บ้านเหมืองกุงชุบชีวิต จากชุมชนช่างปั้นสู่งานหัตถศิลป์ ช่างปั้นจำนวนลดลงเหลือไม่ถึง 10 คน ผลิตภัณฑ์ดินเผาได้รับความนิยมในตลาดใหม่ รายได้ช่างปั้นเพิ่มขึ้นและฟื้นจิตวิญญาณงานฝีมือ
THE STATES TIMES
อัพเดต 06 มี.ค. เวลา 03.47 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. เวลา 04.30 น. • THE STATES TIMES TEAMบ้านเหมืองกุงจาก “ชุมชนช่างปั้น” สู่ “ชุมชนหัตถศิลป์”
บ้านเหมืองกุงในอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นชุมชนผู้ผลิตเครื่องปั้นดินเผาล้านนาโบราณที่สืบทอดภูมิปัญญามากว่า 200 ปี ท่ามกลางความท้าทายของสังคมสมัยใหม่ที่ทำให้อาชีพช่างปั้นดินลดน้อยลง เหลือเพียงไม่ถึง 10 คน อายุเกิน 50 ปี ท่ามกลางคนรุ่นใหม่ที่ไม่สนใจสืบสานงานศิลป์ดังกล่าว
นายวชิระ สีจันทร์ ช่างปั้นรุ่นที่ 4 ของชุมชนกล่าวว่า "ช่างปั้นกำลังจะเลือนหายไป เพราะรายได้ไม่เพียงพอต่อชีวิตต้องเปลี่ยนไปทำงานโรงงาน" งานหัตถศิลป์จึงถูกแทนที่ด้วยสินค้าผลิตจากโรงงาน
ดร.ภาสินี ศิริประภา หัวหน้าโครงการวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เปิดเผยว่า ความท้าทายสำคัญคือพ่อค้าคนกลางที่จำหน่ายสินค้าในราคาต่ำ จึงผลักดันเปลี่ยนตลาดสู่ตลาดงานสร้างสรรค์ที่ลูกค้าเชื่อมโยงกับตัวงานและผู้สร้างโดยตรง ช่วยเพิ่มมูลค่าและรายได้ช่างปั้น 2,000-5,000 บาทต่อเดือน
โครงการเน้นปรับทัศนคติและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ ใช้วัสดุศาสตร์ผนวกเทคนิคดั้งเดิมจนได้ภาชนะที่เป็นที่นิยมในกลุ่มโรงแรมและร้านอาหารในเชียงใหม่และกรุงเทพฯ นายวชิระเสริมว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้งานปั้นดินเผาจะไม่เหลือเพียงตำนานอีกต่อไป"
โครงการยังวางแผนพัฒนาต่อเนื่องในระยะที่ 2 ด้วยการสร้างสรรค์สินค้าเฉพาะกลุ่มและจัดอบรมเชิงวัฒนธรรม เพื่อรักษาศิลปะหัตถศิลป์และส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชนยั่งยืน
“หัวใจของการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าหัตถศิลป์ดินปั้นของบ้านเหมืองกุงตั้งอยู่บนทักษะของช่างปั้นในชุมชน ที่สั่งสมจากการทำงานกับดินพื้นบ้านมาอย่างยาวนาน เป็นการนำทรัพยากรท้องถิ่น (Local Resources) ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) และ ช่างฝีมือท้องถิ่น (Local Artisans) มาต่อยอดให้เกิดคุณค่าเพิ่มในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับเครือข่ายศิลปิน นักศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบและการขยายการรับรู้ เพื่อให้ชุมชนบ้านเหมืองกุงสามารถยกระดับตนเองจาก “ชุมชนช่างปั้น” สู่ “ชุมชนหัตถศิลป์” และรักษาและสืบสานอัตลักษณ์ของมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นนี้ให้คงอยู่ต่อไป”
ที่มา : หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)