ถอดบทเรียนหาดใหญ่ 5 แสนล้าน ทำไมมาบตาพุดต้องเร่งปฏิรูประบบระบายน้ำ?
เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ที่ยืดเยื้อ 7 วัน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 5 แสนล้านบาท กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของการวางระบบระบายน้ำในเมืองขนาดใหญ่ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานไม่รองรับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นตามสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง บทเรียนนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในพื้นที่เมืองอุตสาหกรรมอย่างมาบตาพุด จังหวัดระยอง
เทศบาลนครมาบตาพุดเดินหน้าโครงการศึกษาความเหมาะสมระบบระบายน้ำและการป้องกันน้ำท่วม โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาเชิงระบบ รองรับการขยายตัวของเมืองและกิจกรรมเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก EEC
เมือง 165 ตารางกิโลเมตร กับแรงกดดันจากภูมิอากาศ
มาบตาพุดมีพื้นที่ประมาณ 165 ตารางกิโลเมตร การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและชุมชนเมืองเกิดขึ้นต่อเนื่อง พื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติลดลง ขณะที่ปริมาณฝนมีแนวโน้มรุนแรงและกระจุกตัวมากขึ้น
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เทศบาลจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น มีตัวแทนชุมชน 38 แห่ง หน่วยงานรัฐและเอกชนกว่า 400 คนเข้าร่วม ที่ห้องประชุมโพธิรักษา ศูนย์บริการสาธารณสุขเนินพยอม นายถวิล โพธิบัวทอง นายกเทศมนตรีนครมาบตาพุด ระบุว่าการบริหารจัดการที่ผ่านมาอาจไม่เพียงพอในบริบทใหม่ เมืองจำเป็นต้องมีข้อมูลที่แม่นยำและแผนระยะยาว
ใช้ GIS และ AI วิเคราะห์ทั้งระบบ
โครงการศึกษาครั้งนี้อยู่ภายใต้การดำเนินงานของสำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา นำโดย ดร.กฤษนัยน์ เจริญจิตร เป้าหมายคือวิเคราะห์สภาพปัจจุบันของระบบระบายน้ำ ระบุจุดเสี่ยง และจัดทำแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
เครื่องมือสำคัญที่ใช้ ได้แก่
ระบบภูมิสารสนเทศ GIS สำรวจภูมิประเทศและโครงข่ายท่อระบายน้ำ
การสำรวจภาคสนามเก็บข้อมูลคลอง ท่อ และจุดคอขวด
การใช้โดรนจัดทำภาพถ่ายทางอากาศความละเอียดสูง
การสร้างแบบจำลองการไหลของน้ำในสถานการณ์ต่าง ๆ
การจัดทำฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อบริหารจัดการระยะยาว
มาบตาพุดเป็นเมืองปลายน้ำ มีระดับพื้นที่แตกต่างกันและมีน้ำจากภูเขาไหลลงสู่ทะเล การออกแบบระบบต้องคำนึงถึงการลำเลียงน้ำอย่างรวดเร็วและปลอดภัย
แผนดำเนินงาน 3 ระยะ
การดำเนินงานแบ่งเป็น 3 ระยะหลัก
ระยะแรก สำรวจข้อมูลด้วย AI, GIS, Drone และ Big Data จัดทำแบบจำลองหาสาเหตุเชิงโครงสร้าง พร้อมรับฟังข้อเสนอจาก 38 ชุมชน
ระยะที่สอง คัดเลือกโครงการทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
ระยะที่สาม ดำเนินการก่อสร้างโครงการสำคัญเร่งด่วน
แนวคิดนี้ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การระบาย และการเตือนภัย รองรับเหตุการณ์ฝนตกหนักระดับรอบ 100 ปี หรือ 300 ปี
ตัวเลขที่ต้องรับมือ ฝน 30 มม. เท่ากับ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร
ผศ.ดร.ถนอมศักดิ์ บุญภักดี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ข้อมูลว่า พื้นที่เมืองประมาณ 100 ตารางกิโลเมตรมีความสามารถในการซึมน้ำต่ำ หากเกิดฝน 30 มิลลิเมตร จะมีปริมาณน้ำมากกว่า 3 ล้านลูกบาศก์เมตร และหากฝนเพิ่มเป็น 90–100 มิลลิเมตร ปริมาณน้ำจะเพิ่มขึ้นหลายเท่า โครงข่ายระบายน้ำเดิมอาจไม่รองรับ
แนวทางแก้ไขต้องเพิ่มพื้นที่รับน้ำทั้งบนดินและใต้ดิน พร้อมปรับปรุงจุดคอขวดในระบบ
บทเรียนหาดใหญ่ ความเสียหายที่ยังไม่จบ
ผศ.พยอม รัตนมณี จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่าน้ำท่วมหาดใหญ่ 7 วันสร้างความเสียหายรวมประมาณ 5 แสนล้านบาท การฟื้นฟูยังดำเนินต่อเนื่อง ปัญหาหลักมาจากระบบระบายน้ำไม่สอดคล้องกับปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น และระบบเตือนภัยยังไม่ครอบคลุมระดับพื้นที่ย่อย
กรณีดังกล่าวทำให้หลายเมืองเริ่มทบทวนแผนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำตั้งแต่ต้นทาง
เสียงจากชุมชน 38 แห่ง
ตัวแทนประชาชนในพื้นที่ให้ข้อมูลว่าหลายชุมชนประสบปัญหาน้ำท่วมหลังฝนตกเพียง 2 ชั่วโมง สาเหตุจากพื้นที่ต่ำ รับน้ำจากภูเขา และการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ เพิ่มพื้นที่ซับน้ำ ขยายท่อระบายน้ำ และสร้างแนวกั้นน้ำที่เหมาะสม พร้อมเรียกร้องให้ผลศึกษาถูกนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ผุดเมืองใหม่ "EEC" พื้นที่ลงทุน 15,000 ไร่ "พิพัฒน์" วางเป้าเมืองอัจฉริยะระดับโลก
- ฝนถล่มนนท์หนัก น้ำท่วม-เสาไฟล้ม
- นายกฯสั่งเร่งเยียวยาหาดใหญ่ เหตุน้ำท่วมครัวเรือนละ 9,000 บาท พร้อมถอดบทเรียนอย่าให้เกิดขึ้นอีก
- “ฝรั่งเศส” เตือนภัยระดับสีแดง พบน้ำท่วมสูงต่อเนื่อง
- วิกฤตเศรษฐกิจภาคใต้ “น้ำท่วมหาดใหญ่” ฉุดกำลังซื้อดิ่ง ธุรกิจฟื้นตัวช้า รอแรงพยุงจากรัฐ