โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ชาวสวนยางขาดทุนกิโล 20 บาท ทุบซ้ำประกันรายได้จ่ายไม่ครบ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ส.ค. 2566 เวลา 14.32 น. • เผยแพร่ 09 ส.ค. 2566 เวลา 00.47 น.

ราคาน้ำยางดิ่งต่ำกว่า 40 บ./กก. ชาวสวนขาดทุนยับ 20 บาทสหพันธ์สวนยางออกโรงโอด “ประกันรายได้ยาง” ยังจ่ายเงินไม่ครบ หวั่นรัฐบาลใหม่เบี้ยวเงินค้าง ทั้งเตรียมรีดภาษีสวนยาง ทุบซ้ำชาวบ้าน 1 มี.ค. 67 ด้าน กยท.เผยต้นเหตุ ศก.จีนชะลอฉุดตลาดโลก รัฐจ่ายเงินประกันรายได้ยางไปแล้ว 80-90%

ดร.อุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้สถานการณ์ราคาน้ำยางในท้องถิ่นได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเหลือเพียง 38 บาท/กก. จากเดือนก่อนที่เคยอยู่ที่ 43 บาท/กก. หรือหายไป 5 บาท โดยราคาระดับนี้ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางขาดทุนจากต้นทุนการผลิต กก.ละ 63.40 บาท หากคำนวณจากปริมาณปลูกยางได้ปีละ 5 ล้านตัน เท่ากับเกษตรกรจะขาดทุนประมาณแสนล้านบาท และไม่เพียงเท่านั้น เกษตรกรชาวสวนยางยังได้รับผลกระทบจากโครงการประกันรายได้ ปี 2565-2566 ซึ่งขณะนี้จ่ายไปได้เพียง 2 เดือน จากงวดการจ่ายทั้งโครงการ 6 เดือน ตั้งแต่ ต.ค.-มี.ค. 2566

สาเหตุที่การจ่ายเงินประกันรายได้ยางล่าช้าเป็นเพราะการบริหารจัดการรวมทั้งการเมืองที่ลากยาวจนมีการตั้งรัฐบาลล่าช้า ไม่ได้คำนึงถึงปากท้อง แทนที่จะเอาใจใส่เรื่องปากท้องราคายางชาวบ้าน โดยการประกันรายได้ยางตอนนี้มีการจ่ายจริงแค่ 2 เดือน คือ ต.ค.กับ พ.ย. นอกจากนั้นไม่มีเงินให้เกษตรกร “ก็ไม่จ่าย วิธีการจ่ายคือจ่ายเฉลี่ย ๆ ไป แต่ไม่คัฟเวอร์ไม่ทั่วถึง” ล่าสุดมีเกษตรกร จ.น่าน 160 กว่ารายที่ร้องเรียนเข้ามาที่สมาคมว่า ยังไม่ได้รับเงินประกันรายได้

ทางสมาคมจึงได้ประสานไปที่กระทรวง แต่ตอนนี้อยู่ในภาวะรัฐบาลรักษาการ “ซึ่งก็ไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร” สมาคมมองว่า ถ้าเรานั่งรอรัฐบาลใหม่มาจ่ายเงินประกันรายได้ส่วนที่เหลือก็ไม่แน่ใจว่า นโยบายประกันรายได้จะเป็นนโยบายที่พรรคแกนนำรัฐบาลชุดใหม่จะนำมาใช้หรือไม่ อาจจะมาอ้างว่าไม่ใช่นโยบายเขา เป็นนโยบายของรัฐบาลเก่า ก็จะไม่จ่ายอีก จึงมีโอกาสที่จะไม่ได้เงินส่วนนี้ “ถ้าเปลี่ยนรัฐบาลมา ใครจะมาทำตามนโยบายของรัฐบาลเก่า”

ดร.อุทัยกล่าวว่า เท่าที่ประเมินพบว่า เกิดความเสียหายหลายชั้น คือ 1) การจ่ายเงินประกันรายได้ยางแค่ 2 เดือนไม่ครอบคลุมส่วนที่เกษตรกรขาดทุนไป เพราะการขาดทุนเกิดจากการที่คำนวณ ราคาประกันตั้งต้นจากต้นทุนการผลิต 60 บาท ทั้งที่ความจริงต้นทุนการผลิต 63.64 บาท นี่ก็ขาดทุนชั้นแรก 3.64 บาท 2) ราคาตลาดตอนนี้ตกต่ำลงเหลือ กก.ละ 40 กว่าบาท ก็เท่ากับขาดทุน กก.ละ 20 บาทซึ่งชาวสวนที่ขึ้นทะเบียนไว้กับโครงการนี้มีจำนวน 1.8 ล้านรายเดือดร้อน ยิ่งภาวะการขาดทุนมาเจอกับสถานการณ์เอลนีโญที่ภัยแล้งกำลังจะมา ประกอบกับเกิดโรคใบร่วงที่เกิดขึ้นยังแก้ไขไม่หมด จึงเรียกว่า “เป็นผีซ้ำด้ำพลอยในอุตสาหกรรมยาง ฟันธงได้เลยว่า ถ้ารัฐบาลไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไขก็ไม่มีทางสู้กับตลาดโลกได้”

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการเก็บภาษีสวนยาง โดยกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการคลัง ได้ออกประกาศราชกิจจานุเบกษา เรื่องหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน ระบุว่า เกษตรกรที่ปลูกยาง 1 ไร่ อัตราการปลูก 80 ต้นขึ้นไป จะเสียภาษี 0.15% ส่วนที่ปลูกอัตราต่ำกว่า 80 ต้นลงมา ต้องเสียภาษี 1.2% ซึ่งแต่เดิมรัฐบาลไม่เคยเก็บภาษีประเภทนี้ ซึ่งเรื่องนี้ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่เกษตรกรจะปลูกยางตามกฎหมาย พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 กำหนดอัตราที่ 25 ต้นต่อไร่ นั่นหมายความว่า เกษตรกรโดยเฉพาะรายย่อย จะเข้าข่ายต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงถึง 1.2%

ดังนั้น สมาคมสหพันธ์ชาวสวนยาง จึงได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ขอให้ “ทบทวน” อัตราการปลูกในประกาศของกระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย ใหม่ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทยกำหนด กล่าวคือ ปรับจาก 80 ต้น เหลือ 25 ต้น เพื่อลดภาระให้กับเกษตรกรให้เสียภาษีในอัตรา 0.15%

“สมาคมร้องผ่าน กนย. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานไป 5-6 เดือนแล้ว แต่ยังไม่ตอบรับว่าจะมีการแก้ไขอย่างไร เรามองว่าถ้าเหลือ 25 ต้นต่อไร่ ชาวสวนก็จะยอมเสีย 0.15% ขอให้ช่วยเกษตรกรที่ขาดทุนมาทุกอย่าง และยังต้องเสียเงินเซสอีก กก.ละ 2 บาท แต่รัฐบาลจะให้มาเสียภาษีสวนยางอีก หากไม่ได้รับการแก้ไข สมาคมจะฟ้องศาลปกครองแน่นอน”

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวชาวสวนยางพาราไทยไม่มีทางสู้กับตลาดโลกได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสายพันธุ์ยางพารา ของมาเลเซียมีสายพันธุ์ให้ผลผลิตน้ำยางสูง 400-500 กก.ต่อไร่ต่อปี ขณะที่ปัจจุบันเกษตรกรไทยสามารถปลูกได้ผลผลิต 240 กก./ไร่ต่อปี จึงเสนอให้เปลี่ยนสายพันธุ์ยางพาราจาก RIM 600 ไปเป็นสายพันธุ์ RRIT 251 แต่ก็ไม่ได้รับการสนองตอบ

ด้านนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวถึงสถานการณ์ราคายางที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นผลจากตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลัก 60% ประสบภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและเพิ่งจะประกาศอัตราหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ GDP ซึ่งเมื่อผู้ใช้ยางหลักประสบปัญหาย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงการส่งออกยาง อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบผลกระทบเบื้องต้นมีเพียงราคาน้ำยางและยางแผ่นรมควันชั้น 3 ที่ปรับลดลง แต่สถานการณ์ราคายางก้อนถ้วย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของไทยยังทรงตัวอยู่ในระดับ 40 บาทต่อ กก.

ส่วนความคืบหน้าของโครงการประกันรายได้ยางพารา ปี 4 นั้น ล่าสุดได้รับข้อมูลว่า มีการจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรไปแล้ว 1 ล้านราย หรือคิดเป็น 80-90% แล้ว จะเหลือเพียงเกษตรกรที่มีการแก้ไขคุณสมบัติไม่ครบ หรือมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล ซึ่งเป็นส่วนน้อยเท่านั้น คาดว่าหากแก้ไขแล้วจะสามารถดำเนินการจ่ายเงินได้ต่อเนื่องจนครบตามกรอบวงเงินที่วางไว้ ซึ่งในขณะนี้มีการจ่ายไปแล้วประมาณ 4,000 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...