เอกนิติ ชี้เศรษฐกิจไทยเผชิญมรสุม ชูธนู 3 ดอก ดันลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน-คน-กฎหมาย
เอกนิติ รองนายกฯ-รมว.คลัง ชี้ไทยต้องเปลี่ยนจาก “Quick Big Win” สู่ “Big Wins” ชูธนู 3 ดอก ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน-คน-กฎหมาย เพิ่มขีดแข่งขัน ฟื้นเศรษฐกิจให้แข็งแรง ฝ่ามรสุม 3 ลูกใหญ่ ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ภัยพิบัติ และความอ่อนแอภายในประเทศ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Fiscal Transformation : ปฏิรูปการคลัง เพิ่มรายได้รัฐ เป็นเกราะป้องกันมรสุมโลก” ในงานสัมมนา Posttoday Thailand Economic Drives 2026 โดยระบุว่า ประเทศไทยต้องเผชิญ “มรสุม” ทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ
โดยมองว่าปี 2569 มีมรสุมถึง 3 ลูกใหญ่ ลูกแรก คือ มรสุมจากภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geopolitics and Geoeconomics) ซึ่งไม่อาจแยกจากกันได้ในปัจจุบัน โดยความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ ผ่านภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกผันผวน
ลูกที่สอง คือ มรสุมด้านภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง ซึ่งกระทบทั้งประชาชนและภาระงบประมาณของรัฐ โดยในปี 2568 ใช้งบฯกลางหลายหมื่นล้านบาทในการดูแลและเยียวยาประชาชนจากภัยพิบัติต่าง ๆ
ลูกที่สาม คือ มรสุมภายในประเทศ ได้แก่ ความอ่อนแอของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน จากปัญหาหนี้ครัวเรือน โครงสร้างประชากรสูงวัย และการลงทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วิกฤตปี 2540 จาก 40% ของ GDP เหลือเพียง 23% ของ GDP ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวสูงถึงราว 70% ของ GDP
ทั้งนี้ เพื่อต้านมรสุมทั้งสามลูกจึงจำเป็นต้องมี “ธนู 3 ดอก” หรือเครื่องมือหลัก 3 ประการ
ดอกแรก คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นรากฐานของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ทั้งโซลาร์และพลังงานสีเขียว โดยต้องเปิดโอกาสให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) อย่างจริงจัง มรสุมโลกจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้จะเป็นวิกฤต แต่ก็ถือเป็นโอกาส โดยประเทศในอาเซียนรวมถึงประเทศไทยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเป็นกลางท่ามความขัดแย้ง ทำให้ฐานการลงทุนระดับโลกเริ่มย้ายเข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้น
นายเอกนิติกล่าวว่า คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้ากว่า 60% โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น เกษตรอัจฉริยะ อุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูปอาหาร สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า เวลเนส (Wellness) และพลังงานสะอาด ซึ่งหากสามารถเร่งปลดล็อกกฎระเบียบได้เต็มที่ มูลค่าการลงทุนที่รออยู่ราว 4.8 แสนล้านบาท อาจขยายตัวเป็นเกือบ 9.7 แสนล้านบาท และในปี 2569 การลงทุนจากต่างประเทศอาจเติบโตเกือบ 20%
อย่างไรก็ตาม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้จำกัดอยู่แค่พลังงานสีเขียว แต่ต้องครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานในระดับท้องถิ่นด้วย ทั้งระบบป้องกันภัยพิบัติและโครงการพัฒนาชุมชน โดยรัฐต้องลงทุนเป็นแกนหลัก และดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนผ่านรูปแบบ PPP เพื่อไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระหนี้เพียงฝ่ายเดียว พร้อมทั้งใช้ทรัพยากรของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ดอกที่สอง คือการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงานเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องนำดิจิทัลและ AI มาใช้ยกระดับระบบการศึกษา สร้างการเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษากับตลาดแรงงาน ผ่านแนวคิด “Skill Bridge” ให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมออกแบบหลักสูตร ฝึกอบรม และรับคนเข้าทำงานจริง เพื่อให้ผู้เรียนมีงานทำตรงกับทักษะ และยกระดับรายได้ของคนไทยทั้งประเทศ รวมถึงใช้ประชาชนหัดใช้ AI ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส
ดอกที่สาม คือการลงทุนด้านกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อปลดล็อกอุปสรรคที่ขวางการลงทุน ทั้งเรื่องวีซ่าแรงงานทักษะสูง การใช้ที่ดิน และขั้นตอนอนุญาตต่าง ๆ ที่ล่าช้า จำเป็นต้องมีการปฏิรูปกฎหมายในภาพใหญ่ ผ่านการออกกฎหมายลักษณะ “รวบยอด” (Omnibus Law) ที่รวมกฎระเบียบด้านการลงทุนไว้ในฉบับเดียว ลดความซ้ำซ้อน และย่นระยะเวลาการพิจารณาจากหลายปีให้เหลือสั้นที่สุด เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นายเอกนิติกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตที่ 2.5% แม้จะไม่สูงมากเมื่อเทียบกับบางประเทศ แต่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ และถือเป็นการพาประเทศออกจาก “ICU” ได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวระยะสั้นไม่เพียงพอ ประเทศไทยยังเผชิญมรสุมอีกหลายระลอก จำเป็นต้องเปลี่ยนจาก “Quick Big Win” ไปสู่ “Big Wins” เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอกนิติ ชี้เศรษฐกิจไทยเผชิญมรสุม ชูธนู 3 ดอก ดันลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน-คน-กฎหมาย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net