โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ไทยต้องยืนบนลำแข้ง! “พีระพันธุ์” ชงอัดงบกองทัพสยบเขมร

TOJO NEWS

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Admin Tojo

“พีระพันธุ์” ชงอัดงบกองทัพสยบเขมร ลั่นไทยต้องยืนบนลำแข้ง เดินหน้าฉีก MOU 43-44 เพิ่มโทษประหารสแกมเมอร์

ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า วันที่ 18 มกราคม 2569 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในรายการ "เลือกตั้ง 69 เปลี่ยนใหม่หรือไปต่อ" โดยระบุถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์จากข้อเท็จจริงและ "ยืนบนลำแข้งของตนเอง" แม้นานาชาติมักเรียกร้องให้ไทยอดทนอดกลั้น พร้อมระบุว่าไทยไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มต้นความขัดแย้ง แต่ความตึงเครียดตามแนวชายแดนดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2550 ภายหลังคำตัดสินศาลโลกกรณีปราสาทพระวิหาร โดยฝ่ายกัมพูชามีความพยายามอ้างสิทธิ์เหนือแผ่นดินไทยมาโดยตลอด ขณะที่ไทยไม่เคยมีแนวคิดรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน

นายพีระพันธ์ุระบุว่า เหตุปะทะครั้งล่าสุดถือเป็นครั้งแรกที่ไทยต้องใช้กำลังทหารกว่า 20,000 นายจากทั้งสามเหล่าทัพ พร้อมอาวุธหนัก จึงจำเป็นต้องสนับสนุนกองทัพให้เดินหน้ายุทธศาสตร์ทางทหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความได้เปรียบก่อนการเจรจา โดยย้ำว่า "การเจรจาจะเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อไทยอยู่ในสถานะได้เปรียบ" และเสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ อาวุธยุทโธปกรณ์ และทรัพยากรที่จำเป็นอย่างเพียงพอ เพื่อให้ประเทศไทยเป็น "ยักษ์ที่มีกระบอง" ปกป้องอธิปไตยและนำไปสู่สันติภาพอย่างแท้จริง

สำหรับการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน นายพีระพันธุ์ระบุว่า หากรัฐบาลมีความจริงใจสามารถช่วยเหลือได้ทันที โดยนายกรัฐมนตรีสามารถออกระเบียบสำนักนายกฯ เพื่อใช้งบกลาง ไม่จำเป็นต้องยึดติดระเบียบเดิม หากไม่มีระเบียบรองรับก็สามารถออกใหม่ได้ พร้อมตั้งคำถามว่า "เหตุใดการช่วยประชาชนจึงยากกว่าการใช้งบประมาณกว่า 4,000 ล้านบาทจัดการแข่งขัน MotoGP" และย้ำว่า หากตนเป็นนายกรัฐมนตรี ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะสามารถเขียนและลงนามระเบียบเยียวยาได้ทันที

ด้านข้อพิพาทเขตแดน นายพีระพันธุ์เสนอให้ยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ทั้งหมด โดยชี้ว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เนื่องจากไทย–กัมพูชาได้แบ่งเขตแดนชัดเจนแล้วตั้งแต่ปี 2450 หากมีปัญหาควรยึดสนธิสัญญาไทย–ฝรั่งเศส และใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ส่วนเขตแดนทางทะเลซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของไทย ได้กำหนดเส้นเขตแดนตามหลักกฎหมายสากลครบถ้วนแล้ว จึงไม่ควรนำทรัพยากรของประเทศไปเจรจาแบ่งปัน สำหรับการปิดด่านชายแดนในสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่สามารถเปิดได้ แต่รัฐบาลต้องเร่งเยียวยาประชาชนด้วยงบกลางทันที และหากสถานการณ์ดีขึ้นในอนาคต อาจพิจารณาเปิดด่านภายใต้กติกาใหม่ที่รัดกุมกว่าเดิม

ขณะที่ปัญหาอาชญากรรมและสแกมเมอร์ นายพีระพันธุ์ระบุว่า หัวใจสำคัญคือ "ไม่มีกฎหมายลงโทษ" ปัจจุบันผู้กระทำผิดถูกดำเนินคดีฐานฉ้อโกงมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และลดโทษได้เมื่อรับสารภาพ ทำให้ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทั้งที่เป็นอาชญากรรมเชิงขบวนการ สร้างความเสียหายตั้งแต่หลักพันจนถึงระดับหมื่นล้านหรือแสนล้านบาททั่วโลก โดยย้ำว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะและเพิ่มโทษให้สาสม พร้อมเสนอแนวคิดลงโทษขั้นเด็ดขาดด้วยการ "ประหารชีวิต" หรือติด "คุกกลางทะเล" คุมขังในพื้นที่ตัดขาดจากโลกภายนอก โดยการนำแท่นขุดเจาะน้ำมันร้างกลางทะเลมาปรับปรุงเป็นสถานที่คุมขังนักโทษอาชญากรรมร้ายแรง เพื่อปิดช่องการสั่งการทำผิดซ้ำจากภายในเรือนจำ

"ปัญหาสแกมเมอร์เป็นปัญหาภายในประเทศที่ต้องแก้ให้ตรงจุด ไม่อาจหวังพึ่งแรงกดดันจากนานาชาติ หากรัฐไม่มีอำนาจทางกฎหมาย โทษไม่รุนแรง และไม่มีสถานที่ควบคุมเฉพาะ ก็ไม่สามารถปราบปรามได้อย่างแท้จริง" นายพีระพันธุ์ กล่าว

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ ย้ำจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เปรียบเสมือน "การเซ็นเช็คเปล่า" โดยย้ำว่าหมวด 1 และหมวด 2 ต้องได้รับการปกป้องอย่างชัดเจน

#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...