โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

รบ.ทรัมป์ออกยุทธศาสตร์ป้องกันปท.ฉบับล่าสุด เน้นหนักทวีปอเมริกา ไม่ถือจีนเป็นศัตรูตัวฉกาจ ขณะเร่งชาติพันธมิตรแบกรับภาระความมั่นคงเพิ่มขึ้น

Manager Online

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

Trump administration's defense strategy tells allies to handle their own security

By KONSTANTIN TOROPIN and COURTNEY BONNELL Associated Press

24/01/2026

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) เผยแพร่เอกสารยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ หรือที่เรียกว่า “ยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติ” (National Defense Strategy) ฉบับใหม่ล่าสุดเมื่อคืนวันศุกร์ (23 ม.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนการจัดลำดับความสำคัญกันใหม่ โดยที่สั่งสอนพวกพันธมิตรของอเมริกาให้ต้องเข้ารับบทบาทควบคุมความมั่นคงปลอดภัยของพวกเขาเอง รวมทั้งย้ำเน้นยืนกรานว่า คณะบริหารทรัมป์มีจุดเน้นหนักให้ความสำคัญกับการมีฐานะครอบงำเหนือ “ซีกโลกตะวันตก” (Western Hemisphere) ซึ่งหมายถึงดินแดนทวีปอเมริกาเหนือ-ใต้ ยิ่งกว่าเป้าหมายในการต่อต้านจีนที่วอชิงตันเคยยึดถือมาอย่างยาวนาน

เอกสารความยาว 34 หน้าฉบับนี้ ซึ่งถือเป็นฉบับแรกที่ออกมานับตั้งแต่ปี 2022 มีเนื้อหาที่ให้น้ำหนักทางด้านการเมืองอย่างสูงลิ่วเมื่อพิจารณาว่ามันเป็นพิมพ์เขียวทางการทหาร โดยวิพากษ์วิจารณ์พวกหุ้นส่วนของสหรัฐฯทั้งหลายตั้งแต่ยุโรปไปจนถึงเอเชียว่าคอยแต่พึ่งพาอาศัยคณะบริหารสหรัฐฯชุดก่อนๆ ให้อุดหนุนช่วยเหลือด้านกลาโหมของพวกเขาเอง เอกสารฉบับนี้เรียกร้องให้ดำเนิน “การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและชัดเจน –ทั้งในด้านแนวทางวิธีการ, จุดเน้นหนัก, และน้ำเสียง” ซึ่งแปลออกมากลายเป็นการประเมินแบบโฉ่งฉ่างไม่ยั้งมือว่า พวกพันธมิตรทั้งหลายควรจะต้องเข้ารับภาระให้มากขึ้นในการต่อสู้ต้านทานชาติต่างๆ ที่ถือเป็นปรปักษ์ ตั้งแต่รัสเซียไปจนถึงเกาหลีเหนือ

“เป็นเวลานานเกินไปแล้วที่รัฐบาลสหรัฐฯเพิกเฉยละเลย –กระทั่งปฏิเสธ—ที่จะถือเอาชาวอเมริกันและผลประโยชน์ต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมของพวกเขาเป็นอันดับแรก” ประโยคเปิดของเอกสารฉบับนี้กล่าวเอาไว้เช่นนี้

จังหวะเวลาของการเปิดตัว “ยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติ” ของสหรัฐฯคราวนี้ เหมือนกับเป็นการต่อยอดจากช่วง 1 สัปดาห์ของความบาดหมางไม่ลงรอยกันระหว่างคณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับพวกที่ถือเป็นพันธมิตรเก่าแก่มาแต่ไหนแต่ไรอย่างเช่นยุโรป โดยที่ตัวทรัมป์เองข่มขู่คุกคามที่จะรีดภาษีศุลกากรเอากับหุ้นส่วนชาวยุโรปเหล่านี้บางราย เพื่อบีบคั้นให้ยอมรับข้อเสนอของเขาที่จะเข้าครอบครองเกาะกรีนแลนด์ ก่อนที่จะออกมาประกาศว่าสามารถทำดีลซึ่งลดอุณหภูมิให้ต่ำลง

เฉกเช่นเดียวกับพวกพันธมิตรในยุโรปที่ท้าทายประจันหน้ากับสิ่งซึ่งบางรายมองว่าเป็นท่าทีแบบศัตรูจากสหรัฐฯ มันก็แทบเป็นการแน่นอนอยู่แล้วว่าพวกเขาต้องรู้สึกไม่พอใจเช่นกัน ที่ได้เห็นกระทรวงของรัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ประกาศเอาไว้ในเอกสารฉบับนี้ว่า จะพิจารณา “ทางเลือกที่เชื่อถือได้ต่างๆ เพื่อรับประกันว่าสหรัฐฯจะสามารถเข้าถึงภูมิประเทศหลัก ทั้งในทางการทหารและทางการพาณิชย์” โดยภูมิประเทศหลักซึ่งเอกสารฉบับนี้เน้นหนักเป็นพิเศษก็คือ กรีนแลนด์ และคลองปานามา

ภายหลังจากมีปากมีเสียงกันเล็กน้อยระหว่างคณะบริหารทรัมป์ กับ นายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในระหว่างการประชุมหารือบนเวที เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) ณ รีสอร์ตสกี ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เอกสารยุทธศาสตร์ฉบับนี้เรียกร้องความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯกับแคนาดา และชาติเพื่อนบ้านอื่นๆ ของสหรัฐฯ ทว่าขณะเดียวกันก็ยังคงออกคำเตือนที่เป็นเหมือนการข่มขู่อย่างโจ่งแจ้ง

“เราจะมีปฏิสัมพันธ์อย่างสุจริตจริงใจกับพวกเพื่อนบ้านของเรา ตั้งแต่แคนาดาไปจนถึงพวกหุ้นส่วนของเราในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ แต่เราก็จะทำให้เกิดความแน่ใจด้วยว่าพวกเขาจะเคารพและกระทำในส่วนของพวกเขาเพื่อปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ที่มีอยู่ร่วมกันของพวกเรา” เอกสารนี้ระบุ “และในจุดที่พวกเขาไม่ได้กระทำเช่นนั้น เราก็พรักพร้อมอยู่แล้วที่จะดำเนินปฏิบัติการที่เด็ดขาดอย่างมีจุดเน้นหนัก เพื่อผลักดันผลประโยชน์ต่างๆ ของสหรัฐฯให้คืบหน้าไปอย่างเป็นรูปธรรม”

คล้ายคลึงอยู่มากทีเดียวกับเอกสาร “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ” (National Security Strategy) ฉบับปี 2025 ของทำเนียบขาวที่ออกมาเผยแพร่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา พิมพ์เขียวด้านกลาโหมฉบับนี้ก็เป็นสิ่งส่งเสริมเพิ่มกำลังให้แก่ปรัชญา “อเมริกาต้องมาเป็นอันดับแรก” (America First) ของทรัมป์ ซึ่งนิยมชมชอบการไม่เข้าแทรกแซงในต่างแดน, ตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่ดำเนินมาหลายสิบปีแล้ว, และจัดลำดับความสำคัญเกี่ยวกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯกันเสียใหม่ ทั้งนี้ เอกสารยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติฉบับก่อนหน้านี้ซึ่งเผยแพร่ออกมาในปี 2022 สมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน นั้นมุ่งเน้นหนักที่ประเทศจีน โดยระบุ แดนมังกรเป็น “ความท้าทายที่จะต้องบริหารจัดการในเรื่องจังหวะฝีก้าว” (pacing challenge) ของอเมริกา

ซีกโลกตะวันตก

ยุทธศาสตร์ฉบับนี้เว้าวอนขอความช่วยเหลือจากพวกหุ้นส่วนในย่านหลังบ้านของอเมริกา แต่พร้อมกันนั้นก็ตักเตือนพวกเขาด้วยว่า สหรัฐฯจะ “พิทักษ์ปกป้องผลประโยชน์ต่างๆ ของอเมริกาอย่างกระตือรือร้นและอย่างไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ในตลอดทั่วทั้งซีกโลกตะวันตก”

เอกสารนี้ชี้เจาะจงไปที่เรื่องการเข้าถึงคลองปานามาและเกาะกรีนแลนด์ มันถูกนำออกเผยแพร่เพียงแค่ไม่กี่วันหลังจาก ทรัมป์ แถลงที่ดาวอสว่า เขาสามารถทำ “กรอบโครงของข้อตกลงในอนาคต” ว่าด้วยความมั่นคงของภูมิภาคอาร์กติก ได้แล้ว จากการเจรจาหารือกับ มาร์ก รึตเตอ เลขาธิการองค์การนาโต้ ซึ่งจะมีการเสนอให้สหรัฐฯสามารถ “เข้าถึงอย่างสมบูรณ์แบบ” สำหรับเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนในอธิปไตยของเดนมาร์ก ที่มีฐานะเป็นชาติพันธมิตรนาโต้รายหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ในส่วนของพวกเจ้าหน้าที่เดนมาร์ก ซึ่งพูดกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (22 ม.ค.) โดยขอให้สงวนนาม เพื่อประโยชน์ในการเจรจาหารือเรื่องที่มีความอ่อนไหวนั้น บอกว่าการเจรจาอย่างเป็นทางการยังไม่ทันเริ่มต้นขึ้นมาเลย

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ยังเคยบ่งชี้ว่า สหรัฐฯสมควรที่จะพิจารณาเพื่อกลับเข้าควบคุมคลองปานามาอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งกล่าวหาปานามาว่ากำลังอ่อนข้อให้แก่อิทธิพลของจีน เมื่อถูกถามในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เรื่องที่สหรัฐฯจะอ้างสิทธิเหนือคลองสำคัญสายนี้อีกคำรบหนึ่ง คือสิ่งที่สหรัฐฯยังอาจจะดำเนินการต่อไปใช่หรือไม่ ทรัมป์ก็แสดงท่าทีสุขุมเคร่งขรึม

“ผมไม่ต้องการบอกคุณเรื่องนี้หรอก” ประธานาธิบดีสหรัฐฯตอบ “ทำนองนั้นแหละ ผมคงต้องขอพูดว่า ทำนองนั้นแหละ นี่เป็นเรื่องแบบที่ยังคงวางเอาไว้บนโต๊ะสำหรับให้พิจารณากัน”

เพนตากอนยังป่าวร้องให้เหตุผลทำนองเดียวกันนี้ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การปฏิบัติการของสหรัฐฯในการโค่นล้มประธานาธิบดีนิโคลาส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ออกจากตำแหน่งตอนต้นเดือนนี้ พร้อมกับกล่าวสำทับว่า “พวกผู้ก่อการร้ายด้านยาเสพติดทั้งหมดควรต้องสังวรกันเอาไว้”

จีนและภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกโดยรวม

เอกสารด้านนโยบายฉบับใหม่นี้มีทัศนะต่อประเทศจีน –ซึ่งคณะบริหารไบเดนเคยมองว่าเป็นปรปักษ์รายสำคัญที่สุดรายหนึ่ง— ว่าเป็นพลังที่ปักหลักปักฐานแล้วพลังหนึ่งในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งมีความจำเป็นเพียงแค่ต้องป้องปรามไม่ให้มีอำนาจครอบงำเหนือสหรัฐฯหรือพันธมิตรของสหรัฐฯเท่านั้น

เป้าหมาย “ไม่ใช่อยู่ที่การมีอำนาจครอบงำเหนือจีน และก็ไม่ใช่การเค้นคอให้หายใจไม่ออกหรือการดูถูกดูหมิ่นพวกเขา” เอกสารฉบับนี้กล่าว ต่อจากนั้นในอีกช่วงหนึ่ง เอกสารนี้ก็พูดเพิ่มเติมว่า “นี่ไม่ได้เรียกร้องต้องการให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงระบอบปกครอง หรือให้ดำเนินการต่อสู้อย่างชนิดเพื่อรักษาการดำรงคงอยู่ในบางรูปแบบแต่อย่างใด”

“ประธานาธิบดีทรัมป์แสวงหาสันติภาพที่มีเสถียรภาพ, การค้าที่เป็นธรรม, และความสัมพันธ์ที่เคารพกันกับประเทศจีน” ยุทธศาสตร์ฉบับนี้ระบุ ซึ่งลงรอยกับความพยายามในการก้าวลงบันไดลดความร้อนระอุของสงครามการค้าที่จุดชนวนขึ้นจากมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรสูงทะลุฟ้าของคณะบริหารชุดนี้นั่นเอง เอกสารนี้ยังบอกว่า สหรัฐฯจะ “เปิดการติดต่อสื่อสารแบบระหว่างทหาร-กับ-ทหารในแวดวงขอบเขตที่กว้างขวางยิ่งขึ้น” กับทางกองทัพจีน

เวลาเดียวกัน เอกสารยุทธศาสตร์ฉบับนี้ไม่ได้มีการเอ่ยอ้างพาดพิงถึงไต้หวัน ตลอดจนไม่ได้พูดถึงการค้ำประกันไต้หวัน

ตรงกันข้ามกันเลยกับยุทธศาสตร์กลาโหมปี 2022 ในสมัยคณะบริหารไบเดน ที่ระบุว่า สหรัฐฯจะ “สนับสนุนการป้องกันตนเองแบบอสมมาตรของไต้หวัน”

ในอีกตัวอย่างหนึ่งของการปลดลดภาระการรักษาความมั่นคงระดับภูมิภาคของสหรัฐฯ โดยปล่อยให้พวกพันธมิตรเป็นคนดูแลแทน เอกสารนี้บอกว่า “เกาหลีใต้มีความสามารถในการเข้าแบกรับความรับผิดชอบอย่างสำคัญที่สุด สำหรับการป้องปรามเกาหลีเหนือ โดยที่มีการสนับสนุนอันสำคัญอย่างยิ่งทว่าจำกัดลงกว่าเดิมจากสหรัฐฯ”

ยุโรป

ขณะที่ระบุว่า “รัสเซียจะยังคงเป็นภัยคุกคามอย่างไม่หนีหายไปไหนทว่าสามารถที่จะบริหารจัดการได้ ต่อบรรดาสมาชิกทางด้านตะวันออกขององค์การนาโต้ ในอนาคตอันใกล้นี้” แต่ยุทธศาสตร์กลาโหมฉบับนี้ก็ยืนกรานว่า ชาติพันธมิตรนาโต้ทั้งหลายจะต้องทรงอำนาจยิ่งขึ้นกว่านี้อีกมากมายนัก เพื่อที่จะอยู่ใน “ฐานะอันแข็งแกร่งสำหรับการเข้าแบกรับความรับผิดชอบอย่างสำคัญที่สุด ในการปกป้องคุ้มครองยุโรปในลักษณะตามแบบแผน (conventional defense ซึ่งก็คือการป้องกันที่ไม่ได้มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ -ผู้แปล)”

เอกสารนี้กล่าวว่า เพนตากอนจะแสดงบทบาทสำคัญในองค์การนาโต้ต่อไป “ถึงแม้ว่าเรามีการกำหนดจัดวางรูปทรงทางทหารของสหรัฐฯ และกิจกรรมต่างๆ ของกองทหารสหรัฐฯในยุทธบริเวณยุโรปอย่างชัดเจนแน่นอนมากยิ่งขึ้น” เพื่อจะได้หันมาเน้นหนักยังเรื่องสำคัญต่างๆ ที่อยู่ใกล้สหรัฐฯมากกว่า

ทั้งนี้สหรัฐฯได้ยืนยันแล้วว่า จะลดทอนการปรากฏตัวทางทหารของตนในพวกประเทศนาโต้ที่มีชายแดนติดต่อกับยูเครน ถึงแม้ชาติพันธมิตรนาโต้กำลังแสดงความวิตกกังวลว่า คณะบริหารทรัมป์อาจตัดลดจำนวนทหารอเมริกันดังกล่าวลงอย่างฮวบฮวบ และปล่อยให้เกิดสุญญากาศทางความมั่นคงขึ้นมา ขณะที่พวกประเทศทางยุโรปกำลังต้องเผชิญหน้ากับรัสเซียที่มีท่าทีก้าวร้าวรุกรานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

(เก็บความจากเรื่อง Trump administration's defense strategy tells allies to handle their own security By KONSTANTIN TOROPIN and COURTNEY BONNELL Associated Press ดูต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่ https://www.npr.org/2026/01/24/nx-s1-5687168/trump-administration-defense-strategy)

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...