โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากเสาโอบิลิสก์อียิปต์โบราณ สู่ "เอล โอเบลิสโก" แลนด์มาร์กกลางกรุงบัวโนสไอเรส

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 22 ธ.ค. 2565 เวลา 08.13 น. • เผยแพร่ 22 ธ.ค. 2565 เวลา 08.13 น.
(ภาพจาก แกลเลอรี่เวิลด์คัพ, 36 ปีที่รอคอย! สีสันจัดเต็มแฟนบอลอาร์เจนไตน์ รวมตัวฉลองแชมป์โลก สมัยที่ 3 : มติชนออนไลน์, 19 ธันวาคม 2565)

จากบรรยากาศการเฉลิมฉลองแชมป์ฟุตบอลโลกของชาวอาร์เจนตินาที่เนืองแน่นใจกลางกรุงบัวโนสไอเรส หลายท่านคงสะดุดตากับแลนด์มาร์กอันโดดเด่นที่เป็นอนุสาวรีย์สูงตระง่านกลางจตุรัส July 9 Avenue หรือถนน 9 กรกฎาฯ อนุสาวรีย์นี้คือ เสาโอบิลิสก์ หรือที่ชาวอาร์เจนไตน์เรียกว่า “เอล โอเบลิสโก” (El Obelisco) ถือเป็น Iconic Landmark สำคัญที่สุดของเมือง ซึ่งสร้างขึ้นในโอกาสครบสี่ศตวรรษของการก่อตั้งเมืองแห่งนี้

คำว่า โอบิลิสก์ (Obelisk) มาจากรากศัพท์ภาษากรีกว่า Obeliskos ซึ่งแปลว่า เข็ม เหล็กแหลม หรือเสาปลายแหลม จากลักษณะของเสาโอบิลิสก์ที่เป็นแท่งสูง มี 4 ด้าน ฐานกว้างแล้วค่อย ๆ เรียว บริเวณยอดตัดจนมีมุมแหลมแบบปิรามิด ปลายยอดห่อหุ้มด้วยโลหะผสมทองคำและเงิน เรียกว่า อิเล็กตรัม (Electrum)

ปัจจุบันเราสามารถพบเสาโอบิลิสก์ในสถานที่สำคัญหลายแห่งทั่วโลก เช่น กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จตุรัสเซนต์ปีเตอร์ส ของนครรัฐวาติกัน มักจะตั้งอยู่อย่างโดดเด่น (และโดดเดี่ยว) รายล้อมด้วยอาณาบริเวณที่ประเมินด้วยตาก็รู้ได้ทันทีว่าพื้นที่นั้นมีเสาโอบิลิสก์เป็นศูนย์กลาง แต่แรกทีเดียวต้นกำเนิดของเสานี้ในอารยธรรมอียิปต์โบราณนั้น เสาโอบิลิสก์จะตั้งเป็นคู่ระหว่างเส้นทางสู่วิหารเทพเจ้า เช่น วิหารคาร์นัก วิหารลักซอร์

ตัวเสาถูกแกะสลักเป็นอักขระเฮียโรกลิฟฟิก เล่าเรื่องราวของฟาโรห์ผู้สร้างวิหารหรือเสาโอบิลิสก์นั้น ไม่ก็ตำนานของเทพเจ้าประจำวิหาร เปรียบเหมือนป้ายกำกับบอกข้อมูลสถานที่นั่นเอง

เฮโรโดตุส (Herodotus) ปราชญ์ชาวกรีกมีโอกาสเดินทางไปอียิปต์ ได้พบเสาโอบิลิสก์และบรรยายถึงมัน ทำให้เสาโอบิลิสก์เป็นที่รู้จักของชาวกรีกและโรมัน

ที่มาของเสาโอบิลิสก์ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด มีข้อสันนิษฐานจากนักวิชาการชาวอียิปต์ แพทริเซีย แบล็คเวล การี (Patricia Blackwell Gary) และริชาร์ด ทัลคอทท์ (Richard Talcott) ตั้งข้อสังเกตจากรูปร่างและวัตถุประสงค์ของการสร้างโดยเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ “เสาแสงอาทิตย์” หรือ Sun pillar ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากการสะท้อนของแสงอาทิตย์กับผลึกน้ำแข็งในชั้นบรรยากาศหรือก้อนเมฆในยามอรุณรุ่งและช่วงตะวันกำลังลับขอบฟ้า [1] เกิดเป็นลำแสงเรียวยาวเหนือท้องฟ้า

ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นอำนาจของเทพรา (Ra) หรืออะมอนเร (Amon Re) สุริยเทพและเทพเจ้าสูงสุดของพวกเขา เป็นที่มาของการสร้างเสาโอบิลิสก์เพื่อบูชาเทพเจ้า โดยมักสร้างจากหินทั้งก้อนและเป็นหินแกรนิตสีแดงจากเหมืองที่อัสวาน เหมืองหินสำคัญของอียิปต์โบราณ

นักอียิปต์วิทยาเชื่อว่ามีการสร้างเสาโอบิลิสก์ตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 4 (2,575-2,465 ปีก่อนคริสตกาล) แล้ว แต่ไม่มีหลักฐานหลงเหลือ ทั้งนี้ มีเสาโอบิลิสก์แห่งวิหารดวงอาทิตย์ของราชวงศ์ที่ 5 แต่เป็นเสาขนาดย่อมที่สูงเพียง 3.3 เมตรเท่านั้น เสาโอบิลิสก์ขนาดใหญ่อายุเก่าแก่ที่สุดจากการค้นพบในปัจจุบันคือ เสาโอบิลิสก์ฟาโรห์เซนุสเรทที่ 1 (Senusret I, 1971-1926 ปีก่อนคริสตกาล) แห่งราชวงศ์ที่ 12 [2] ตั้งอยู่ ณ เมืองโบราณเฮลิโอโปลิส ไม่ห่างจากกรุงไคโร บริเวณนั้นเคยเป็นที่ตั้งวิหารเทพรา โดยเสานี้สูง 21 เมตร และหนักถึง 120 ตัน

เสาโอเบลิสก์ยุคอียิปต์โบราณขนาดใหญ่ที่สุด คือ เสาโอเบลิสก์ลาเตรัน (Laterano Obelisk) สูงถึง 32 เมตร ฐานด้านละ 9 ฟุต และมีน้ำหนัก 230 ตัน สร้างในสมัยของฟาโรห์ทุตโมสที่ 3 (Thutmose III, 1479 -1726 ปีก่อนคริสตกาล) เคยอยู่ที่วิหารคาร์นัก เมืองลักซอร์ ประเทศอียิปต์ ก่อนถูกขนย้ายไปอิตาลี ปัจจุบันอยู่ที่จัตุรัสหน้ามหาวิหารลาเตรัน (Lateran Basilica) ในกรุงโรม

มีคำจารึกบนฐานเสาโอเบลิสก์เสาหนึ่งของพระนางฮัตเชปซุต (Hatshepsut) ที่วิหารคาร์นัก ระบุว่างานตัดหินก้อนนั้นสำหรับสร้างโอบิลิสก์และการขนย้ายเสาจากเหมืองใช้เวลาถึงเจ็ดเดือน วิหารของพระนาง ที่เมืองธีบส์ (Thebes) ยังมีภาพการเคลื่อนย้ายเสาโอเบลิสก์โดยเรือในแม่น้ำไนล์ และปลายทางเป็นคนงานวางเพลาบนฐานเสาและลากมันขึ้นจากแนวดินที่ลาดเอียง การทำเหมืองหินและสร้างเสาโอบิลิสก์แสดงถึงอัจฉริยะด้านงานวิศวกรรมและการจัดการกำลังคนของชาวอียิปต์โบราณได้เป็นอย่างดี

แต่หลังจากดินแดนอียิปต์เสื่อมอำนาจลงและถูกต่างชาติผลัดกันเข้ามาครอบครอง ทั้งเปอร์เซีย กรีก โรมัน จึงมีการขนย้ายเสาโอบิลิสก์จากอียิปต์ไปต่างแดน โดยเฉพาะในยุคจักรวรรดิโรมัน เสาโอบิลิสก์จำนวนหนึ่งถูกขนข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังยุโรปโดยเฉพาะคาบสมุทรอิตาลี ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 รัฐบาลอียิปต์ยังมอบเสาโอเบลิสก์คู่หนึ่งให้แก่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยเสาหนึ่งตั้งอยู่ที่เซ็นทรัลพาร์ก นครนิวยอร์ค และอีกเสาตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ กรุงลอนดอน

El Obelisco

เสาโอบิลิสก์แห่งกรุงบัวโนสไอเรสตั้งอยู่กลางถนนหลักเส้นสำคัญของเมืองคือถนน “9 กรกฎาฯ” (9 กรกฎาคม 1816 อาร์เจนตินาประกาศเอกราชจากสเปนอย่างเป็นทางการ) หรือ Avenida 9 de Julio และถนนเส้นรอง Avenida Corrientes โดยถนน 9 กรกฎาฯ ยังรับการยกย่องว่าเป็นถนนที่กว้างที่สุดในโลกด้วย [3] เพราะมีถึง 16 เลนส์ และกว้าง 110 เมตร ทั้งมีชื่อเสียงว่าเป็นถนนที่ไม่เคยหลบใหล

เอล โอเบลิสโก เป็นโอบิลิสก์สมัยใหม่ที่สร้างขึ้นในปี 1936 เพื่อรำลึกการครบรอบ 400 ปีของการก่อตั้งบัวโนสไอเรสโดย เปโดร เดอ เมนโดซา (Pedro de Mendoza) ตั้งแต่ปี 1536 อนุสาวรีย์นี้ยังเป็นจุดที่ธงชาติอาร์เจนตินาถูกชักขึ้นอย่างเป็นทางการตำแหน่งแรกของเมือง โดยมีความสูง 67.5 เมตร ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอาร์เจนตินาชื่อ อัลเบอร์โต เปรบิสช์ (Alberto Prebisch) แต่ละด้านของเสาเป็นฐานกว้าง 8.8 เมตร

เอล โอเบลิสโก คือสัญลักษณ์ของกรุงบัวโนสไอเรสและจุดศูนย์กลางทางยุทธศาสตร์ของเมือง มีรถไฟใต้ดินประจำเมือง 3 สายตัดผ่านตำแหน่งนี้โดยมีสถานีเชื่อมต่อทุกสายอยู่ใต้ดินบริเวณที่ตั้งของอนุสาวรีย์ บริเวณนี้จึงมักเป็นจุดรวมพลเพื่อการเฉลิมฉลองต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับกีฬา รวมถึงการชุมนุมเพื่อเรียกร้องทางการเมืองของชาวบัวโนสไอเรสและชาวอาร์เจนตินา

โครงสร้างใน เอล โอเบลิสโก ไม่ได้เป็นหินเนื้อตันแบบเสาโอบิลิสก์ดั้งเดิมของอียิปต์ แต่มีภายในกลวงและกว้างพอให้มนุษย์เข้าไปได้ มีบันได 206 ขั้น และจุดพัก 7 แห่งสำหรับนำขึ้นไปสู่จุดชมวิวของยอดเสาด้านบนซึ่งมีหน้าต่างทั้ง 4 ด้าน แต่ไม่ได้เปิดให้เข้าชมแบบสาธารณะแต่อย่างใด

แม้จะกลายเป็นสถานสำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง แต่แรกเริ่มเดิมที เอล โอเบลิสโก ไม่ได้เป็นที่นิยมในหมู่ชาวเมืองบริเวณนั้นมาแต่แรก เพราะช่วงวางโครงการและเริ่มก่อสร้างทางการเมืองต้องเผชิญกระแสต่อต้านอย่างหนัก กระทั่ง 3 ปีหลังจากเปิดตัวอนุสาวรีย์แห่งนี้ ทางการถึงขั้นอนุมัติให้มีการรื้อถอน เอล โอเบลิสโก แต่ท้ายที่สุดเป็นนายกเทศมนตรีของกรุงบัวโนสไอเรสที่ตัดสินใจคัดค้านมติดังกล่าวและเก็บอนุสาวรีย์นี้ไว้ในท้ายที่สุด

นับแต่นั้น “เอล โอเบลิสโก” จึงเป็นแลนด์มาร์กหลักของการเฉลิมฉลอง การแสดงออกทางศิลปะ และการเรียกร้องทางเมืองโดยประชาชนตลอดหลายปีที่ผ่านมา

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

[1] Deborah Byrd, EARTHSKY COMMUNICATIONS INC. (Retrieved Dec 22, 2022) : What is a sun pillar or a light pillar? (Online)

[2] www.egypttoday.com (05 Sep 2022) : Meet the Obelisk of Senusret I. (Online)

[3] Guinness World Records (Retrieved Dec 22, 2022) : Widest avenue, AVENIDA 9 DE JULIO. (Online)

ปิยะแสง จันทรวงศ์ไพศาล, Art-Ed Chula (25 เมษายน พ.ศ. 2553) : เสาโอเบลิสก์. (ออนไลน์)

Encyclopaedia Britannica (Retrieved Dec 22, 2022) : obelisk, pillar. (Online)

Joshua J. Mark, The World History Encyclopedia (06 Nov 2016) : Egyptian Obelisk. (Online)

San Nicolás, turismo.buenosaires.gob.ar (Retrieved Dec 22, 2022) : The obelisk. (Online)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 22 ธันวาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...