โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดร.นิเวศน์ เปิด 5 ตัวขับดันหุ้นไทยปี’67 ฟื้นแรง หลัง “ติดหล่ม” มา 10 ปี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 03 ธ.ค. 2566 เวลา 05.20 น. • เผยแพร่ 03 ธ.ค. 2566 เวลา 05.20 น.

ดร.นิเวศน์ กูรูนักลงทุนวีไอ เปิด 5 ตัวขับดันหุ้นไทยปี 2567 ฟื้นแรง หลังจาก “ติดหล่ม” มาไม่น้อยกว่า 10 ปีแล้ว ยืนยันไม่ถอนหุ้นออกในยามนี้แน่นอน แม้ต่างชาติจะเทขายหุ้นไทยปีนี้ 2 แสนล้านบาท เหุตเพราะยามฝนกระหน่ำ ฟ้ามืดมิดจนแทบไม่เห็นแสงตะวัน แต่ฝนก็จะต้องหยุด และฟ้าก็จะกลับมาสดใสแน่นอน

วันที่ 3 ธันวาคม 2566 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) กล่าวว่า คำพังเพย “ฟ้าหลังฝน” นั้น ผมคิดว่าน่าจะตรงกับสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยปีหน้า ที่ผมคิดว่าน่าจะดีงามขึ้นหลังจากที่ประสบกับปัญหาใหญ่ที่หุ้นตกแรง “ที่สุดในโลก” ในปีนี้ ที่ถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2566 หุ้นตกลงมาจากปลายปีที่แล้วจาก 1,669 จุด เหลือเพียง 1,380 จุด หรือลดลงถึงกว่า 17% หลังจากที่ปี 2565 ตลาดหุ้นไทยก็แทบไม่ขยับเลยจากปี 2564 หรือผลตอบแทนประมาณ 0%

ประสบการณ์ของผมกับตลาดหุ้นไทยในช่วงประมาณ 27 ปี ก็คือ ดัชนีตลาดหุ้นไทยมักจะขึ้นประมาณ 60% ของปี และลงประมาณ 40% ซึ่งทำให้การลงทุนในแต่ละปีมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ในขณะที่ตลาดหุ้นอย่างสหรัฐนั้น ผมคิดว่าปีที่หุ้นขึ้นน่าจะอย่างน้อย 70% ขึ้นไป ในขณะที่ปีที่หุ้นลงน่าจะไม่เกิน 30%

ปีไหนตลาดหุ้นไทยขึ้นแรง ปีต่อไปตกแรง

พฤติกรรมอีกอย่างหนึ่งของตลาดหุ้นไทยก็คือ ถ้าปีไหนตลาดหุ้นไทยขึ้นแรงมาก ปีต่อไปตลาดก็มักจะตกลงมาแรง ตัวอย่างก็เช่น ปี 2542 ดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นไป 36% แต่พอถึงปี 2543 ตลาดก็ตกลงไป 44% จริงอยู่คนอาจจะบอกว่าปี 2543 หรือปี 2000 เป็นปีที่เกิดวิกฤตหุ้นไฮเท็คของสหรัฐ แต่หุ้นในดัชนีหลัก ๆ ที่ไม่ใช่ไฮเท็คก็ไม่ได้ตกมากนัก ดังนั้นคงเป็นเรื่องทาง “เทคนิค” ที่ดัชนีต้องปรับตัวลงมาหลังจากที่ขึ้นไปแรงมากกว่า

เช่นเดียวกัน ปี 2546 ดัชนีตลาดหุ้นปรับขึ้นไปปีเดียวถึง 117% ซึ่งสูงที่สุดในยุคหลังวิกฤตปี 2540 จนถึงวันนี้ แต่แล้ว ปี 2547 ที่ตามมา ดัชนีก็ปรับตัวลง 14% ต่อมาในปี 2550 ดัชนีหุ้นก็ขึ้นไปแรงที่บวก 26% ซึ่งก็ตามมาด้วยการปรับตัวลงในปี 2551 ที่ 48% อานิสงค์จากวิกฤตซับไพร์มปี 2008

หลังปีหุ้นไทยตกแรง ดัชนีจะวิ่งขึ้นเพื่อชดเชย

ในทางตรงกันข้าม หลังจากปีที่ตกไปแรง หรืออาจจะรวม 2 ปีที่ตกไปแรง ปีต่อไป ดัชนีก็มักจะปรับตัวขึ้นแรงที่เป็นเสมือนการ “ชดเชย” ดัชนีที่ตกลงมา ตัวอย่างเช่น ในปี 2540 และ 2541 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ดัชนีตกลงมา 53% และ 5% ตามลำดับ ปี 2542 ก็ได้เห็นดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นถึง 36%

ปี 2543 ที่ดัชนีลดลง 44% ก็ตามมาด้วยปี 2544 ที่ดัชนีปรับเพิ่มขึ้น 13% และตามด้วย 17% และ 117% ในปี 2545 และ 2546 ตามลำดับ มาถึงปี 2551 ที่ดัชนีปรับลดลงถึง 48% เนื่องจากเกิดวิกฤตซับไพร์มก็ตามมาด้วยการปรับตัวขึ้นถึง 63% ในปี 2552

ตั้งแต่ปี’56 ดัชนี “เปลี่ยนพฤติกรรม”

ตั้งแต่ปี 2556 หรือประมาณ 10 ปีมาแล้ว ดัชนีตลาดหุ้นไทยก็เริ่ม “เปลี่ยนพฤติกรรม” จากตลาดหุ้นที่มีความผันผวนแรง เป็นตลาดที่มีความผันผวนต่ำ คือปีที่ขึ้นก็ไม่แรงและปีที่ลงก็ไม่มากเหมือนในอดีต คือขึ้นก็ประมาณไม่เกิน 15% ลงก็มักจะไม่เกิน 10% อะไรทำนองนั้น เมื่อเปรียบกับอดีตที่มักขึ้นลง 20-30% ถ้าจะเปรียบเทียบก็คงคล้าย ๆ คนหนุ่มสาวที่เริ่มแก่ตัวลงมาอย่างกะทันหัน เวลาเต้นรำก็ไม่สวิงเหมือนเดิม

ปี 2558 ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมา “แรง” ที่ 14% ก็ตามมาด้วยการปรับตัวขึ้น 20% ในปี 2559 ปี 2563 หุ้นตกลงมา “แรง” ที่ 8% ก็ตามมาด้วยการปรับตัวขึ้นในปี 2564 ที่ 14%

ลุ้นปีหน้า หุ้นไทยฟื้น หลังจากที่แย่มานาน

และถ้าปี 2566 ดัชนีหุ้นตกลงมาแรง เช่น 17% ถ้าหุ้นไม่ตกต่อไปนับจากวันนี้ หุ้นในปีหน้าคือปี 2567 ก็มีโอกาสที่จะดีขึ้นหลังจากที่หุ้น “แย่มานาน” เพราะในปี 2565 เองนั้น หุ้นก็แทบไม่ได้ให้ผลตอบแทนเลย หรือพูดง่าย ๆ หุ้นแย่มา 2 ปีแล้ว ถึงเวลาที่หุ้นจะดีขึ้นหรือเปรียบเป็น “ฟ้าหลังฝน”

ทั้งหมดนั้นก็เป็นการทำนายหุ้น “แนวเทคนิค” ที่แทบไม่มีวิชาการรองรับอะไรเลย ดังนั้น ผมจึงต้องหันมาดูว่าปัจจัยทางด้านพื้นฐานอะไรที่จะทำให้ดัชนีปีหน้าดีขึ้น ซึ่งก็จะเป็นตัวขับดันราคาหุ้นให้ขึ้นไปได้แรงพอ

5 ตัวขับดันราคาหุ้นขึ้นแรงปีหน้า

ตัวแรกก็คือ ภาวะเศรษฐกิจ ที่มีการคาดการณ์ว่าจะดีขึ้น อานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้น การส่งออกที่จะดีขึ้น ซึ่งทั้งสองเรื่องก็ดูเหมือนมีแนวโน้มดีขึ้นเร็ว ๆ นี้แล้ว ในส่วนของการบริโภคเองนั้น เงินกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนกว่า 500,000 ล้านบาท ก็มีโอกาสผ่านสภาในช่วงกลางปีหน้า และถ้าไม่สำเร็จ รัฐบาลก็คงต้องหาทางใหม่ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ดี เพราะได้หาเสียงไว้แล้ว ถ้าไม่ทำก็จะเสียความนิยม ดังนั้น ปัจจัยตัวนี้มีโอกาสเกิดขึ้นมากพอสมควร

ตัวที่สองก็คือเรื่องดอกเบี้ย ซึ่งที่ค่อนข้างแน่ก็คือ คงไม่เพิ่มขึ้นอีก แม้ว่าโอกาสที่จะปรับลดลงยังไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม ก็อาจจะมีโอกาสบ้างเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน จนไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้ผมคิดว่าถ้าอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของอเมริกาลดลง ของไทยก็จะต้องลดลงตามแน่

ตัวที่สามก็คือ กำไรของบริษัทจดทะเบียนในปี 2566 มีการปรับตัวลดลงจากปี 2565 แต่การคาดการณ์ส่วนใหญ่ก็ดูว่า กำไรของบริษัทจดทะเบียนในปี 2567 น่าจะดีขึ้นพอสมควร อย่างน้อยก็น่าจะกลับไปเท่ากับปี 2565 ซึ่งนี่ก็จะช่วยทำให้ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นได้

และตัวที่สี่ ค่าอัตราส่วนราคาต่อกำไร (PE) ของตลาดหลักทรัพย์ในวันนี้ที่ประมาณ 17-18 เท่าเองนั้น ถึงจะไม่ต่ำหรือแสดงว่าหุ้นถูก แต่ก็ไม่ได้สูงกว่าปกติ ดังนั้นนี่คือปัจจัยที่เป็นกลาง ไม่ได้ส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคที่จะช่วยขับดันตลาดหุ้น

และตัวที่ห้าตัวสุดท้ายก็คือ เรื่องของการขายหุ้นสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งก็เป็นประเด็นที่กดดันดัชนีหุ้นไทยมาตลอด และปี 2566 ก็เป็นปีที่มีการหุ้นจากต่างชาติสูงมาก อาจจะเป็นระดับ 2 แสนล้านบาท ซึ่งก็คงมีส่วนสำคัญที่ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยตกลงมารุนแรง อย่างไรก็ตามปี 2567 ก็อาจจะเป็นช่วงที่เพลาการขายลงได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น หุ้นไทยก็อาจจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้แม้ว่ายังมีการขายสุทธิอยู่

ปัจจัยพื้นฐานส่งหุ้นไทยขาขึ้น

โดยรวมแล้ว ถ้าหุ้นจะปรับตัวขึ้นในปีหน้าก็มีความเป็นไปได้มองจากปัจจัยทางด้านพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม หลายปัจจัยที่กล่าวถึงก็ยังมีความไม่แน่นอนพอสมควร เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ในยามที่ประเทศ “แก่ตัวลง” อย่างรวดเร็ว การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจบ่อยครั้งก็มักจะพลาดเป้าในทางที่ลดลง

ซึ่งสิ่งนี้เราก็พบเห็นบ่อย ๆ ในระยะหลัง ผมเองยังจำได้ว่าในช่วงที่ประเทศไทยมีพลเมืองที่เติบโตเป็นกำลังแรงงานเพิ่มขึ้นและอายุของประชากรยังไม่สูงอย่างทุกวันนี้ เรามักจะพบว่าการเติบโตของ GDP และตัวเลขอื่น ๆ ทางเศรษฐกิจ “สูงกว่าเป้าหมาย” และนี่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเวียดนามในช่วงนี้เช่นกัน ที่ตัวเลขจริงมักจะสูงกว่าเป้าหมาย

ไม่มีใครบอกได้แน่นอนว่าหุ้นในปี 2567 จะต้องดีขึ้น แต่ผมเองก็ยังคงไม่ถอนหุ้นออกไปในยามนี้แน่นอน ในยามที่ฝนยังกระหน่ำอย่างรุนแรงและฟ้ามืดมิดจนแทบไม่เห็นแสงตะวัน แต่สิ่งที่เรารู้ก็คือ ยังไงฝนก็จะต้องหยุด และฟ้าก็จะกลับมาสดใสแน่นอน

ผมมีความหวัง และก็เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่ก็ยังมีความหวัง ว่าประเทศกำลังจะเปลี่ยนไปสู่บทใหม่หลังจากที่เรา “ติดหล่ม” มาไม่น้อยกว่า 10 ปีแล้ว แต่นอกจากความหวังแล้ว เราคงต้องอาศัย “โชค”

โดยเฉพาะในยามที่ประเทศกำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ ที่เราเองก็อาจจะไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร

คำว่า “โชคดี” สำหรับผมแล้ว เป็นเรื่องที่สำคัญมากไม่แพ้ความพยายามทั้งหมดที่ลงไป พูดตามจริง ผมได้ดีมาทุกวันนี้ก็อาศัยคำว่า “โชคดี” มาตลอด ความพยายามทั้งหมดของผมนั้น ดูเหมือนว่าจะทำเพื่อเตรียมพร้อมเมื่อ “โชค” หรือ “โอกาส” ผ่านเข้ามาเท่านั้น ช่วยกันภาวนาให้ประเทศไทยและตลาดหุ้นครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...