โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รฟม. ล้างหนี้!! เปิดเกมมหากาพย์รถไฟฟ้าสายสีเขียว หนี้เรื้อรังปะทุ ซับซ้อนหลายฝ่าย กทม. รับภาระหลังโอนกิจการ ศาลสั่งจ่ายเงินปิดหลายคดีแต่ยังไม่จบ

THE STATES TIMES

อัพเดต 02 มี.ค. เวลา 05.48 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 06.30 น. • AYA IRRAWADEE

หลังจากเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรจบกันไปหมาดๆ ตอนนี้กลับเริ่มเห็นสนามเลือกตั้งย่อยเริ่มมาคึกคักกันอีกรอบแล้ว ไม่ใช่ที่ไหนเลยนั่นคือสนามเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพนั่นเอง และช่วงนี้ก็มีข่าวออกมาว่าผู้ว่าคนปัจจุบันคือฮีโร่ที่ล้างหนี้กับ รฟม. แล้ว ดังนั้นวันนี้ก่อนที่ทุกคนจะตกเป็นเหยื่อไอโอ เอย่าจะมาเล่าเรื่องของมหากาพย์ รฟม. ให้ทุกคนได้ทราบกันคะ
เราต้องมาย้อนมหากาพย์รถไฟฟ้าในกรุงเทพเมืองฟ้าอมรนี้ก่อน ก่อนอื่นเอย่าขอพาย้อนไปในช่วงปี 2535 ที่ตอนนั้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าฯกทม. เริ่มมีแนวคิดอยากแก้ไขปัญหาเรื่องรถติดในกรุงเทพด้วยการสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งในขณะนั้น BTS ก็ชนะการประมูลสัมปทานก่อสร้างและเดินรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เป็นระยะเวลา 30 ปี เป็นสัญญาแบบ BOT (Build, Operate, Transfer) หรือ BTS รับผิดชอบดูแลการก่อสร้างโยธาทุกอย่าง ทั้งทางยกระดับ ระบบราง ตัวสถานี โรงซ่อมบำรุง ดำเนินการเดินรถและซ่อมบำรุง โดยรถไฟฟ้าสร้างเสร็จและเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2542 ซึ่งในตอนนั้นมีแค่ 2 สาย 23 สถานี คือ สายสีลม (เขียวเข้ม) : ระหว่าง สนามกีฬาแห่งชาติ – สะพานตากสิน และ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อน) : ระหว่าง หมอชิต – อ่อนนุช ณ เวลานั้นค่าโดยสารอะไรทั้งหมด BTS รับไปเต็มๆ เพราะลงทุนทุกอย่างเองหมด พอจบสัมปทาน 30 ปี ถึงยกทรัพย์สินทุกอย่างให้กับ กทม. ซึ่งปีที่หมดสัมปทานคือ 2572 นั่นเอง
ความวุ่นวายเริ่มก่อตัวขึ้นจากการมีการทำรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายได้แก่ สายสีลม (สีเขียวเข้ม) จากสถานีสะพานตากสิน ถึงสถานีบางหว้า และ สายสุขุมวิท (สีเขียวอ่อน) จากสถานีอ่อนนุชถึงสถานีแบริ่ง โดยในส่วนนี้ กทม. เป็นคนจ่ายค่าก่อสร้างโยธาทั้งหมด ทางยกระดับ ตัวสถานี ระบบราง ฯลฯ โดย กทม. ในยุค ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ลงนามเซ็นต์สัญญาว่าจ้าง BTS เป็นผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุง ในส่วนต่อขยายที่ 1 ที่เพิ่งสร้างขึ้นมา เป็นระยะเวลา 30 ปี ในส่วนนี้มีจุดที่เป็นประเด็นอยู่คือ สัญญานี้เพิ่มระยะเวลาให้ BTS เป็นผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุงเส้นทางเดิมที่จะครบกำหนดอายุสัมปทานในปี 2572 ที่เป็นส่วนรถไฟฟ้าส่วนแรกอีกด้วย โดยอายุของสัญญาที่เซ็นต์เพิ่มนี้จะหมดในปี 2585 ละจากจุดนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหานี้ของ รฟม. และ กทม. กล่าวคือ เมื่อทาง BTS ได้เงินมาทาง BTS ต้องเอารายได้จากการขายตั๋วนำส่งให้ กทม. เพราะ กทม. เป็นผู้ว่าจ้าง ส่วนทาง BTS นั้น เป็นเพียงผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุงในฐานะลูกจ้างของ กทม. อีกต่อนั่นเอง
.
ต่อมามีการต่อส่วนขยายที่ 2 เพิ่มเติมได้แก่ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อนเหนือ) จากสถานีหมอชิตถึงสถานีคูคต และ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อนใต้) จากสถานีแบริ่งถึงสถานีเคหะฯ จะพบว่าสถานีปลายทางทั้ง 2 สายไม่ได้อยู่ในพื้นที่กรุงเทพแล้วแต่ไปอยู่ในพื้นที่ของปทุมธานีและสมุทรปราการ ดังนั้นส่วนต่อขยายที่นอกเหนือกรุงเทพนั้นในยุคที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีด้มีมติให้ รฟม. เป็นผู้รับผิดชอบในส่วนของค่าก่อสร้างทั้งหมด แต่ทว่ารถไฟฟ้านั้นวิ่งยาวต่อเนื่องเป็นสายเดียวกัน มีเจ้าของหลายคน หลายช่วงต่อ มีปัญหาเรื่องการเก็บเงิน แจกจ่ายรายได้ต่างๆ ฯลฯ ในปี 2558 กระทรวงคมนาคมได้มีมติเปลี่ยนให้ กทม. เป็นรับผิดชอบการเดินรถโครงการสายสีเขียวทั้งหมด กลายเป็นว่า กทม. ต้องรับโอนหนี้ค่าก่อสร้างประมาณ 6 หมื่นล้านบาทในส่วนต่อขยายจาก รฟม. มาด้วยนั่นเอง
จากนั้นทางกรุงเทพได้ให้บริษัท กรุงเทพธนาคม คำถามคือบริษัทกรุงเทพธนาคมคือใคร เอย่าจะตอบสั้นๆเข้าใจง่ายๆคือ บริษัทกรุงเทพธนาคม คือบริษัทที่มีกรุงเทพมหานครถือหุ้นใหญ่มีหน้าที่เป็นวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่คล้ายรัฐวิสาหกิจของท้องถิ่น โดยมีหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะและบริหารจัดการสาธารณูปโภค เช่น ขนส่งมวลชนสิ่งแวดล้อมและกิจการพิเศษนั่นเอง ซึ่งกรุงเทพธนาคมได้ว่าจ้าง BTS ในการติดตั้งงานระบบและเป็นผู้เดินรถต่ออีกทอดหนึ่ง กลายเป็นว่า สัญญาให้ BTS ดูแลส่วนบริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่ 2 จุดนี้ด้วย เป็นระยะเวลา 25 ปี โดยสัญญาจะสิ้นสุดในปี 2585 ต่อมากรุงเทพธนาคม ได้ซื้องานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) จากบีทีเอส และจากตรงนี้เป็นจุดสร้างหนี้เพิ่มอีก 23,312 ล้านบาท ซึ่งหนี้ก้อนนี้เกิดจากค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (Electrical and Mechanical - E&M) สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 นั่นเอง
ในยุคผู้ว่าฯ อัศวินขวัญเมืองมีความพยายามที่จะไม่ใช้เงินของ กทม. ในการเข้ามาจัดการแก้ปัญหาหนี้ก้อนนี้ โดยทางผู้ว่าอัศวิน ในเวลานั้นได้เสนอแนวทางการแก้ไขโดยใช้โมเดลการลงทุน PPP แบบ Net Cost หรือคือการการร่วมทุนที่เอกชนรับความเสี่ยงด้านรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมด (รับรายได้ค่าบริการเอง) โดยเอกชนจะรับผิดชอบออกแบบ ก่อสร้าง จัดหาเงินทุน และเดินรถ โดยมีหน้าที่จ่ายค่าสัมปทานหรือส่วนแบ่งรายได้ให้ภาครัฐ ซึ่งทำให้รัฐลดภาระทางการเงินและหนี้สาธารณะได้ดีกว่า โดยวิธีนี้มีข้อดีคือ ภาครัฐลดภาระงบประมาณได้สูงสุด ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงรายได้ต่ำกว่าเป้า ในขณะที่ก็มีข้อจำกัดคือ เอกชนอาจไม่สนใจหากโครงการมีความเสี่ยงสูง และรัฐบาลควบคุมราคาค่าโดยสารได้ยากกว่า เพราะเอกชนต้องดูแลรายได้เองทั้งหมด และนี่เองที่ทำให้เมื่อเข้าสู่คณะรัฐมนตรีแล้วไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
รฟม. เริ่มฟ้อง กทม. ในปี 2564 รฟม. ได้ฟ้อง กทม. ที่ 2 คดีคือ คดีที่ รฟม. ฟ้องเรียกค่าจ้างเดินรถ/ระบบ (O&M / E&M) โดยมี บริษัท กรุงเทพธนาคม และ กทม. เป็น คู่กรณี กับคดีดีที่ รฟม. ฟ้อง กทม. เป็นคดีเกี่ยวกับ “ภาระหนี้ค่าก่อสร้างส่วนต่อขยาย” หลังโอนโครงการ โดย ณ วันนี้ ในส่วนที่ รฟม. ฟ้องเรียกค่าจ้างเดินรถ/ระบบ (O&M / E&M) นั้นบางสัญญาคดีถึงที่สุดแล้วและศาลมีคำสั่งให้ กทม. ชำระนี้เป็นเงินสด โดย กทม. ก็ต้องทำตามคำสั่งศาลโดยการจัดสรรงบประมาณและรายได้จาก กทม. มาจ่ายหนี้ในส่วนนี้นั่นเอง สรุปสั้นๆนะคะ คดี O&M นั้นหลายคดีจบแล้วจ่ายปิดไปแล้ว แต่ไม่ใช่ทุกคดี ส่วนคดี ภาระหนี้ค่าก่อสร้างส่วนต่อขยาย” หลังโอนโครงการ นั้นคดียังอยู่ในชั้นศาลคะ
จากการที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ กทม. ก็ดี หรือไอโอของผู้ว่าท่านปัจจุบันที่พยายามมองว่านี่คือฮีโร่หรืออะไรก็ตาม เอย่าบอกแค่ว่า ท่านแค่ปฏิบัติตัวในการเป็นลูกหนี้ที่ดีตามคำสั่งศาลเท่านั้นคะ ส่วนทาง BTS หรือจะเรียกได้ว่าเป็น รฟม. ได้โพสต์ว่า “หนี้ยังไม่หมดนะครั้บบบผม หยอกน๊าคุณน้าา” ก็คือเอาความจริงมาขยี้ที่มีแค่คนข้างในไม่กี่คนที่ทราบสตอรี่ที่แท้จริงนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...