โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เผยส่งออกอาหารปี 67 ทำนิวไฮ 1.63 ล้านล้านบาท โต 7.3% ลุ้นปี 68 ทำนิวไฮต่อเนื่อง

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 19 ก.พ. 2568 เวลา 13.59 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. 2568 เวลา 06.59 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

กรุงเทพ 19 ก.พ. – การส่งออกอาหารไทยปี 2567 ทำรายได้เข้าประเทศสูงถึง 1,638,455 ล้านบาท เติบโต 7.3% ลุ้นปี 68 ขยายตัวต่อเนื่อง ท่ามกลางความเสี่ยงจากการเปิดศึกภาษีรอบใหม่ระหว่างชาติมหาอำนาจ ตั้งเป้าส่งออกทั้งปี 1.75 ล้านล้านบาท โต 6.8% โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณวัตถุดิบการเกษตรที่เพิ่มขึ้น โดยการขึ้นกำแพงภาษีของสหรัฐ ถ้าค่าเงินบาทไทยอ่อนตัวเชื่อว่าเราสู้ประเทศต่างๆได้แน่นอน

คุณศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือของ 3 องค์กร ในส่วนของสถาบันอาหารจะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องภายใต้การดำเนินงานของศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร โดยมีสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมบูรณาการข้อมูล พบว่าการส่งออกสินค้าอาหารไทยในปี 2567 มีมูลค่า 1,638,445 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.3 ถือเป็นสถิติส่งออกสูงสุดครั้งใหม่ของสินค้าอาหาร ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากความต้องการสินค้าอาหารที่เพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร หลังจากหลายประเทศเผชิญสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรลดลง แรงกดดันจากเงินเฟ้อที่คลายตัวลงส่งผลทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ฟื้นตัว รวมทั้งค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวเฉลี่ยที่ระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลทำให้การส่งออกสินค้าอาหารของไทยในปี 2567 ขยายตัวเพิ่มขึ้น

สำหรับกลุ่มสินค้าที่การส่งออกเพิ่มขึ้นและมีอัตราขยายตัวสูง ได้แก่ ข้าว (+25.9%), อาหารสัตว์เลี้ยง (+30.5%), ปลาทูน่ากระป๋อง (+15.5%), ซอสและเครื่องปรุงรส (+10.5%), อาหารพร้อมรับประทาน (+30.2%) และผลิตภัณฑ์มะพร้าว (+29.0%) การส่งออกข้าวของไทยเพิ่มขึ้นเนื่องจากความต้องการนำเข้าข้าวของประเทศ ขณะที่การส่งออกไปยังตลาดจีนหดตัวลงตามสินค้าผลไม้สด แป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified starch)กุ้งสดแช่แข็ง ไก่สดแช่แข็ง และน้ำตาลทราย เป็นต้น

ทั้งนี้การค้าอาหารโลกในปี 2567 ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยมีมูลค่าการค้า 1,840 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.6 สหรัฐอเมริกา บราซิล เนเธอร์แลนด์ จีน และเยอรมนี เป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 1 ถึง 5 ของโลก ตามลำดับ สำหรับประเทศไทยครองอันดับที่ 12 ในการส่งออกอาหารไปยังตลาดโลก อันดับโลกดีขึ้น 2 อันดับจากประเทศผู้ส่งออกอันดับที่ 14 ของโลกในปีก่อน ส่วนแบ่งตลาดอาหารโลกของไทยอยู่ที่ร้อยละ 2.53 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.40 ในปีก่อนหน้า ทั้งนี้ ประเทศผู้ส่งออกในภูมิภาคอาเซียนที่โดดด่น คือ เวียดนามที่มีส่วนแบ่งตลาดอาหารโลกเพิ่มขึ้นมากจากร้อยละ 1.85 เป็นร้อยละ 2.34 ในปี 2567 อันดับโลกของเวียดนามเพิ่มขึ้นจากอันดับที่ 17 เป็นอันดับที่ 16 ของโลก ขณะที่ประเทศอื่นในภูมิภาคส่วนใหญ่ทั้งอินเดียและมาเลเซียมีอันดับและส่วนแบ่งตลาดโลกเพิ่มขึ้น มีเพียงอินโดนีเซียที่มีอันดับและส่วนแบ่งตลาดโลกลดลงตามการส่งออกปาล์มน้ำมัน

คุณศุภวรรณ กล่าวต่อว่า แนวโน้มการส่งออกสินค้าอาหารไทยในปี 2568 คาดว่าจะมีมูลค่า1,750,000 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.8 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสถานการณ์วัตถุดิบปรับตัวดีขึ้นกว่าปีก่อนทั้งผลผลิตมันสำปะหลัง อ้อย สับปะรด และมะพร้าว ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ส่งผลดีช่วยให้ผู้ผลิตสามารถจัดหาวัตถุดิบได้อย่างต่อเนื่อง ค่าเงินบาทผันผวนแต่ยังอยู่ในกรอบที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมอาหาร โดยแนวโน้มค่าเงินบาทในปี 2568จะเคลื่อนไหวในช่วง 33-35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ แข็งค่าในครึ่งปีแรกและคาดว่าจะอ่อนค่าในครึ่งปีหลัง ตามทิศทางดอกเบี้ยขาลงของสหรัฐฯ

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ในปี 2567 ไทยส่งออกสินค้าอาหารไปสหรัฐฯ มูลค่า 172,380 ล้านบาท แต่นำเข้ามูลค่า 44,150 ล้านบาท ไทยเกินดุลการค้าอาหารกับสหรัฐฯ มูลค่า 128,230 ล้านบาท สัดส่วนราวร้อยละ 10 ของยอดเกินดุลการค้ารวมของไทย รองจากอุตสาหกรรม ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ นอกจากนี้ นโยบายจัดเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ยังเสี่ยงต่อการเปิดศึกภาษีรอบใหม่ระหว่างชาติมหาอำนาจ ที่จะส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจและการค้าโลกมีแนวโน้มชะลอตัวจากสงครามการค้าดังกล่าว โดยเฉพาะมาตรการทางภาษีที่ผู้นำสหรัฐฯ จะเริ่มนำมาใช้กับประเทศคู่ค้าในหลายๆ ประเทศ เชื่อว่าจะมีการตอบโต้กันไปมา ท้ายที่สุดจะส่งผลต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ต้องรับกับภาวะต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและลดทอนอำนาจซื้อของผู้บริโภค รวมถึงกระทบต่อเศรษฐกิจจีนและหลายประเทศในเอเชียให้ซบเซาต่อไป ซึ่งจีนและประเทศที่ถูกผลกระทบต้องหาตลาดใหม่ ทำให้ทั่วโลกตกอยู่ในภาวะการแข่งขันรุนแรง เศรษฐกิจและการค้าโลกจึงเสี่ยงต่อการชะลอตัว และส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตและการค้าอาหารของไทยได้ในที่สุด

นายพจน์ ยังกล่าวย้ำด้วยว่า การขึ้นกำแพงภาษีของสหรัฐ จะกระทบกับการส่งสินค้าเกษตรและอาหารของไทยแน่นอน เพียงแต่ว่าจะกระทบมากหรือกระทบน้อยซึ่งถ้าค่าเงินบาทไม่แข็งตัวมากเกินไป ประมาณ 33 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป เชื่อว่าเราสู้ประเทศต่างๆได้แน่นอนเพราะไทยเราส่งสินค้าเกษตรและอาหารไปทั่วโลก ดังนั้นจะต้องมีการปรับปรุงคุณภาพสินค้าให้แข่งขันได้.- สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...