หลินชิงอี (林清仪)
ข้อมูลเบื้องต้น
เธอจะทำยังไงดี เมื่อต้องทะลุมิติไปแบบงงๆ เท่านั้นยังไม่พอ ยังจะได้สามีและน้องสามีมาแบบงงๆไปอี๊ก บ้านก็จ๊นจน (เสียงสูงไปนะ/ไรท์) ชีวิตฉันมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี้ย อยากจะใช้แบบสโลวไลฟ์บ้างไม่ได้รึไง แต่ไม่เป็นไร อนาคตรอก่อนนะ ฉันจะรวยและใช้ชีวิตแบบที่ฉันอยากเป็นให้ดู หึหึ… เธอยกยิ้มอย่างมีเลศนัย
นิยายเรื่องนี้ ไรท์หัดเขียนเป็นเรื่องแรก ตามจินตนาการของตนเอง ไม่ได้อ้างอิงประวิติศาสตร์หรือใดๆทั้งสิ้น
อาจจะมีบางสิ่งบางอย่างไม่สมเหตุสมผลนะคะ แต่จะพัฒนาไปเรื่อยๆค่ะ ขอโอกาสสำหรับมือใหม่หัดแต่คนนี้ด้วย
หากมีข้อผิดพลาดประการใด สามารถติชมได้ แต่ขอแค่ไม่ใช้ถ่อยคำที่รุนแรง เพราะไรท์ใจบางนิดเดียว อิอิ ^^
หวังว่านักอ่านทุกท่านจะสนุกและเพลิดเพลินกับนิยายเรื่องนี้คร้าาาา
หากมีข้อผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ค่ะ
ถึงรี๊ดที่น่ารักทุกคน ไรท์มีเพจแล้วนร้าาา อย่าลืมไปติดตามกันเด้อออ ไปพูดคุยหรือทวงนิยายกันได้แต่อย่าไปปาระเบิดนะ เดี๋ยวไรท์ไม่มีที่สิงสถิตย์ ฮะฮ่าฮ่า
https://www.facebook.com/profile.php?id=100089587428481&mibextid=ZbWKwL
หน่วยเงิน
1 หยกวิญญาณ = 1000 เหรียญม่วง
1 เหรียญม่วง = 1000 ตำลึงทอง
1 ตำลึงทอง = 1000 ตำลึงเงิน
1 ตำลึงเงิน = 1000 อีแปะ
อวสานเล็กต้มยำ
โอ๊ยยย หิวโว๊ยยย !!
พวกเด็กบ้าเอ้ยไปทะเลาะกันไกล ๆ หน่อยไม่ได้รึไง กว่าจะฝ่าออกมาได้หิวจะตายอยู่แล้ว แถมยังยกพวกตีกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก แค่เรื่องแย่งผู้หญิงกันนี่นะ ผู้หญิงมีเยอะแยะจะไปแย่งกันทำไม เจริญพรจริง ๆ ทำอะไรไม่คิดกันเลย
อ๊ะ… ถึงตลาดละ กินอะไรดีนะ กินก๋วยเตี๋ยวร้านเจ้พินดีกว่า
“เจ้ เส้นเล็กต้มยำเผ็ดน้อยพิเศษใส่ผักเยอะ ๆ 1 ค่ะ ”
หวานนั่งลงที่โต๊ะแล้วตะโกนสั่งก๋วยเตี๋ยวด้วยความหิวโหย พร้อมทั้งครุ่นคิดอยู่ในใจว่า สั่งแค่นี้จะพอกินรึป่าวนะ ไม่เป็นไร ไม่พอกินค่อยสั่งใหม่ละกัน อิอิ
“ ได้ ๆ รอเดี๋ยวนะ อาหวาน วันนี้ทำไมกลับดึกจังล่ะ สภาพก็โทรมมาก ดูซิเหมือนไปฟัดกับหมามาเลย ” เจ้พินพูดจบก็หัวเราะออกมา
“ จะไม่ให้สภาพเป็นงี้ได้ไงอะเจ้ ตอนนี้เป็นช่วงสิ้นเดือนต้องรีบเคลียร์งาน หัวหน้าก็ใช้งานยังกับนางทาส เหอะ อยากลาออกแล้วเนี้ยะ ” หญิงสาวทำหน้ายู่และระบายออกมาด้วยความหงุดหงิดใจ
“ เอาน่า ๆ ทำไปก่อน ช่วงนี้งานหายากนะ เศรษฐกิจแบบนี้มีงานให้ทำมีเงินเดือนให้ใช้ก็บุญแล้ว บางคนไม่มีทั้งงานไม่มีทั้งเงิน น่าสงสารมาก เห้อ… ”
เจ้เจ้าของร้าน พูดไปก็ถอนหายใจไปด้วยความปลงตกกับชีวิตในปัจจุบัน เพราะว่านอกจากต้องเผชิญกับโรคโควิดแล้ว ยังจะมีภัยน้ำท่วมและไฟไหม้มาซ้ำเติมอีก ก็ได้แต่หวังว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
“ก็จริงของเจ้อะนะ แต่ที่น่าโมโหกว่านั้นอะไรรู้ไหมเจ้” เธอพูดขึ้นด้วยอารมณ์โมโหและหงุดหงิดปรี๊ดแตกอีกครั้ง
“อะไรล่ะ” เจ้พินหันกลับมาตั้งใจฟังในสิ่งที่เธอกำลังจะพูด เพราะก่อนหน้านี้พูดกับหญิงสาวไปก็ลวกเส้นทำก๋วยเตี๋ยวไปด้วยพร้อมกัน ทำให้ฟังไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่
“ก็เจอเด็กวัยรุ่นยกพวกตีกันอะดิเจ้ ตีกันด้วยเรื่องไร้สาระมาก สภาพฉันเลยโทรมและเยินมากกว่าเดิม เพราะกว่าจะหลบหลีกออกมาได้ก็นาน หิวก็หิว โมโหก็โมโหอะ หึ้ย…มันน่าตีหัวให้แตกนัก” หวานพูดระบายและใส่อารมณ์เต็มที่ พร้อมทั้งออกท่าทางให้ดูไปด้วย
“แกนี่หน่า บ่นเยอะจริง ๆ เดี๋ยวเจ้จะเร่งทำให้แบบด่วน ๆ เลย รอเดี๋ยวนะ”
เจ้พินพูดและหัวเราะขำกับท่าทางของหวานไปด้วย แต่ก็เร่งมือทำก๋วยเตี๋ยวให้เพราะสงสารสภาพที่เหมือนคนไม่ได้ทานอะไรมาหลายวัน โทรมจริง ๆ
“ขอบคุณคร้า ขออร่อย ๆ นะเจ้ อิอิ”
“ร้านเจ้อร่อยทุกอย่างยะ” เจ้พินพูดและมองค้อนให้หญิงสาวไปด้วย
“ ^^ ”
ระหว่างที่รอก๋วยเตี๋ยวฉันขอแนะนำตัวสักหน่อยละกัน ฉันชื่อ น้ำหวาน ทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัยเกี่ยวกับพันธุ์พืชการเกษตรแต่ก็ครอบคลุมถึงพืชพันธุ์อื่น ๆ ด้วย เช่น ดอกไม้ ต้นไม้ต่าง ๆ ซึ่งหน้าที่ของฉันคือทำทุกอย่างที่หัวหน้าสั่ง ทำตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบกันเลยทีเดียว หึหึ (เธอหัวเราะประชดใช่ไหม บอกมา/ไรท์)
ระหว่างที่หญิงสาวกำลังคิดในใจเพลิน ๆ นั้นก็รู้สึกถึงอะไรแปลก ๆ ขึ้นมา
เอ๊ะ!! ทำไมเสียงของพวกเด็กที่ยกพวกตีกันถึงดังขึ้น ๆ เหมือนใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เลยล่ะ จะตีกันไปถึงไหนนะ เดือดร้อนคนอื่นไม่รู้รึไง ความเกรงอกเกรงใจไม่เคยจะมีกันเลยเด็กพวกนี้นี่ ขณะที่เธอบ่นในใจและกำลังจะหันไปดูนั้น
ปัง ปัง ปัง !!!
“เชี้ย !!!” หวานอุทานและยกมือขึ้นทาบอกด้วยความตกใจ
เสียงอะไรน่ะ ใครมายิงปืนหรือจุดประทัดเล่นแถวนี้ แต่เดี๋ยวนะ ทำไมรู้สึกเจ็บที่ท้องล่ะ
หวานเอามือคลำลงไปที่ท้องของตนก็สัมผัสได้ถึงความชื้นแฉะ จึงค่อย ๆ ยกมือขึ้นมาดู และเธอถึงกับตกใจช็อคหน้าซีดพูดไม่ออกได้แต่สบถอยู่ในใจ
‘เลือด…เลือด… มาได้ไง ไม่นะ นี่.. นี่.. ฉันถูกยิงเหรอ ไม่… ม่ายยยยยย ฉันยังไม่อยากตาย ไอ้พวกเด็กเวรรรรรร !! ถ้ารอดไปได้ฉันจะแจ้งตำรวจให้จับพวกแกให้หมดเลย’
หวานทั้งโมโห สับสนและหวาดกลัวความตาย เพราะเธอมีอะไรอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ นิยายก็ยังอ่านไม่จบ ต้นไม้ที่เพาะพันธุ์ไว้ก็ยังไม่ได้ปลูก ไหนจะดอกไม้อีกมันยังไม่ทันโตเลย
“ช่วยด้วย… ช่วยด้วย !!! มีคนถูกยิง เรียกรถพยาบาลเร็วเข้า ใครก็ได้ช่วยเรียกรถพยาบาลที อาหวานทำใจดี ๆ ไว้นะ อย่าเพิ่งเป็นอะไรแข็งใจไว้ก่อน เดี๋ยวรถพยาบาลก็มาแล้วนะ หายใจเข้าลึก ๆ อย่าเพิ่งหลับนะอาหวาน” เจ้พินที่ตั้งสติได้ไวกว่าใครรีบตะโกนขอความช่วยเหลือและพุ่งเข้ามาหาร่างของหวานที่นอนจมกองเลือดในทันที
“อะ…. จะ… เจ็บจังเลย”
หวานเห็นเจ้พินและคนอื่น ๆ ในร้านกำลังวิ่งเข้ามาช่วยเธอ ภาพตรงหน้าทั้งวุ่นวายและสับสนไปหมด
เธออยากจะพูดนะ แต่ตอนนี้เธอใกล้หมดแรงแล้วจริง ๆ ตาก็เริ่มพร่ามัวและเลือนลาง หูได้ยินเสียงเบา ๆ แต่จับใจความไม่ได้ อาการของคนใกล้ตายคงจะเป็นแบบนี้ซินะ เธอทำได้แค่ปลงกับชีวิต
ทุกอย่างมีเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องสัจธรรม โชคดีที่เธอไม่มีครอบครัวหรืออะไรให้ห่วงมากนัก เธอก็ได้แต่หวังว่าบุญกุศลที่เคยทำมาจะส่งเสริมให้ได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี เมื่อเธอคิดได้ดังนั้น ความรู้สึกและภาพทุกอย่างก็ค่อย ๆ มืดดับลงไป
สาเหตุและทางเลือก
“นังหนู ตื่น ๆ ๆ ๆ ตื่นได้แล้ว”
‘เสียงใครนะ น่ารำคาญจริง ๆ คนจะหลับจะนอนเรียกอยู่ได้ ขออีก 10 นาทีไม่ได้รึไงล่ะ’
น้ำหวานคิดด้วยความรำคาญใจและพลิกตัวไปอีกด้านเพื่อหันหลังให้กับเสียงเรียก
แต่เพียงครู่เดียวเธอก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เธอตายแล้วไม่ใช่เหรอ งั้นใครเรียกเธอล่ะ เธอจึงรีบลุกขึ้นนั่งและตื่นเต็มตาด้วยความตกใจ
“ใครน่ะ เมื่อกี้เสียงใคร ใครเรียกฉัน” น้ำหวานพูดขึ้นมาพร้อมทั้งหันมองไปรอบตัว เพื่อค้นหาเจ้าของเสียง
ซึ่งบรรยากาศรอบ ๆ ตัวที่เธอเห็นนั้น มันเป็นธรรมชาติที่สวยงามมาก เมื่อลองสูดลมหายใจเข้าไปก็พบว่าอากาศบริสุทธิ์สดชื่นสุด ๆ หันไปทางใดก็มีสีเขียวจากป่าไม้และภูเขาช่างอุดมสมบูรณ์จริงเชียว ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าสดใส ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอชอบมาก ๆ
เพราะเธอนั้นมีความฝันอยากมีบ้านอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ปลูกผักเลี้ยงสัตว์ ใช้ชีวิตแบบพอมีพอกิน ไม่ต้องเดือดร้อนใคร เป็นชีวิตสโลวไลฟ์ที่ใคร ๆ ก็ต้องอิจฉา แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะเธอได้ตายไปแล้วนั่นเอง คิดแล้วก็เศร้า ฮือ ๆ
ระหว่างที่กวาดตาไปรอบ ๆ นั้น เธอก็สะดุดตาเข้ากับบ้านสีขาวหลังน้อยและศาลากลางสระกว้างซึ่งมีน้ำสีเขียวมรกต และเมื่อทุกองค์ประกอบมารวมกันแล้วจึงเหมือนดั่งภาพวาดแดนเซียนเลย มันสวยจริง ๆ สวยมาก ก.ไก่ล้านตัวไปเลย สวยเกินกว่าจะบรรยายออกมา
แต่เอ๊ะ… เหมือนจะมีสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ค่อยเข้าพวกนะ ใครนั่งอยู่กลางศาลาน่ะ เหมือนผู้สูงอายุเลย คุณตาแกมานั่งทำอะไรที่นี่ คงไม่ใช่ผีหรอกใช่ไหม แค่คิดก็ขนลุกแล้ว คนยิ่งกลัว ๆ อยู่ด้วย ระหว่างที่กำลังคิดถกเถียงกับตัวเองในใจนั่น เธอก็สะดุ้งสุดตัว เพราะว่า
“นังหนู อย่ามัวแต่เพ้อเจ้อไร้สาระอยู่เลย ข้าไม่ใช่ผีสางสักหน่อย ข้าออกจะงดงามมีสง่าราศรีจะเป็นวิญญาณพวกนั้นได้ยังไง แล้วเจ้าจะนั่งอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม เดินมานี่ได้แล้วไว ๆ เลย ข้ารีบ”
ผู้เฒ่าจันทราพูดเสร็จก็ชักสีหน้าใส่หญิงสาวเล็กน้อย เพราะเธอทำให้เขาเสียเวลาไปร่ำสุราสังสรรค์กับสหายเซียนท่านอื่น แต่ก็ทำอะไรเธอมากไม่ได้ เนื่องจากตนเองก็มีชนักติดหลังในเรื่องของหญิงสาวอยู่ เมื่อคิดได้ดังนั้นจากที่กำลังตีหน้ายักษ์แยกเขี้ยวใส่นางด้วยความหงุดหงิด หน้าตาก็แปรเปลี่ยนเป็นห่อเหี่ยวด้วยความรู้สึกผิดทันที
ส่วนน้ำหวานนั้นเมื่อได้ยินเสียงเรียก ก็รีบลุกขึ้นแล้วเดินไปหาท่านผู้เฒ่าที่ศาลากลางน้ำทันที ปล่อยให้ผู้สูงอายุ.. เอ้ย… ผู้ใหญ่รอนานไม่ดี มันเสียมารยาท
ไปถึงก็ลอบพิจารณาผู้เฒ่าที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งสิ่งที่เห้นได้อย่างเดนชัดเลยก็คือ เขาใส่ชุดจีนโบราณเหมือนในหนังจีนเทพเซียนที่เคยดูเลย ที่ดูไม่ใช่อะไรนะ เพราะผู้หล่อและน่ารักเลยดู ท่านแม่ทัพก็กร้าวใจ อ๊ายยยย ท่านอ๋องก็อ่อนโยน อุ๊ย…น้ำลายจิไหล อิอิ พอ ๆ เริ่มออกนอกเรื่องไปไกลละ
ท่านผู้เฒ่าคนนี้คงไม่ใช่ผีหรอกเพราะผีไม่ชอบแสง (คิดไปนั่น) ถ้างั้นเป็นใครล่ะหรือจะเป็นเทพ แล้วเทพจะมาหาเราทำไม แต่เดียวนะ!! เราเป็นคนไทย ถ้าเราจะเจอเทพ ก็ควรจะต้องเจอเทพแบบไทยดิ อันนี้เทพจีน ไม่ใช่ละมันไม่เข้าพวก ห่วย!! ยิ่งคิดยิ่งงงเด้
ระหว่างที่หญิงสาวเริ่มจะตบตีกับตัวเองและคิดไปไกลอีกครั้ง เฒ่าจันทราจึงรีบพูดขึ้นมาว่า
“เจ้าหยุดคิดเพ้อเจ้อและเลิกตีกับตัวเองก่อนได้ไหม ข้าฟังเจ้าแล้วข้าปวดหัวนัก คนอะไรคิดเองเออเอง ตีกับตัวเองได้เป็นเรื่องเป็นราว เอาล่ะข้าจะแนะนำตัวเองก่อน ข้าคือเฒ่าจันทรา ที่นี่คือมิติว่างเปล่าของข้าเอง มีอะไรก็มาถามข้า ไม่ต้องคิดเอาเองแล้ว เข้าใจรึไม่ เห้อ….”
เมื่อพูดจบเฒ่าจันทราก็ถอนหายใจเพราะรีบพูดกลัวว่าจะพูดไม่ทัน พร้อมทั้งมองสบตากับน้ำหวานด้วยแววตาที่จริงจัง
“เข้าใจแล้วค่ะ เช่นนั้นฉันอยากรู้ว่าทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่คะ ปกติคนที่ตายแล้วไม่ใช่ว่าต้องไปนรกหรือสวรรค์เพื่อตรวจสอบความดีความชั่วเหรอคะ” น้ำหวานสอบถามด้วยความสงสัย
“อืมม ถ้าปกติก็ต้องเป็นแบบนั้นแหละ แต่ของเจ้ามันไม่ปกติน่ะ” เฒ่าจันทราพูดไปเสียงก็เริ่มเบาลง ตาก็เสหลบไปด้านข้างอย่างมีพิรุธ แม้ว่าหน้าจะยังนิ่งอยู่เหมือนเดิมก็ตาม
“เดี๋ยวนะ!!! ประโยคสุดท้ายที่บอกว่าไม่ปกติ… ไม่ปกติยังไงคะ ไม่ใช่ว่าฉันยังไม่ถึงฆาตแต่เป็นท่านที่สะเพร่าทำให้ฉันต้องตายหรอกนะคะ” ยิ่งคิดและคาดการณ์ความน่าจะเป็น เธอก็รู้สึกเหมือนอารมณ์จะขึ้นด้วยความโมโห หัวก็ร้อนเหมือนไฟกำลังลุกพรึบพรับท่วมหัว
ผู้เฒ่าจันทราแอบสะดุ้งในใจกับการคาดการณ์ของหญิงสาว อะไรจะเดาเก่งขนาดนั้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด ตัวเขาเองก็รู้สึกผิดเป็นอย่างมากที่ทำให้หญิงสาวต้องตายทั้งที่ยังไม่ถึงเวลา
“เอ่อ… ใช่แล้วล่ะ ไม่ผิดจากที่เจ้าได้กล่าวมาเลย เป็นข้าเองที่ทำให้เจ้าต้องเป็นแบบนี้ เพราะข้าดื่มเหล้าและมึนไปหน่อย จึงเดินไปชนเฒ่าชะตาเข้า ตาเฒ่านั้นจึงตัดเส้นชีวิตผิดคน ซึ่งที่จริงแล้วเจ้าจะต้องมีชีวิตต่อไปได้อีกหลายสิบปีเลยทีเดียว ข้าขออภัยเจ้าด้วยนะ” ผู้เฒ่าจันทราสารภาพด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เศร้าสลดด้วยรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตนได้กระทำลงไปเป็นอย่างมาก
“ทำไมท่านถึงสะเพร่าแบบนี้ ท่านทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปหมด แล้วทีนี้ฉันจะทำยังไงเนี้ย ท่านพาฉันกลับไปส่งได้ไหม ยังมีนิยายและซีรี่ย์อีกหลายเรื่องเลยนะที่ฉันยังไม่ได้อ่านและไม่ได้ดูอะ ไหนจะต้นไม้ลูกรักของฉันอีก ป่านนี้ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง โฮฮฮฮ ลูกรักของแม่ ฮือ ๆ ๆ”
น้ำหวานพูดไปก็โมโหไป อยากจะร้องไห้จริงๆ แต่น้ำตามันไม่ยอมไหลนี่สิ ทำไมไม่ไหลนะ ไหลสิ ๆ ขยี้ตาและชำเลืองมองท่านเทพ (สงสัยบ่อน้ำตาจะลึกเกินไปนะ/ไรท์)
“พอ ๆ พอแล้ว เจ้าใจเย็น ๆ ก่อนนะ อย่าเพิ่งโมโหและร้องไห้เลย แค่นี้ข้าก็รู้สึกสำนึกผิดแทบจะไม่ทันแล้ว และอีกอย่างข้าไม่สามารถพาเจ้ากลับไปได้เพราะว่าร่างของเจ้าถูกเผาไปแล้วน่ะซิ แต่ไม่เป็นไรนะข้าจะชดเชยให้กับเจ้าเอง โดยข้ามีทางเลือกให้ 2 ทาง คือ
ทางแรกกลับไปเกิดในช่วงเวลาอดีต กับอีกทางคือเกิดในช่วงเวลาอนาคต แต่ทั้งสองทางเลือกข้าไม่สามารถบอกได้นะว่าเจ้าจะไปเกิดเป็นใครหรือเกิดยุคไหน ว่าอย่างไรล่ะเจ้าอยากเลือกทางไหน” เมื่อพูดจบเฒ่าจันทราก็รอให้หญิงสาวได้ตัดสินใจเลือกด้วยตนเองอย่างใจเย็น และเขาคิดดีแล้วว่าสิ่งนี้จะช่วยชดเชยให้กับสิ่งที่ตนเองได้พลาดพลั้งทำลงไปนั้นเอง
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เฒ่าจันทราไม่ได้บอกหญิงสาวออกไป คือ เมื่อเธอได้เลือกเส้นทางแล้วหลังจากนี้ชีวิตของเธอจะเป็นแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวเธอเองไม่สามารถมีใครมาลิขิตได้อีกต่อไป
ด้านน้ำหวานที่พอได้ฟังทางเลือกที่เฒ่าจันทราเสนอให้ เธอก็ได้พิจารณาดูแล้วว่า ถ้าไปอดีตอะไร ๆ ก็ล้าหลังไม่สะดวกสบาย เทคโนโลยีก็ไม่มี นิยายหรือซีรี่ย์ก็ไม่มี เธอคงรู้สึกเหมือนจะขาดใจตายแน่ ๆ เลย อีกอย่างจะโผล่ไปยุคที่กำลังอดอยาก แร้นแค้น ข้าวยากหมากแพง หรือยุคสงครามรึป่าวก็ไม่รู้ ไม่ไหว ๆ
งั้นเลือกไปอนาคตดีกว่า เผื่อไปโผล่ในยุคที่รถบินได้ วาปไปไหนมาไหนได้สะดวก หรือถ้าไปในยุคที่ผู้คนทำอาหารไม่เป็นเราก็สตรีมอาหารไปเลย เหมือนในนิยายหลาย ๆ เรื่องที่เคยอ่านไง มีแต่รวยกับรวยไม่มีอดหรอก หึหึ
เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว น้ำหวานจึงบอกเฒ่าจันทราไปด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและมั่นใจว่า
“ฉันเลือกไปอนาคตค่ะ”
ต้นทุนชีวิต (ว่าซ่าน)
“ว่าแต่ท่านไม่มีพรให้บ้างเหรอคะ เพราะฉันไปที่นั้นโดยไม่รู้อะไรเลยและไม่มีอะไรเป็นต้นทุนชีวิตเลยนะคะ สัก 3 ข้อก็ยังดี” หญิงสาวพูดไปก็จ้องเขม็งไปที่เฒ่าจันทรา ถ้าสายตาสามารถพูดได้คงจะพูดว่า
‘จงให้พรซะดี ๆ อย่าได้ปฏิเสธเชียวเพราะท่าน ฉันจึงต้องตาย’
“1 ข้อ ข้าให้เจ้าได้แค่ 1 ข้อเท่านั้น มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะข้าต้องแลกตบะเซียนของข้าเพื่อให้พรกับเจ้า” เฒ่าจันทราคิดไปก็เสียดายตบะของตนเอง แต่จะทำไงได้ มันคือความผิดพลาดของเขาเอง ดังนั้นก็ต้องรับผิดชอบกันไป
“ได้ค่ะ” เอาว่ะ 1 ข้อก็ 1 ข้อ ดีกว่าไม่ได้เลย
“เจ้าจะขออะไรล่ะว่ามาได้เลย ข้าจะพิจารณาว่าให้ได้หรือไม่” หวังว่าสิ่งที่เจ้าขอจะไม่ยากเกินไปนะ ไม่งั้นยุ่งยากแน่
ว่าแต่จะเราขออะไรดีนะ อืม… ระหว่างคิดน้ำหวานก็กอดอกหลับตาและลูบคางตัวเอง อ๊ะ!! งั้นเอาอันนี้ละกัน ทันใดนั้นน้ำหวานก็ลืมตาขึ้นพร้อมดีดนิ้ว ก่อนจะพูดว่า
“ขอความรู้และความทรงจำโลกเดิมทั้งหมด เอาแบบที่จัดเป็นหมวดหมู่ในสมอง เมื่อคิดหรืออยากรู้เรื่องไหนก็ค่อยโผล่ขึ้นมาแบบนั้นอะค่ะ อ้อ.. และก็ขอให้เรียนรู้ได้เร็วกว่าผู้อื่น 10 เท่าด้วยนะคะ”
พูดจบ ก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจให้กับตนเอง เพราะว่าในความคิดของน้ำหวานนั้นไม่มีอะไรที่ทรงพลังไปมากกว่าความรู้อีกแล้ว ดังคำกล่าวที่ว่า รู้อะไรก็ไม่สู้รู้วิชา นั้นเอง
“ตกลง คำขอนี้ข้าสามารถให้เจ้าได้ แต่ระหว่างที่ข้ามอบความรู้ให้เจ้า มันจะเจ็บปวดหน่อยนะ เพราะมันเยอะมาก เจ้าต้องอดทน ห้ามหยุดกลางคัน ไม่เช่นนั้นจะต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่แรกจนกว่าจะครบ เจ้ายินดีรึไม่”
เฒ่าจันทราตอบตกลงคำขอ แล้วบอกถึงคำเตือนและข้อควรระวังด้วยความเป็นห่วง ซึ่งความรู้ทั้งหมดที่จะให้มันเยอะมากจริง ๆ
“ฉันยินดีค่ะ” หญิงสาวตกลงยอมรับ
“เจ้าพร้อมที่จะเริ่มเลยรึไม่ ถ้าพร้อมเจ้าก็นั่งลงทำสมาธิและปล่อยจิตใจให้ว่างเสีย”
“ฉันพร้อมแล้วค่ะ เริ่มได้เลย” เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ และนั่งลงเพื่อตั้งสมาธิ พร้อมทั้งให้กำลังใจตัวเองว่า ฮึบ ๆ สู้ ๆ เราทำได้
เมื่อได้ฟังหญิงสาวตอบเช่นนั้น เฒ่าจันทราจึงเดินมาด้านหลังของนาง จากนั้นวางมือทาบบนศรีษะชั่วครู่และผละออกไปนั่งสมาธิข้าง ๆ เพื่อรักษาพลังตบะที่เสียไปให้กลับมาเสถียรอีกครั้ง และคิดกับตนเองว่า
‘ข้าจะต้องใช้เวลาอีกกี่ร้อยกี่พันปีกันกว่าพลังจะกลับมาเท่าเดิม เมื่อครู่ก็เสียไปเกินครึ่ง ไม่น่าเลย ข้าไม่น่าเลยจริง ๆ’
ซึ่งระหว่างนั้นหากคนนอกมองมาจะเห็นได้ว่า มีเส้นสายหลากหลายสีสันกำลังค่อย ๆ ซอนไซเข้าสู่สมองของหญิงสาวมากมายเลยทีเดียว
ย้อนกลับไปขณะที่เฒ่าจัันทรากำลังวางมือบนศรีษะนั้น น้ำหวานก็เริ่มรู้สึกปวดหัวและเจ็บแปลบ ๆ ขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่ก็ต้องกัดฟันอดทนไว้และท่องว่า เราทำได้ เราทำได้ เราต้องทำได้ มีตัวหนังสือและภาพต่าง ๆ ไหลผ่านความคิดไปมากมาย วนเวียนอยู่อย่างนั่น ไม่จบไม่สิ้น
ไม่รู้ว่าเวลาไหลผ่านไปนานเท่าใด แต่สำหรับหญิงสาวแล้วมันโคตรนานเลย นานมาก เมื่อไหร่จะสิ้นสุดสักทีนะ จะไม่ไหวแล้ว
จนกระทั้งสุดท้ายน้ำหวานทนไม่ไหวจริง ๆ จึงกรีดร้องออกมาและสลบลงไปทันที แต่เดชะบุญก่อนที่เธอจะสลบไปนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็สิ้นสุดพอดี (รอดตัวไป ไม่งั้นเริ่มใหม่อีกรอบ เธอตายแน่/ไรท์)
ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วยามหลังจากหญิงสาวสลบไป
น้ำหวานก็ค่อย ๆ ฟื้นคืนสติจากนั้นรีบลุกขึ้นนั่งในทันที สิ่งแรกที่น้ำหวานทำเลยก็คือ ลูบคลำไปที่หัวของตัวเองก่อนเพื่อสำรวจว่ามันยังอยู่ดีไหม ไม่ใช่ว่าระเบิดเป็นโกโก้ครั้นซ์ไปแล้วนะ (อ๊ะ ล้อเล่น) และเมื่อรู้ว่าหัวของตัวเองยังอยู่ดีอยู่ครบน้ำหวานก็ถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอกและพูดออกมาว่า
“โอ้ว ฉันรอดตายมาได้หรือนี่ สุด ๆ จริง ๆ เลยนะ แต่จะบ้าเหรอเราตายแล้วจะมาตายอีกรอบได้ไง ไม่ได้ ๆ ว่าแต่ท่านผู้เฒ่าหายไปไหนนะ ไม่มีความรับผิดชอบเอาซะเลย แค่สลบไปแค่นี้ถึงกับหนีหายไปเลยเหรอ ใจร้ายจริง ๆ”
น้ำหวานหันซ้ายหันขวา เพื่อมองหาว่าผู้เฒ่าจันทราหายไปไหน แต่แล้วก็ถึงกับต้องสะดุ้งเพราะคนที่ตนเองกำลังมองหานั้นได้นั่งอยู่ข้าง ๆ และจ้องมองมาด้วยสายตาคมกริบและเจือแววตำหนิอยู่นั่นเอง สงสัยจะได้ยินที่เธอพูดเมื่อกี้ แต่ไม่เป็นไรเราเป็นเด็กดี ชิงลงมือก่อนได้เปรียบ (เธอจะทำอะไรอี๊กกก/ไรท์)
“หนูขอโทษคร้าาา ที่เมื่อครู่บอกว่าท่านหนีหายไป ไม่มีความรับผิดชอบ” พูดพร้อมพนมมือไหว้พร้อมกับกระพริบตาปริบ ๆ ร้องขอความเมตตา นัยตาสื่อความว่า ให้อภัยหนูเถอะ นะ นะ นะ หนูผิดไปแล้ว
เฒ่าจันทรามองแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจและบอกตัวเองว่า อย่าถือคนบ้าอย่าว่าคนเมา (เอ๊ะยังไง)
“ถ้าเจ้าไม่พูดซ้ำว่า ข้าหนีหายและไม่มีความรับผิดชอบ มันก็จะดีกว่านี้นะ แต่ก็ช่างมันเถอะ ว่าแต่เจ้าอาการดีขึ้นแล้วใช่หรือไม่ ถ้าดีขึ้นข้าจะได้ส่งเจ้าไปเกิดใหม่สักที นี่ก็เสียเวลามานานมากแล้ว” ข้าจะรีบไปร่ำสุรา คิดแล้วก็เปรี้ยวปากจริง ๆ เฒ่าจันทราได้แต่คิดในใจ
“ฉันอาการดีขึ้นแล้ว และก็พร้อมจะไปเกิดใหม่ มาก ๆ เลยค่ะ” คึกคักขั้นสุด
“ดี งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ”
เฒ่าจันทราพาน้ำหวานออกมาจากมิติว่างเปล่าของตนเพื่อไปยังสถานที่ส่งเกิด
ซึ่งเมื่อทั้งสองคนมาถึงก็จะพบว่าด้านหน้ามีสระน้ำอยู่สองฝั่ง ซึ่งเมื่อน้ำหวานได้สอบถามด้วยความสงสัยว่ามันคืออะไร เฒ่าจันทราก็บอกว่า ฝั่งซ้ายสำหรับไปโลกอดีตส่วนฝั่งขวาไปโลกอนาคต และสำหรับน้ำหวานคนนี้ก็ต้องฝั่งขวาอยู่แล้วเพราะเธอเลือกที่จะไปโลกอนาคตนั่นเอง ฮ่าฮ่าฮ่า
เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ผู้เฒ่าจันทราจึงบอกให้น้ำหวานเดินไปที่สระฝั่งขวาได้เลย และท่านก็ได้อวยพรให้เธอโชคดีด้วยนะ ช่างใจดีจริง ๆ เลย อิอิ
“ลั้ลลา ลั้ลล้า ใครจะไปอนาคตนะ ฉันน่ะซิ ฉันน่ะซิ”
หญิงสาวเดินไปก็กระโดดโย้งเย้ง อย่างกับม้าดีดกระโหลก และฮึมฮัมเพลงไปตามเรื่องตามราวของคนบ้า (เหรอ) พร้อมกันนั้นก็คิดวาดฝันถึงโลกอนาคตอันสดใส สตรีมเมอร์เอย AI เอย น้องจ๋าพี่มาแล้วจ้าาา
แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะไม่เป็นเหมือนอย่างที่เธอคิดวาดฝันเสียแล้ว
เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะความซุ่มซ่ามของเธอน่ะซิ เดินดี ๆ ไม่ได้ สะดุดขาตัวเองตกสระด้านซ้ายเรียบร้อยโรงเรียนอะไรดีล่ะ
“เหวอ…. เหวอ…. ม่ายยยยยย ไม่เอาฝั่งซ้าย ไม่เอา จะเอาฝั่งขวา ไม่นะ ม่ายยยยยย โลกอนาคตของฉานนนนนนน” น้ำหวานถลาไปข้างหน้าและตกสระไปทันที
“ตู้ม!!!!”
เฒ่าจันทราเองก็ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ามาก เพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน
หลังจากตั้งสติได้เขาจึงรีบไปตรวจสอบดูว่าที่ ๆ หญิงสาวได้ไปผุดไปเกิด… เอ้ย… ไปเกิดใหม่นั้นคือที่ไหน เมื่อรู้แล้วด้วยความสงสารจึงให้พรไปอีกหนึ่งข้อเพื่อให้นางสามารถอยู่รอดในโลกนั้นได้อย่างปลอดภัย ซึ่งก็ต้องแลกมาด้วยพลังของเขาเกือบทั้งหมด
จากนี้เขาคงจะต้องกักตนบำเพ็ญเพียรไปอีกนานกว่าพลังจะกลับมาเท่าเดิม
หลังจากนั้นผู้เฒ่าจันทราก็ค่อย ๆ หายตัวกลับสวรรค์ไป เหลือเพียงความว่างเปล่าของสถานที่เท่านั้นเอง