นโยบาย ‘เพี้ยน’ ขัดรัฐธรรมนูญ ขัดกฎหมายระหว่างประเทศ กับความเงียบงันของ กกต.
21ม.ค. 2569 - รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง นโยบาย “เพี้ยน” กับความเงียบงันของ กกต. มีเนื้อหาดังนี้
การที่การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น สามารถถูกใช้เป็นเวทีเสนอนโยบายระดับนิยายวิทยาศาสตร์ “สุดเพี้ยน” ปะปนกับข้อเสนอที่ขัดรัฐธรรมนูญ ขัดกฎหมายระหว่างประเทศ และอยู่นอกอำนาจรัฐอย่างสิ้นเชิง โดยปราศจากการ “ทักท้วง” ใด ๆ จากองค์กรอิสระผู้กำกับการเลือกตั้งอย่าง กกต. สิ่งนี้ไม่ได้สะท้อน “เสรีภาพทางความคิด” หรือ “เสรีภาพทางการเมือง” หากแต่สะท้อน “ความเสื่อมทราม” ของการบังคับใช้กฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง เพราะเมื่อระบบกฎหมายเปิดช่องให้อำนาจรัฐเข้าไปกำกับเนื้อหาการหาเสียง แต่กลับปล่อยปละละเลยให้ความ “เพ้อเพี้ยน” ดำรงอยู่ได้อย่างไร้การตรวจสอบ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เปิดกว้าง หากแต่คือการเมืองที่ไร้สาระ และการเลือกตั้งที่กำลังถูกลดทอนให้เป็นเพียง “ปาหี่” ที่ไม่มีใครรับผิดชอบต่อความหมายของมัน
การเลือกตั้งที่การเสนอนโยบาย “บ้าบอ” ไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่หลวงในตัวของมันเอง เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งคือผู้ตัดสินขั้นสุดท้าย แต่ระบบการเมืองไทยที่มีกฎหมายเลือกตั้งที่ให้อำนาจกว้างขวางแก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ในการควบคุมการหาเสียง ป้องกันการหลอกลวง และรักษาความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการการเลือกตั้ง ทั้งอำนาจนี้ก็ถูกใช้มาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการจำกัด “ถ้อยคำ” และ “บทบาท” ในการหาเสียง แม้การกระทำในระดับจุลภาคอย่างขนาดของป้ายหาเสียง การจัดมหรสพ บริจาคเงินให้วัด ก็เคยเอาเรื่องมาแล้ว แต่กลับ “ผ่อนปรน” “เงียบเฉย” เมื่อเผชิญนโยบายมหึมาระดับนิวเคลียร์และกว้างขวางระดับอวกาศ ที่ขัดต่อโครงสร้างกฎหมายและความจริงขั้นพื้นฐานของรัฐ
กกต.มีอำนาจพิจารณาความเป็นไปได้ ว่าการหาเสียงใด ทำให้ประชาชน “เข้าใจผิด” ได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างการปรับโครงสร้างครอบครัวที่เหนือจริง การหาซื้อนิวเคลียร์เป็นสิบลูก การจัดตั้งกองทัพอวกาศ สร้างจรวดวิ่งไปดาวอังคารดาวศุกร์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว จัดตั้งสาขาของศูนย์การค้าในต่างดาว ผู้ชายมีเมียได้ดาวละคน ล้วนเป็นการบิดเบือนที่สะท้อนให้เห็น “ตัวตน” ของผู้เสนอ แต่ความไม่รู้ร้อนรู้หนาวของ กกต. สะท้อนตัวตนของ “สถาบัน” ในระดับโครงสร้าง อันเป็นปัญหาคลาสสิกขององค์กรอิสระไทย นั่นคือ การบังคับใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติ ความไม่สม่ำเสมอ ความไม่อธิบาย และความไม่ต้องรับผิดชอบ
ที่เลวร้ายยิ่งกว่า คือ การปล่อยให้การเมืองกลายเป็นพื้นที่การแสดงของ “ตัวตลก” โดยไม่มีการแยกแยะระหว่างนโยบายสาธารณะกับเรื่องเพ้อเจ้อ ย่อมไม่ใช่การทำให้การเมืองได้ “ผ่อนคลาย” หรือ “เข้าถึงง่าย” แต่กลับทำให้การเมืองหมดความหมาย เมื่อความจริงจังกลายเป็นภาระ และความเพ้อเพี้ยนกลายเป็นเรื่องปลอดภัย ผู้สมัครที่ตั้งใจจริงถูกทำให้ดูโง่ ขณะที่ระบบเลือกตั้งถูกลดระดับให้ต่ำกว่า “ละครลิง” เรียกยอดวิว ผลลัพท์คือการตอกย้ำความเชื่อของประชาชนจำนวนไม่น้อย ที่เริ่มเห็นว่าการเลือกตั้งไม่อาจเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในสังคมได้
ความเงียบของ กกต. ในกรณีเช่นนี้ ไม่อาจอธิบายว่าเป็นความเป็นกลาง หรือความอดกลั้นทางประชาธิปไตยได้เลย เพราะความเป็นกลางในระบอบนิติรัฐ หมายถึงการบังคับใช้กติกาอย่างเสมอภาค ไม่ใช่การเลือกนิ่งเฉยเมื่อกติกาถูกท้าทาย หากองค์กรที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อปกป้องความสุจริตของการเลือกตั้ง และควบคุมความเป็นไปได้ของนโยบาย กลับปล่อยให้การเลือกตั้งเป็นการแสดงโดยไม่รู้สึกรู้สา อำนาจที่มีไม่ถูกใช้อย่างโปร่งใส มีหลักเกณฑ์และเสมอภาค ปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมไม่ใช่เรื่องของผู้สมัครที่ “เพี้ยน” ไม่กี่คน แต่คือการล่มสลายเชิงศีลธรรมของสถาบันกำกับการเลือกตั้งเอง เมื่อผู้เฝ้ากติกายอมปล่อยมือ สิ่งที่พังทลายลงไม่ใช่เพียงมาตรฐานของนโยบาย แต่คือความชอบธรรมของระบอบการเมืองทั้งระบบและความศรัทธาของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตย