี๋ยวนะ”

เจ้พินพูดและหัวเราะขำกับท่าทางของหวานไปด้วย แต่ก็เร่งมือทำก๋วยเตี๋ยวให้เพราะสงสารสภาพที่เหมือนคนไม่ได้ทานอะไรมาหลายวัน โทรมจริง ๆ

“ขอบคุณคร้า ขออร่อย ๆ นะเจ้ อิอิ”

“ร้านเจ้อร่อยทุกอย่างยะ” เจ้พินพูดและมองค้อนให้หญิงสาวไปด้วย

“ ^^ ”

ระหว่างที่รอก๋วยเตี๋ยวฉันขอแนะนำตัวสักหน่อยละกัน ฉันชื่อ น้ำหวาน ทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัยเกี่ยวกับพันธุ์พืชการเกษตรแต่ก็ครอบคลุมถึงพืชพันธุ์อื่น ๆ ด้วย เช่น ดอกไม้ ต้นไม้ต่าง ๆ ซึ่งหน้าที่ของฉันคือทำทุกอย่างที่หัวหน้าสั่ง ทำตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบกันเลยทีเดียว หึหึ (เธอหัวเราะประชดใช่ไหม บอกมา/ไรท์)

ระหว่างที่หญิงสาวกำลังคิดในใจเพลิน ๆ นั้นก็รู้สึกถึงอะไรแปลก ๆ ขึ้นมา

เอ๊ะ!! ทำไมเสียงของพวกเด็กที่ยกพวกตีกันถึงดังขึ้น ๆ เหมือนใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เลยล่ะ จะตีกันไปถึงไหนนะ เดือดร้อนคนอื่นไม่รู้รึไง ความเกรงอกเกรงใจไม่เคยจะมีกันเลยเด็กพวกนี้นี่ ขณะที่เธอบ่นในใจและกำลังจะหันไปดูนั้น

ปัง ปัง ปัง !!!

“เชี้ย !!!” หวานอุทานและยกมือขึ้นทาบอกด้วยความตกใจ

เสียงอะไรน่ะ ใครมายิงปืนหรือจุดประทัดเล่นแถวนี้ แต่เดี๋ยวนะ ทำไมรู้สึกเจ็บที่ท้องล่ะ

หวานเอามือคลำลงไปที่ท้องของตนก็สัมผัสได้ถึงความชื้นแฉะ จึงค่อย ๆ ยกมือขึ้นมาดู และเธอถึงกับตกใจช็อคหน้าซีดพูดไม่ออกได้แต่สบถอยู่ในใจ

‘เลือด…เลือด… มาได้ไง ไม่นะ นี่.. นี่.. ฉันถูกยิงเหรอ ไม่… ม่ายยยยยย ฉันยังไม่อยากตาย ไอ้พวกเด็กเวรรรรรร !! ถ้ารอดไปได้ฉันจะแจ้งตำรวจให้จับพวกแกให้หมดเลย’

หวานทั้งโมโห สับสนและหวาดกลัวความตาย เพราะเธอมีอะไรอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ นิยายก็ยังอ่านไม่จบ ต้นไม้ที่เพาะพันธุ์ไว้ก็ยังไม่ได้ปลูก ไหนจะดอกไม้อีกมันยังไม่ทันโตเลย

“ช่วยด้วย… ช่วยด้วย !!! มีคนถูกยิง เรียกรถพยาบาลเร็วเข้า ใครก็ได้ช่วยเรียกรถพยาบาลที อาหวานทำใจดี ๆ ไว้นะ อย่าเพิ่งเป็นอะไรแข็งใจไว้ก่อน เดี๋ยวรถพยาบาลก็มาแล้วนะ หายใจเข้าลึก ๆ อย่าเพิ่งหลับนะอาหวาน” เจ้พินที่ตั้งสติได้ไวกว่าใครรีบตะโกนขอความช่วยเหลือและพุ่งเข้ามาหาร่างของหวานที่นอนจมกองเลือดในทันที

“อะ…. จะ… เจ็บจังเลย”

หวานเห็นเจ้พินและคนอื่น ๆ ในร้านกำลังวิ่งเข้ามาช่วยเธอ ภาพตรงหน้าทั้งวุ่นวายและสับสนไปหมด

เธออยากจะพูดนะ แต่ตอนนี้เธอใกล้หมดแรงแล้วจริง ๆ ตาก็เริ่มพร่ามัวและเลือนลาง หูได้ยินเสียงเบา ๆ แต่จับใจความไม่ได้ อาการของคนใกล้ตายคงจะเป็นแบบนี้ซินะ เธอทำได้แค่ปลงกับชีวิต

ทุกอย่างมีเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องสัจธรรม โชคดีที่เธอไม่มีครอบครัวหรืออะไรให้ห่วงมากนัก เธอก็ได้แต่หวังว่าบุญกุศลที่เคยทำมาจะส่งเสริมให้ได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี เมื่อเธอคิดได้ดังนั้น ความรู้สึกและภาพทุกอย่างก็ค่อย ๆ มืดดับลงไป

สาเหตุและทางเลือก

“นังหนู ตื่น ๆ ๆ ๆ ตื่นได้แล้ว”

‘เสียงใครนะ น่ารำคาญจริง ๆ คนจะหลับจะนอนเรียกอยู่ได้ ขออีก 10 นาทีไม่ได้รึไงล่ะ’

น้ำหวานคิดด้วยความรำคาญใจและพลิกตัวไปอีกด้านเพื่อหันหลังให้กับเสียงเรียก

แต่เพียงครู่เดียวเธอก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เธอตายแล้วไม่ใช่เหรอ งั้นใครเรียกเธอล่ะ เธอจึงรีบลุกขึ้นนั่งและตื่นเต็มตาด้วยความตกใจ

“ใครน่ะ เมื่อกี้เสียงใคร ใครเรียกฉัน” น้ำหวานพูดขึ้นมาพร้อมทั้งหันมองไปรอบตัว เพื่อค้นหาเจ้าของเสียง

ซึ่งบรรยากาศรอบ ๆ ตัวที่เธอเห็นนั้น มันเป็นธรรมชาติที่สวยงามมาก เมื่อลองสูดลมหายใจเข้าไปก็พบว่าอากาศบริสุทธิ์สดชื่นสุด ๆ หันไปทางใดก็มีสีเขียวจากป่าไม้และภูเขาช่างอุดมสมบูรณ์จริงเชียว ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าสดใส ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอชอบมาก ๆ

เพราะเธอนั้นมีความฝันอยากมีบ้านอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ปลูกผักเลี้ยงสัตว์ ใช้ชีวิตแบบพอมีพอกิน ไม่ต้องเดือดร้อนใคร เป็นชีวิตสโลวไลฟ์ที่ใคร ๆ ก็ต้องอิจฉา แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะเธอได้ตายไปแล้วนั่นเอง คิดแล้วก็เศร้า ฮือ ๆ

ระหว่างที่กวาดตาไปรอบ ๆ นั้น เธอก็สะดุดตาเข้ากับบ้านสีขาวหลังน้อยและศาลากลางสระกว้างซึ่งมีน้ำสีเขียวมรกต และเมื่อทุกองค์ประกอบมารวมกันแล้วจึงเหมือนดั่งภาพวาดแดนเซียนเลย มันสวยจริง ๆ สวยมาก ก.ไก่ล้านตัวไปเลย สวยเกินกว่าจะบรรยายออกมา

แต่เอ๊ะ… เหมือนจะมีสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ค่อยเข้าพวกนะ ใครนั่งอยู่กลางศาลาน่ะ เหมือนผู้สูงอายุเลย คุณตาแกมานั่งทำอะไรที่นี่ คงไม่ใช่ผีหรอกใช่ไหม แค่คิดก็ขนลุกแล้ว คนยิ่งกลัว ๆ อยู่ด้วย ระหว่างที่กำลังคิดถกเถียงกับตัวเองในใจนั่น เธอก็สะดุ้งสุดตัว เพราะว่า

“นังหนู อย่ามัวแต่เพ้อเจ้อไร้สาระอยู่เลย ข้าไม่ใช่ผีสางสักหน่อย ข้าออกจะงดงามมีสง่าราศรีจะเป็นวิญญาณพวกนั้นได้ยังไง แล้วเจ้าจะนั่งอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม เดินมานี่ได้แล้วไว ๆ เลย ข้ารีบ”

ผู้เฒ่าจันทราพูดเสร็จก็ชักสีหน้าใส่หญิงสาวเล็กน้อย เพราะเธอทำให้เขาเสียเวลาไปร่ำสุราสังสรรค์กับสหายเซียนท่านอื่น แต่ก็ทำอะไรเธอมากไม่ได้ เนื่องจากตนเองก็มีชนักติดหลังในเรื่องของหญิงสาวอยู่ เมื่อคิดได้ดังนั้นจากที่กำลังตีหน้ายักษ์แยกเขี้ยวใส่นางด้วยความหงุดหงิด หน้าตาก็แปรเปลี่ยนเป็นห่อเหี่ยวด้วยความรู้สึกผิดทันที

ส่วนน้ำหวานนั้นเมื่อได้ยินเสียงเรียก ก็รีบลุกขึ้นแล้วเดินไปหาท่านผู้เฒ่าที่ศาลากลางน้ำทันที ปล่อยให้ผู้สูงอายุ.. เอ้ย… ผู้ใหญ่รอนานไม่ดี มันเสียมารยาท

ไปถึงก็ลอบพิจารณาผู้เฒ่าที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งสิ่งที่เห้นได้อย่างเดนชัดเลยก็คือ เขาใส่ชุดจีนโบราณเหมือนในหนังจีนเทพเซียนที่เคยดูเลย ที่ดูไม่ใช่อะไรนะ เพราะผู้หล่อและน่ารักเลยดู ท่านแม่ทัพก็กร้าวใจ อ๊ายยยย ท่านอ๋องก็อ่อนโยน อุ๊ย…น้ำลายจิไหล อิอิ พอ ๆ เริ่มออกนอกเรื่องไปไกลละ

ท่านผู้เฒ่าคนนี้คงไม่ใช่ผีหรอกเพราะผีไม่ชอบแสง (คิดไปนั่น) ถ้างั้นเป็นใครล่ะหรือจะเป็นเทพ แล้วเทพจะมาหาเราทำไม แต่เดียวนะ!! เราเป็นคนไทย ถ้าเราจะเจอเทพ ก็ควรจะต้องเจอเทพแบบไทยดิ อันนี้เทพจีน ไม่ใช่ละมันไม่เข้าพวก ห่วย!! ยิ่งคิดยิ่งงงเด้

ระหว่างที่หญิงสาวเริ่มจะตบตีกับตัวเองและคิดไปไกลอีกครั้ง เฒ่าจันทราจึงรีบพูดขึ้นมาว่า

“เจ้าหยุดคิดเพ้อเจ้อและเลิกตีกับตัวเองก่อนได้ไหม ข้าฟังเจ้าแล้วข้าปวดหัวนัก คนอะไรคิดเองเออเอง ตีกับตัวเองได้เป็นเรื่องเป็นราว เอาล่ะข้าจะแนะนำตัวเองก่อน ข้าคือเฒ่าจันทรา ที่นี่คือมิติว่างเปล่าของข้าเอง มีอะไรก็มาถามข้า ไม่ต้องคิดเอาเองแล้ว เข้าใจรึไม่ เห้อ….”

เมื่อพูดจบเฒ่าจันทราก็ถอนหายใจเพราะรีบพูดกลัวว่าจะพูดไม่ทัน พร้อมทั้งมองสบตากับน้ำหวานด้วยแววตาที่จริงจัง

“เข้าใจแล้วค่ะ เช่นนั้นฉันอยากรู้ว่าทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่คะ ปกติคนที่ตายแล้วไม่ใช่ว่าต้องไปนรกหรือสวรรค์เพื่อตรวจสอบความดีความชั่วเหรอคะ” น้ำหวานสอบถามด้วยความสงสัย

“อืมม ถ้าปกติก็ต้องเป็นแบบนั้นแหละ แต่ของเจ้ามันไม่ปกติน่ะ” เฒ่าจันทราพูดไปเสียงก็เริ่มเบาลง ตาก็เสหลบไปด้านข้างอย่างมีพิรุธ แม้ว่าหน้าจะยังนิ่งอยู่เหมือนเดิมก็ตาม

“เดี๋ยวนะ!!! ประโยคสุดท้ายที่บอกว่าไม่ปกติ… ไม่ปกติยังไงคะ ไม่ใช่ว่าฉันยังไม่ถึงฆาตแต่เป็นท่านที่สะเพร่าทำให้ฉันต้องตายหรอกนะคะ” ยิ่งคิดและคาดการณ์ความน่าจะเป็น เธอก็รู้สึกเหมือนอารมณ์จะขึ้นด้วยความโมโห หัวก็ร้อนเหมือนไฟกำลังลุกพรึบพรับท่วมหัว

ผู้เฒ่าจันทราแอบสะดุ้งในใจกับการคาดการณ์ของหญิงสาว อะไรจะเดาเก่งขนาดนั้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด ตัวเขาเองก็รู้สึกผิดเป็นอย่างมากที่ทำให้หญิงสาวต้องตายทั้งที่ยังไม่ถึงเวลา

“เอ่อ… ใช่แล้วล่ะ ไม่ผิดจากที่เจ้าได้กล่าวมาเลย เป็นข้าเองที่ทำให้เจ้าต้องเป็นแบบนี้ เพราะข้าดื่มเหล้าและมึนไปหน่อย จึงเดินไปชนเฒ่าชะตาเข้า ตาเฒ่านั้นจึงตัดเส้นชีวิตผิดคน ซึ่งที่จริงแล้วเจ้าจะต้องมีชีวิตต่อไปได้อีกหลายสิบปีเลยทีเดียว ข้าขออภัยเจ้าด้วยนะ” ผู้เฒ่าจันทราสารภาพด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เศร้าสลดด้วยรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตนได้กระทำลงไปเป็นอย่างมาก

“ทำไมท่านถึงสะเพร่าแบบนี้ ท่านทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปหมด แล้วทีนี้ฉันจะทำยังไงเนี้ย ท่านพาฉันกลับไปส่งได้ไหม ยังมีนิยายและซีรี่ย์อีกหลายเรื่องเลยนะที่ฉันยังไม่ได้อ่านและไม่ได้ดูอะ ไหนจะต้นไม้ลูกรักของฉันอีก ป่านนี้ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง โฮฮฮฮ ลูกรักของแม่ ฮือ ๆ ๆ”

น้ำหวานพูดไปก็โมโหไป อยากจะร้องไห้จริงๆ แต่น้ำตามันไม่ยอมไหลนี่สิ ทำไมไม่ไหลนะ ไหลสิ ๆ ขยี้ตาและชำเลืองมองท่านเทพ (สงสัยบ่อน้ำตาจะลึกเกินไปนะ/ไรท์)

“พอ ๆ พอแล้ว เจ้าใจเย็น ๆ ก่อนนะ อย่าเพิ่งโมโหและร้องไห้เลย แค่นี้ข้าก็รู้สึกสำนึกผิดแทบจะไม่ทันแล้ว และอีกอย่างข้าไม่สามารถพาเจ้ากลับไปได้เพราะว่าร่างของเจ้าถูกเผาไปแล้วน่ะซิ แต่ไม่เป็นไรนะข้าจะชดเชยให้กับเจ้าเอง โดยข้ามีทางเลือกให้ 2 ทาง คือ

ทางแรกกลับไปเกิดในช่วงเวลาอดีต กับอีกทางคือเกิดในช่วงเวลาอนาคต แต่ทั้งสองทางเลือกข้าไม่สามารถบอกได้นะว่าเจ้าจะไปเกิดเป็นใครหรือเกิดยุคไหน ว่าอย่างไรล่ะเจ้าอยากเลือกทางไหน” เมื่อพูดจบเฒ่าจันทราก็รอให้หญิงสาวได้ตัดสินใจเลือกด้วยตนเองอย่างใจเย็น และเขาคิดดีแล้วว่าสิ่งนี้จะช่วยชดเชยให้กับสิ่งที่ตนเองได้พลาดพลั้งทำลงไปนั้นเอง

แต่มีสิ่งหนึ่งที่เฒ่าจันทราไม่ได้บอกหญิงสาวออกไป คือ เมื่อเธอได้เลือกเส้นทางแล้วหลังจากนี้ชีวิตของเธอจะเป็นแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวเธอเองไม่สามารถมีใครมาลิขิตได้อีกต่อไป

ด้านน้ำหวานที่พอได้ฟังทางเลือกที่เฒ่าจันทราเสนอให้ เธอก็ได้พิจารณาดูแล้วว่า ถ้าไปอดีตอะไร ๆ ก็ล้าหลังไม่สะดวกสบาย เทคโนโลยีก็ไม่มี นิยายหรือซีรี่ย์ก็ไม่มี เธอคงรู้สึกเหมือนจะขาดใจตายแน่ ๆ เลย อีกอย่างจะโผล่ไปยุคที่กำลังอดอยาก แร้นแค้น ข้าวยากหมากแพง หรือยุคสงครามรึป่าวก็ไม่รู้ ไม่ไหว ๆ

งั้นเลือกไปอนาคตดีกว่า เผื่อไปโผล่ในยุคที่รถบินได้ วาปไปไหนมาไหนได้สะดวก หรือถ้าไปในยุคที่ผู้คนทำอาหารไม่เป็นเราก็สตรีมอาหารไปเลย เหมือนในนิยายหลาย ๆ เรื่องที่เคยอ่านไง มีแต่รวยกับรวยไม่มีอดหรอก หึหึ

เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว น้ำหวานจึงบอกเฒ่าจันทราไปด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและมั่นใจว่า

“ฉันเลือกไปอนาคตค่ะ”

ต้นทุนชีวิต (ว่าซ่าน)

“ว่าแต่ท่านไม่มีพรให้บ้างเหรอคะ เพราะฉันไปที่นั้นโดยไม่รู้อะไรเลยและไม่มีอะไรเป็นต้นทุนชีวิตเลยนะคะ สัก 3 ข้อก็ยังดี” หญิงสาวพูดไปก็จ้องเขม็งไปที่เฒ่าจันทรา ถ้าสายตาสามารถพูดได้คงจะพูดว่า

‘จงให้พรซะดี ๆ อย่าได้ปฏิเสธเชียวเพราะท่าน ฉันจึงต้องตาย’

“1 ข้อ ข้าให้เจ้าได้แค่ 1 ข้อเท่านั้น มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะข้าต้องแลกตบะเซียนของข้าเพื่อให้พรกับเจ้า” เฒ่าจันทราคิดไปก็เสียดายตบะของตนเอง แต่จะทำไงได้ มันคือความผิดพลาดของเขาเอง ดังนั้นก็ต้องรับผิดชอบกันไป

“ได้ค่ะ” เอาว่ะ 1 ข้อก็ 1 ข้อ ดีกว่าไม่ได้เลย

“เจ้าจะขออะไรล่ะว่ามาได้เลย ข้าจะพิจารณาว่าให้ได้หรือไม่” หวังว่าสิ่งที่เจ้าขอจะไม่ยากเกินไปนะ ไม่งั้นยุ่งยากแน่

ว่าแต่จะเราขออะไรดีนะ อืม… ระหว่างคิดน้ำหวานก็กอดอกหลับตาและลูบคางตัวเอง อ๊ะ!! งั้นเอาอันนี้ละกัน ทันใดนั้นน้ำหวานก็ลืมตาขึ้นพร้อมดีดนิ้ว ก่อนจะพูดว่า

“ขอความรู้และความทรงจำโลกเดิมทั้งหมด เอาแบบที่จัดเป็นหมวดหมู่ในสมอง เมื่อคิดหรืออยากรู้เรื่องไหนก็ค่อยโผล่ขึ้นมาแบบนั้นอะค่ะ อ้อ.. และก็ขอให้เรียนรู้ได้เร็วกว่าผู้อื่น 10 เท่าด้วยนะคะ”

พูดจบ ก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจให้กับตนเอง เพราะว่าในความคิดของน้ำหวานนั้นไม่มีอะไรที่ทรงพลังไปมากกว่าความรู้อีกแล้ว ดังคำกล่าวที่ว่า รู้อะไรก็ไม่สู้รู้วิชา นั้นเอง

“ตกลง คำขอนี้ข้าสามารถให้เจ้าได้ แต่ระหว่างที่ข้ามอบความรู้ให้เจ้า มันจะเจ็บปวดหน่อยนะ เพราะมันเยอะมาก เจ้าต้องอดทน ห้ามหยุดกลางคัน ไม่เช่นนั้นจะต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่แรกจนกว่าจะครบ เจ้ายินดีรึไม่”

เฒ่าจันทราตอบตกลงคำขอ แล้วบอกถึงคำเตือนและข้อควรระวังด้วยความเป็นห่วง ซึ่งความรู้ทั้งหมดที่จะให้มันเยอะมากจริง ๆ

“ฉันยินดีค่ะ” หญิงสาวตกลงยอมรับ

“เจ้าพร้อมที่จะเริ่มเลยรึไม่ ถ้าพร้อมเจ้าก็นั่งลงทำสมาธิและปล่อยจิตใจให้ว่างเสีย”

“ฉันพร้อมแล้วค่ะ เริ่มได้เลย” เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ และนั่งลงเพื่อตั้งสมาธิ พร้อมทั้งให้กำลังใจตัวเองว่า ฮึบ ๆ สู้ ๆ เราทำได้

เมื่อได้ฟังหญิงสาวตอบเช่นนั้น เฒ่าจันทราจึงเดินมาด้านหลังของนาง จากนั้นวางมือทาบบนศรีษะชั่วครู่และผละออกไปนั่งสมาธิข้าง ๆ เพื่อรักษาพลังตบะที่เสียไปให้กลับมาเสถียรอีกครั้ง และคิดกับตนเองว่า

‘ข้าจะต้องใช้เวลาอีกกี่ร้อยกี่พันปีกันกว่าพลังจะกลับมาเท่าเดิม เมื่อครู่ก็เสียไปเกินครึ่ง ไม่น่าเลย ข้าไม่น่าเลยจริง ๆ’

ซึ่งระหว่างนั้นหากคนนอกมองมาจะเห็นได้ว่า มีเส้นสายหลากหลายสีสันกำลังค่อย ๆ ซอนไซเข้าสู่สมองของหญิงสาวมากมายเลยทีเดียว

ย้อนกลับไปขณะที่เฒ่าจัันทรากำลังวางมือบนศรีษะนั้น น้ำหวานก็เริ่มรู้สึกปวดหัวและเจ็บแปลบ ๆ ขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่ก็ต้องกัดฟันอดทนไว้และท่องว่า เราทำได้ เราทำได้ เราต้องทำได้ มีตัวหนังสือและภาพต่าง ๆ ไหลผ่านความคิดไปมากมาย วนเวียนอยู่อย่างนั่น ไม่จบไม่สิ้น

ไม่รู้ว่าเวลาไหลผ่านไปนานเท่าใด แต่สำหรับหญิงสาวแล้วมันโคตรนานเลย นานมาก เมื่อไหร่จะสิ้นสุดสักทีนะ จะไม่ไหวแล้ว

จนกระทั้งสุดท้ายน้ำหวานทนไม่ไหวจริง ๆ จึงกรีดร้องออกมาและสลบลงไปทันที แต่เดชะบุญก่อนที่เธอจะสลบไปนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็สิ้นสุดพอดี (รอดตัวไป ไม่งั้นเริ่มใหม่อีกรอบ เธอตายแน่/ไรท์)

ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วยามหลังจากหญิงสาวสลบไป

น้ำหวานก็ค่อย ๆ ฟื้นคืนสติจากนั้นรีบลุกขึ้นนั่งในทันที สิ่งแรกที่น้ำหวานทำเลยก็คือ ลูบคลำไปที่หัวของตัวเองก่อนเพื่อสำรวจว่ามันยังอยู่ดีไหม ไม่ใช่ว่าระเบิดเป็นโกโก้ครั้นซ์ไปแล้วนะ (อ๊ะ ล้อเล่น) และเมื่อรู้ว่าหัวของตัวเองยังอยู่ดีอยู่ครบน้ำหวานก็ถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอกและพูดออกมาว่า

“โอ้ว ฉันรอดตายมาได้หรือนี่ สุด ๆ จริง ๆ เลยนะ แต่จะบ้าเหรอเราตายแล้วจะมาตายอีกรอบได้ไง ไม่ได้ ๆ ว่าแต่ท่านผู้เฒ่าหายไปไหนนะ ไม่มีความรับผิดชอบเอาซะเลย แค่สลบไปแค่นี้ถึงกับหนีหายไปเลยเหรอ ใจร้ายจริง ๆ”

น้ำหวานหันซ้ายหันขวา เพื่อมองหาว่าผู้เฒ่าจันทราหายไปไหน แต่แล้วก็ถึงกับต้องสะดุ้งเพราะคนที่ตนเองกำลังมองหานั้นได้นั่งอยู่ข้าง ๆ และจ้องมองมาด้วยสายตาคมกริบและเจือแววตำหนิอยู่นั่นเอง สงสัยจะได้ยินที่เธอพูดเมื่อกี้ แต่ไม่เป็นไรเราเป็นเด็กดี ชิงลงมือก่อนได้เปรียบ (เธอจะทำอะไรอี๊กกก/ไรท์)

“หนูขอโทษคร้าาา ที่เมื่อครู่บอกว่าท่านหนีหายไป ไม่มีความรับผิดชอบ” พูดพร้อมพนมมือไหว้พร้อมกับกระพริบตาปริบ ๆ ร้องขอความเมตตา นัยตาสื่อความว่า ให้อภัยหนูเถอะ นะ นะ นะ หนูผิดไปแล้ว

เฒ่าจันทรามองแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจและบอกตัวเองว่า อย่าถือคนบ้าอย่าว่าคนเมา (เอ๊ะยังไง)

“ถ้าเจ้าไม่พูดซ้ำว่า ข้าหนีหายและไม่มีความรับผิดชอบ มันก็จะดีกว่านี้นะ แต่ก็ช่างมันเถอะ ว่าแต่เจ้าอาการดีขึ้นแล้วใช่หรือไม่ ถ้าดีขึ้นข้าจะได้ส่งเจ้าไปเกิดใหม่สักที นี่ก็เสียเวลามานานมากแล้ว” ข้าจะรีบไปร่ำสุรา คิดแล้วก็เปรี้ยวปากจริง ๆ เฒ่าจันทราได้แต่คิดในใจ

“ฉันอาการดีขึ้นแล้ว และก็พร้อมจะไปเกิดใหม่ มาก ๆ เลยค่ะ” คึกคักขั้นสุด

“ดี งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ”

เฒ่าจันทราพาน้ำหวานออกมาจากมิติว่างเปล่าของตนเพื่อไปยังสถานที่ส่งเกิด

ซึ่งเมื่อทั้งสองคนมาถึงก็จะพบว่าด้านหน้ามีสระน้ำอยู่สองฝั่ง ซึ่งเมื่อน้ำหวานได้สอบถามด้วยความสงสัยว่ามันคืออะไร เฒ่าจันทราก็บอกว่า ฝั่งซ้ายสำหรับไปโลกอดีตส่วนฝั่งขวาไปโลกอนาคต และสำหรับน้ำหวานคนนี้ก็ต้องฝั่งขวาอยู่แล้วเพราะเธอเลือกที่จะไปโลกอนาคตนั่นเอง ฮ่าฮ่าฮ่า

เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ผู้เฒ่าจันทราจึงบอกให้น้ำหวานเดินไปที่สระฝั่งขวาได้เลย และท่านก็ได้อวยพรให้เธอโชคดีด้วยนะ ช่างใจดีจริง ๆ เลย อิอิ

“ลั้ลลา ลั้ลล้า ใครจะไปอนาคตนะ ฉันน่ะซิ ฉันน่ะซิ”

หญิงสาวเดินไปก็กระโดดโย้งเย้ง อย่างกับม้าดีดกระโหลก และฮึมฮัมเพลงไปตามเรื่องตามราวของคนบ้า (เหรอ) พร้อมกันนั้นก็คิดวาดฝันถึงโลกอนาคตอันสดใส สตรีมเมอร์เอย AI เอย น้องจ๋าพี่มาแล้วจ้าาา

แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะไม่เป็นเหมือนอย่างที่เธอคิดวาดฝันเสียแล้ว

เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะความซุ่มซ่ามของเธอน่ะซิ เดินดี ๆ ไม่ได้ สะดุดขาตัวเองตกสระด้านซ้ายเรียบร้อยโรงเรียนอะไรดีล่ะ

“เหวอ…. เหวอ…. ม่ายยยยยย ไม่เอาฝั่งซ้าย ไม่เอา จะเอาฝั่งขวา ไม่นะ ม่ายยยยยย โลกอนาคตของฉานนนนนนน” น้ำหวานถลาไปข้างหน้าและตกสระไปทันที

“ตู้ม!!!!”

เฒ่าจันทราเองก็ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ามาก เพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน

หลังจากตั้งสติได้เขาจึงรีบไปตรวจสอบดูว่าที่ ๆ หญิงสาวได้ไปผุดไปเกิด… เอ้ย… ไปเกิดใหม่นั้นคือที่ไหน เมื่อรู้แล้วด้วยความสงสารจึงให้พรไปอีกหนึ่งข้อเพื่อให้นางสามารถอยู่รอดในโลกนั้นได้อย่างปลอดภัย ซึ่งก็ต้องแลกมาด้วยพลังของเขาเกือบทั้งหมด

จากนี้เขาคงจะต้องกักตนบำเพ็ญเพียรไปอีกนานกว่าพลังจะกลับมาเท่าเดิม

หลังจากนั้นผู้เฒ่าจันทราก็ค่อย ๆ หายตัวกลับสวรรค์ไป เหลือเพียงความว่างเปล่าของสถานที่เท่านั้นเอง

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...