คำตัดสินศาลฎีกาสหรัฐเรื่อง “ภาษีทรัมป์” ทิ้งปมการจัดการเงินที่เก็บไปแล้ว
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ว่าจากการที่ศาลฎีกาของสหรัฐมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียง ว่าการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีในอัตราแตกต่างกันกับประเทศและดินแดนคู่ค้าทุกแห่งบนโลก "ขัดต่อรัฐธรรมนูญ" เนื่องจากสภาคองเกรสเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาของศาลฎีกาไม่ได้ให้ความชัดเจนในทางปฏิบัติว่า รัฐบาลวอชิงตันต้องดำเนินการอย่างไรกับเงินที่เก็บรวบรวมไปแล้ว ผ่านเงื่อนไขของภาษีทรัมป์
ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานศุลกากรและป้องกันพรมแดนของสหรัฐ ( ซีบีพี ) รวมถึงเอกสารฉบับล่าสุดที่หน่วยงานรัฐยื่นต่อศาลการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า ณ วันที่ 14 ธ.ค. 2568 รัฐบาลกลางสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีศุลกากรตามแนวทางของทรัมป์ไปแล้วมากกว่า 134,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 4.1 ล้านล้านบาท ) จากผู้นำเข้า 301,000 ราย
ด้วยเหตุนี้ จึงเริ่มมีการวิเคราะห์แล้วว่า ประเด็นเกี่ยวกับการจัดการเงินดังกล่าวอาจต้องกลับไปเริ่มที่ศาลชั้นต้นอีกครั้ง
ขณะที่ทรัมป์กล่าวเมื่อไม่นานมานี้ ว่าหากศาลสูงสุดมีคำตัดสินออกมา ว่าการใช้อำนาจของเขาไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นโมฆะ สถานการณ์ในประเทศ “จะย่ำแย่ถึงขีดสุด” เนื่องจากรัฐบาลวอชิงตันจะต้องชำระเงินคืนให้แก่รัฐบาล และผู้ประกอบการของทุกประเทศ สำหรับการลงทุนที่ได้ดำเนินการไป
ผู้นำสหรัฐกล่าวว่า เม็ดเงินดังกล่าวจะมีมูลค่ามหาศาล และ “แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่สหรัฐจะชดใช้ไหว” และขยายความว่า “กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยให้รัฐบาลสหรัฐเป็นฝ่ายแพ้ในประเด็นด้านความมั่นคงแห่งชาติที่เป็นผลประโยชน์มหาศาลนี้ อเมริกาจะพบกับจุดจบ".
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES