โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

คำตัดสินศาลฎีกาสหรัฐเรื่อง “ภาษีทรัมป์” ทิ้งปมการจัดการเงินที่เก็บไปแล้ว

เดลินิวส์

อัพเดต 21 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 6.02 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
แม้คำพิพากษาของศาลสูงสุดสหรัฐชี้ชัดว่า มาตรการเก็บภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเงินภาษีราว 4 ล้านล้านบาทที่เก็บไปแล้ว จะต้องคืนอย่างไรและใครต้องรับภาระ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ว่าจากการที่ศาลฎีกาของสหรัฐมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียง ว่าการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีในอัตราแตกต่างกันกับประเทศและดินแดนคู่ค้าทุกแห่งบนโลก "ขัดต่อรัฐธรรมนูญ" เนื่องจากสภาคองเกรสเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาของศาลฎีกาไม่ได้ให้ความชัดเจนในทางปฏิบัติว่า รัฐบาลวอชิงตันต้องดำเนินการอย่างไรกับเงินที่เก็บรวบรวมไปแล้ว ผ่านเงื่อนไขของภาษีทรัมป์

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานศุลกากรและป้องกันพรมแดนของสหรัฐ ( ซีบีพี ) รวมถึงเอกสารฉบับล่าสุดที่หน่วยงานรัฐยื่นต่อศาลการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า ณ วันที่ 14 ธ.ค. 2568 รัฐบาลกลางสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีศุลกากรตามแนวทางของทรัมป์ไปแล้วมากกว่า 134,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 4.1 ล้านล้านบาท ) จากผู้นำเข้า 301,000 ราย

ด้วยเหตุนี้ จึงเริ่มมีการวิเคราะห์แล้วว่า ประเด็นเกี่ยวกับการจัดการเงินดังกล่าวอาจต้องกลับไปเริ่มที่ศาลชั้นต้นอีกครั้ง

ขณะที่ทรัมป์กล่าวเมื่อไม่นานมานี้ ว่าหากศาลสูงสุดมีคำตัดสินออกมา ว่าการใช้อำนาจของเขาไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นโมฆะ สถานการณ์ในประเทศ “จะย่ำแย่ถึงขีดสุด” เนื่องจากรัฐบาลวอชิงตันจะต้องชำระเงินคืนให้แก่รัฐบาล และผู้ประกอบการของทุกประเทศ สำหรับการลงทุนที่ได้ดำเนินการไป

ผู้นำสหรัฐกล่าวว่า เม็ดเงินดังกล่าวจะมีมูลค่ามหาศาล และ “แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่สหรัฐจะชดใช้ไหว” และขยายความว่า “กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยให้รัฐบาลสหรัฐเป็นฝ่ายแพ้ในประเด็นด้านความมั่นคงแห่งชาติที่เป็นผลประโยชน์มหาศาลนี้ อเมริกาจะพบกับจุดจบ".

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...