โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญ ชี้ “บาร์โค้ด” ทำให้บัตรเลือกตั้งมี ID เน้นป้องโกง

NATIONTV

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา

14 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณีพบบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ในการเลือกตั้ง2569 และถูกตั้งข้อสังเกตว่า จะทำให้ข้อมูลการเลือกตั้งของผู้ใช้สิทธิไม่เป็นความลับ นั้น

อาจารย์พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร และโซเชียลมีเดีย ให้ความเห็นกับ “ข่าวข้นคนข่าว” เนชั่นทีวี ว่า บาร์โค้ด ก็เหมือน id ของบัตรเลือกตั้ง จะรับประกันว่าไม่ใช่ของปลอมแน่

หากเทียบดูระหว่าง “บัตรเปล่า” กับ “บัตร มี id” อะไรจะรับประกันความน่าเชื่อถือเรื่องบัตรปลอมกับบัตรจริงได้ดีกว่ากัน

อาจารย์พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร และโซเชียลมีเดีย

มองว่าเจตนาของ กกต.เป็นเรื่องป้องกันการทุจริตมากกว่า ส่วนการสอบกลับไปต้นขั้ว จริงๆ ไม่ต้องมีบาร์โค้ดก็ทำได้อยู่แล้ว แต่ในฐานะขององค์กร กกต. การตรวจสอบกลับเพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมือง เป็นเรื่องที่เกิดยากกว่าการป้องกันการปลอมบัตร ตนเห็นว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในภาวะ defend mode แทบทุกเรื่อง และจับโยงเรื่องต่างๆ เข้าด้วยกันเหมือน “ทฤษฎีสมคบคิด”

ยกตัวอย่าง เปรียบเทียบกับหน่วยเลือกตั้งที่ประชาชนบอยคอต ไม่ไปลงคะแนนเลย เพราะขอไฟฟ้าแล้วไม่ได้ สมมติว่า ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่นั้น เกณฑ์คนของตัวเองไปสวมสิทธิ์ลงคะแนนแทน แล้วภายหลังเรื่องแดงขึ้นมา ระบบบาร์โค้ดจะเป็นประโยชน์ในการแทร็กกิ้งหรือตรวจสอบย้อนกลับว่า คนมาลงไม่ใช่ตัวจริง ส่วนกลโกงอย่างอื่นก็น่าจะป้องกันได้เช่นกัน ส่วนการล้วงความลับ ขั้นตอนคงไม่ง่าย และ กกต. คงไม่ยอมเสี่ยงด้วยแน่

อาจารย์พันธ์ศักดิ์ สรุปกรณีมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง 2 ประเด็น คือ

1. เป็นภารกิจของ กกต.ที่ต้องทำหน้าที่ให้การเลือกตั้งโปร่งใสที่สุด และตัวบัตรเองก็ต้องแน่ใจว่าเป็นบัตรของ กกต.จริงๆ

2.ในกรณีที่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใดก็ตาม สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ แต่ต้องไม่ทำเพื่อล้วงความลับ ต้องทำเพื่อตรวจสอบการทุจริต

สงสัยเลียนแบบโมเดลปั่น “ด้อมทรัมป์” หลังพ่ายไบเดน

อาจารย์พันธ์ศักดิ์ ยังเตือนว่า เหตุการณ์ในบ้านเราหลังเลือกตั้งครั้งนี้ กำลังเริ่มมีความคล้ายคลึงกับการรณรงค์ “หยุดปล้นชัยชนะ” โดยใช้แฮซแท็ก #StopTheSteal ที่ปลุกระดมส่งต่อกันบนโลกโซเชียลของคนอเมริกัน โดยด้อมการเมืองของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ชักใยอยู่เบื้องหลัง ซึ่งแคมเปญนี้เกิดขึ้นหลังจากทรัมป์พ่ายการเลือกตั้งต่ออดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน เมื่อปี 2020 โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ทำให้คนกลุ่มหนึ่งเกิดความเชื่อว่าทรัมป์ถูกปล้นชัยชนะ และออกมาประท้วง จนนำไปสู่ความความรุนแรงถึงขั้นจลาจล มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ไม่มีผลต่อการชนะของ โจ ไบเดน แต่อย่างใด

ความวุ่นวายขณะนี้ เป็นโมเดลเดียวกับที่คนกลุ่มหนึ่งกำลังนำมาใช้กับการเมืองไทยหลังแพ้เลือกตั้งหรือไม่ และผลที่ตามมาจะเกิดขึ้นเหมือนที่สหรัฐฯหรือเปล่า สังคมไทยต้องช่วยกันพิจารณาอย่างมีสติที่สุดต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...