เตรียมพร้อมสู่ความตาย...การเดินทางสู่สุคติอย่างเป็นสุข
ปกติแล้วคนไทยไม่ชอบพูดเรื่อง “ความตาย” เท่าไรนัก เพราะถือว่าเป็นลางไม่ดี ถ้าหากพูดเรื่องไม่ดีก็เหมือนกับ เป็นการส่งสัญญาณให้สิ่งไม่ดีเกิดขึ้นตามมา แต่ว่าในทางกลับกันในหลายภูมิภาคของโลกเริ่มให้ความสำคัญกับการพูด เรื่องความตาย และเตรียมพร้อมสู่ความตายมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเชื่อว่าการเตรียมความพร้อมสู่ความตายนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมสู่ “การใช้ชีวิต” ที่ดีด้วย
ราว 2 ปีก่อน ในภูมิภาคอเมริกาเริ่มเห็นการเติบโตของสิ่งที่เรียกว่า “Death Wellness” หรือ “สุขภาวะทางการ ตาย” ที่เริ่มต้นขึ้นจากการรณรงค์ของกลุ่มอาสาสมัครและบุคลากรทางการแพทย์ที่มองเห็น “ข้อบกพร่อง” ของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Palliative Care) ที่มักไม่ได้รับความสนใจจากผู้ป่วยและญาติ รวมถึงจากโครงสร้างระบบ สาธารณสุข ที่มุ่งเน้นการรักษาให้หายขาดมากกว่าการประคับประคองอาการเมื่อมาถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต
73.46 ปี คือ อายุขัยเฉลี่ยของผู้ชายไทย
80.90 ปี คือ อายุขัยเฉลี่ยของผู้หญิงไทย
77.15 ปี คือ อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยที่ธนาคารโลกบันทึกไว้ล่าสุดในปี 2562
แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่า “ช่วงเวลาสุดท้าย” ของชีวิตจะเดินทางมาถึงเร็วหรือ ช้ากว่าที่คิดมากน้อยแค่ไหน ดังนั้น จะดีกว่าหรือไม่ถ้าหากเราสามารถเตรียมตัวเองและคนรอบข้างให้พร้อมที่สุดก่อนวันที่ จะต้องจากไป ให้ความตายที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของ “การตายดี” ที่ตรงใจ
©pixabay/Pexels
จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงของความตาย
เราคุ้นเคยกับฉากในละครที่ผู้สูงวัยมักบอกลูกหลานว่า “อยากกลับไปตายที่บ้าน” แต่นั่นอาจไม่ใช่เพียงฉากใน ละคร เพราะเมื่อย้อนกลับมาถามในวงสนทนาว่า “อยากตายแบบไหน” คำตอบที่ได้จากคนส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกันมากนัก คือทุกคนล้วนอยากจากไปอย่างสงบในสถานที่ที่คุ้นเคย แวดล้อมด้วยผู้คนที่คุ้นใจ ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นสุข
แต่สุดท้ายหลายคนกลับจากไปใน “โรงพยาบาล” ขณะที่ร่างกายต้องต่อกับท่อออกซิเจนและจอมอนิเตอร์ บางคนสะลึมสะลือด้วยฤทธิ์ของยาแม้ไม่ได้ต้องการ รวมถึงบางคนต้องจากไปอย่างไร้ชีวิตชีวาและไร้ความสงบ ไม่ได้แวดล้อมด้วยลูกหลาน แต่แวดล้อมด้วยใบหน้าของบุคลากรการแพทย์ที่ไม่คุ้นเคย
จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์ความตาย คือรอยต่อระหว่างศตวรรษที่ 19 และ 20 เพราะใน ศตวรรษที่ 19 คนส่วนใหญ่เสียชีวิตในบ้าน จัดงานศพในบ้าน และมีพิธีการรำลึกในบ้านด้วยเช่นกัน ก่อนในศตวรรษที่ 20 ความก้าวหน้าทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มาพร้อมกับจำนวนโรงพยาบาลที่มากขึ้น และแพทย์เฉพาะทางที่มาแทน แพทย์ประจำครอบครวจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการจากลาครั้งสุดท้ายไป
ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้โรงเรียนแพทย์เน้นให้ความสำคัญกับ “การชะลอความตาย” และ “ลดความ เจ็บปวด” เป็นสำคัญ ทำให้แพทย์เกินครึ่งไม่ได้ถูกฝึกมาให้เผชิญหน้ากับความกังวลและความกลัวของผู้ป่วยเมื่อความ ตายเดินทางมาถึง ขณะที่ผู้คนก็เลือกหมกมุ่นกับการรักษาสุขภาพ การใช้ชีวิต การชะลอวัย และการเอาชนะความตาย มากกว่าเตรียมความพร้อมในการจัดการกับความจริงที่หนีไม่พ้นข้อนี้
©Matthias Zomer/Pexels
คนไทยมักหลีกเลี่ยงการพูดถึงความตาย
จากผลสำรวจ “การรับรู้และทัศนคติของประชาชนต่อการดูแลแบบประคับประคองในประเทศไทย” ของ TDRI พบว่า คนไทยส่วนใหญ่ “ไม่เคย” และ “หลีกเลี่ยง” จะพูดถึงความตาย แต่จะเริ่มคิดถึงความตายเมื่อสูงวัยขึ้นหรือมีปัญหา สุขภาพ เพราะมองว่าการพูดถึงความตายเป็นเรื่องไม่เป็นมงคลต่อชีวิตและครอบครัว
นอกจากนั้น ผลสำรวจยังบอกว่า คนไทยกว่า 75% ไม่รู้จัก “การดูแลแบบประคับประคอง” อันเป็นการบริการ ระยะสุดท้ายก่อนจากไป และคนไทยกว่า 79% ไม่เคยได้ยินเรื่อง “การวางแผนดูแลล่วงหน้าก่อนตาย” หรือ “พินัยกรรม ชีวิต” (Living Will) มาก่อน จึงไม่ได้เตรียมการสำหรับช่วงท้ายของชีวิต
เตรียมพร้อมสู่การตายดี
หากย้อนกลับมาสู่คำถามที่ว่า “อยากจะเริ่มเส้นทางสู่ ‘การตายดี’ จะต้องเริ่มต้นอย่างไร” น่าจะต้องเริ่มต้นจากการรู้จัก “การดูแลแบบประคับประคอง” (Palliative Care) และ “พินัยกรรมชีวิต” (Living Will) ก่อน
นิยามของ “การตายดี” ทางการแพทย์ หมายถึง การตายที่ผ่านการเตรียมตัวและวางแผนการดูแลอย่างมีลำดับ ขั้นตอน โดยหมายรวมการดูแลทุกส่วน ตั้งแต่ร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ และสังคมของผู้ป่วย หรือคนใกล้ชิดหรือญาติ ของผู้ที่กำลังจะจากไปด้วย
“การดูแลแบบประคับประคอง” หมายถึง การดูแลผู้ป่วยที่เน้นบรรเทาความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน และมี เป้าหมายให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยหลักการของ Palliative Care จะไม่เร่งและไม่ยืดความตาย เน้นให้ผู้ป่วย ดำเนินชีวิตให้ดีที่สุดตามความต้องการ ลดอาการทางกายที่ทำให้เกิดความทุกข์ ดูแลจิตใจและลดความกังวลของผู้ป่วย ไปจนถึงดูแลจิตใจของญาติผู้ป่วยร่วมด้วย โดยจะไม่มีการตัดสินคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแทนผู้ป่วย
หลายคนจึงมองว่า Palliative Care เป็นตัวเลือกหนึ่งสู่เส้นทางของการตายดี หากต้องเผชิญหน้ากับการรักษา โรคร้ายแรงจนถึงที่สุด โดย Palliative Care จะเกิดขึ้นและดำเนินไปจนถึงจุดสุดท้ายอย่างสมบูรณ์ได้ จำเป็นจะต้องมี “พินัยกรรมชีวิต” (Living Will) เข้ามาเป็นตัวช่วยด้วย
พินัยกรรมชีวิต คือหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล (Living Will) ตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ที่ได้ระบุไว้ว่า “บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้”
ความหมายก็คือ หนังสือที่ให้สิทธิ์เราตัดสินใจเลือก “ตายตามธรรมชาติ” ตามแนวทางที่เราต้องการ (เช่น ขอให้ยกเว้นการช่วยหายใจ การรับยาเพิ่ม-ลดความดันโลหิต การถ่ายเลือด การล้างไต และวิธีการอื่นทำนองเดียวกัน แต่ไม่รวมถึงวิธีการระงับความเจ็บปวดเฉพาะคราว) รวมถึงยังสามารถเลือกรายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษา เช่น การรับยาแก้ปวด การรักษาสติสัมปชัญญะ การรับฟังคำวินิจฉัย ฯลฯ เพื่อให้ในช่วงเวลาที่เราหมดสติหรือขาดความสามารถในการสื่อสารจะยังมีตัวแทนของเจตนารมณ์ที่แท้จริงของเราอยู่ ซึ่งหนังสือแสดงเจตนาฯ นี้สามารถเปลี่ยนแปลงรายละเอียดได้ตลอดเวลาตามที่เจ้าของต้องการ
สู่สุคติอย่างเป็นสุข
ในปัจจุบันนอกจากด้านการดูแลรักษาแล้ว “พินัยกรรมชีวิต” ยังถูกพัฒนาให้ผู้ป่วยสามารถระบุความต้องการ อื่น ๆ นอกจากเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรักษาลงไปได้ด้วย อย่างเช่นเลือกผู้สื่อสารเจตนาแทน เลือกสถานที่ที่จะเสียชีวิต เลือกเพลงที่จะฟังเป็นเพลงสุดท้าย เลือกแนวทาง ช่วงเวลา และงบประมาณในการจัดงานศพ หรือแม้แต่การบริจาคอวัยวะ และร่างกาย
เมื่อมีโอกาสได้ถกเถียง พูดคุย และวางแผนถึงความตายที่ในสักวันต้องมาถึง ในทางการแพทย์จะช่วยให้ผู้ป่วยได้มีโอกาสจะจากไปตามเจตจำนงอย่างสงบ และทำให้ญาติไม่ต้องเผชิญหน้าและแบกรับความท้าทายในการตัดสินใจที่ เกี่ยวข้องกับการรักษาที่อาจจะกลายเป็นแผลใจในระยะยาว
©National Cancer Institute/Unsplash
บอกลาคนใกล้ตัว
แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดที่ว่ามาทั้งหมดนั้น เราอาจจะต้องเริ่มจากจุดเล็ก ๆ อย่างการพูดคุยถึงเรื่องความตายอย่าง ตรงไปตรงมากับครอบครัวหรือคนใกล้ชิดให้ได้ก่อน กระบวนการพูดคุยสามารถเริ่มได้เลยทันทีเมื่อเราพร้อม แต่สามารถ ทำอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้เลือกคุยต่อหน้าในเวลาที่ผ่อนคลายและมีอารมณ์เชิงบวก อาจจะเป็นตอนที่กำลังพูดเรื่องงานศพหรือความตายของใครสักคนที่บังเอิญเข้ามาในบทสนทนา
สิ่งสำคัญของการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องความตายและการวางแผนความตาย คือ ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา แต่ใจเย็น ฟังให้มากและสนใจภาษากายของคนที่กำลังคุยด้วย ระหว่างการพูดคุยเป็นธรรมดาที่ทั้งคนพูดและคนฟังจะมีอารมณ์อ่อนไหว ดังนั้นไม่ต้องกลัวที่จะร้องไห้หรือแสดงอารมณ์ออกมาบ้าง และเปิดโอกาสให้อีกคนได้แสดงความคิดเห็น
บางครอบครัวคุยครั้งเดียวก็เข้าใจ บางครอบครัวต้องใช้เวลาบ้าง แต่เกิดความเข้าใจได้ในท้ายที่สุด
ทั้งนี้ สิ่งที่เล่ามาทั้งหมดเป็นแค่บทคัดย่อของการเตรียมพร้อมสู่ “การตายดี” เท่านั้น ยังมีขั้นตอนและรายละเอียด อีกมากที่ควรศึกษาให้ครบถ้วน หากอยากเรียนรู้เพิ่มเติมก็สามารถติดต่อสอบถามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งปัจจุบัน ในประเทศไทยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชนหลายหน่วยงานที่เปิดพื้นที่ในการให้ความรู้และ ช่วยวางแผนเกี่ยวกับความตาย
มาเตรียมพร้อมสู่ความตายเพื่อให้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตเต็มไปด้วยความสงบ ลดความทุกข์แห่งโศกเศร้าได้อย่างไม่ทิ้งอะไรคาใจไว้ข้างหลัง เพื่อให้คนที่ยังอยู่ได้เดินหน้าต่อไปอย่างไร้บาดแผลในใจ
ที่มา :
บทความ “ ‘I refuse to have a terrible death’ : the rise of the death wellness movement” โดย Rina Raphael จาก fastcompany.com
บทความ “How to start a conversation about death and dying” โดย Hospice UK จาก hospiceuk.org
บทความ “การเตรียมตัวก่อนวาระสุดท้าย เลือกอยู่หรือไปให้ได้อย่างหวัง” โดย วรรณภา คุณากรวงศ์ จาก tdri.or.th
บทความ “หนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลฯ” โดย Thailivingwill จาก thailivingwill.in.th
บทความ “สมุดเบาใจ” โดย peaceful death จาก peacefuldeath.co
เรื่อง : สิรารมย์ เตชะศรีอมรรัตน์