ท่านอาหยุดตามใจข้าเสียที
ข้อมูลเบื้องต้น
ท่านอาหยุดตามใจข้าเสียที
皇叔乖乖宠我
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท โอลลี่บุ๊คส์ จำกัด ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 水咚咚 ผู้แปล : ทีมงาน onlybook
1025 ตอนจบ อัปวันละ 2 ตอนทุกวัน
เรื่องย่อ
‘อวิ๋นอินอิน’ องค์หญิงเก้าผู้ไม่สมประกอบ บุตรของพระมเหสีผู้ไม่ทะเยอทะยาน ถูกกลั่นแกล้งจากพระสนม จนต้องระหกระเหินไปอยู่ตำหนักเย็นกับพระมารดา แต่ยังมิวายถูกทำร้ายวางยาพิษจนถึงแก่ชีวิต ทว่าเมื่อนางได้มาเกิดในร่างนี้ นางจะต้องมีชีวิตที่ราบรื่นโดยการหาที่ยึดมั่น ซึ่งเป้าหมายจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิผู้มีชื่อเสียงด้านความเหี้ยมโหด แต่ว่านะ บุรุษที่นางพบกลับไม่ตรงปกเสียนี่ คิ้วโก่งคม ตาสองชั้นดวงโตสวย ขนตาแพรยาว สันจมูกโด่ง ริมฝีปากแดงบาง กรามคมชัดได้รูป ลักยิ้มงาม ผิวขาวผ่อง โอย อินอินใจละลาย…
บทที่ 1 ข้ามมิติ
บทที่ 1 ข้ามมิติ
“สนมเหมย ข้าขอร้องเจ้าปล่อยอินอินไปเถิด นางแตกต่างจากคนทั่วไปตั้งแต่เด็ก ร่างกายอ่อนแอกว่าคนอื่น ๆ คนเช่นนางไม่มีทางเป็นอันตรายต่อองค์หญิงใหญ่ได้หรอก”
อวิ๋นอินอินถูกเสียงขอร้องอันแสนเจ็บปวดที่ดังขึ้นข้างหูปลุกให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ เธออยากจะเงยหน้าขึ้นมอง แต่กลับพบว่า ไม่เพียงแต่ร่างกายเท่านั้นที่ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ แม้แต่ดวงตาก็ยังไม่สามารถขยับได้ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปกลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาที่ข้างหูอีกครั้ง มันเป็นเสียงที่ดังกว่าเสียงเมื่อครู่
“แน่นอนว่าลูกสาวอันไร้ค่าของท่านไม่สามารถเปรียบเทียบกับเหล่าลูกสาวของข้าได้ แต่ใครให้ท่านเข้ามาอยู่ในตำหนักเย็นถึงสามปีและยังถือนามว่าเป็นพระมเหสีอยู่อีก!
ทั้งสิ่งไร้ค่าที่ท่านได้ให้กำเนิดมายังเป็นถึงองค์หญิงผู้เป็นที่เคารพนับถือ เดิมทีข้าเองก็ไม่จำเป็นต้องสนใจอันใดอีก แต่ตอนนี้แคว้นต้าโจวต้องการเลือกองค์หญิงจากทั้งเก้าแคว้นเพื่อขึ้นเป็นพระชายาเอกในองค์รัชทายาทองค์ต่อไป!”
“ท่านพี่ผู้เป็นพระมเหสีของข้า ภาระที่ท่านแบกอยู่มันก็มากพอแล้ว ตอนนี้น้องสาวอย่างข้าจะช่วยท่านจัดการกับนาง ท่านควรจะต้องขอบคุณข้าถึงจะถูก”
อวิ๋นอินอินมึนงงเล็กน้อย เมื่อครู่นี้ระหว่างทางไปเรียนเธอถูกรถชนจนตัวลอยขึ้นไปกลางอากาศ และกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง จนทั้งร่างกายรวดร้าวราวกับแตกสลาย แต่นี่เธอยังไม่ตายงั้นเหรอ?
ทำไมถึงยังได้ยินเสียงคนพูดคุยกันอยู่อีก?
เธอมองเห็นภาพราง ๆ เหมือนหญิงชราคนหนึ่งกำลังเดินมาทางนี้ นางเหยียดนิ้วมือออกแล้ววางเอาไว้ที่ใต้จมูกของตัวเธอ หลังจากนั้นอวิ๋นอินอินก็ได้ยินเสียงของหญิงชราร้องตะโกน
“พระมเหสีเพคะ องค์หญิงเก้าไร้ลมหายใจไปแล้วเพคะ”
อะไรนะ???
“หา! นังคนสารเลว เจ้าฆ่าลูกสาวของข้า ข้ากับเจ้าจะต้อง…”
เสียงของหญิงสาวที่ถูกเรียกว่าพระมเหสีแหบแห้ง ดูเหมือนว่านางอยากจะทำอะไรสักอย่างแต่ถูกหยุดเอาไว้ นางร้องตะโกนชื่ออินอินออกมาอย่างเจ็บปวด หลังจากนั้นทุกอย่างก็มืดมนลงและนางก็ล้มลงไปกับพื้น
เมื่อทุกคนจากไป อวิ๋นอินอินพยายามใช้แรงทั้งหมดที่มี จนในที่สุดก็สามารถลืมตาขึ้นมาได้ และค่อย ๆ ขยับแขนขา
เธอลุกขึ้นนั่ง เห็นแสงจันทร์ที่ส่องกระทบลงมา มองไปยังห้องแปลกประหลาดที่ไม่คุ้นตา ข้างตัวเธอนั้นมีหญิงสาวที่สวมชุดโบราณนอนอยู่ ไม่ทันรอให้ได้สับสนไปมากกว่านี้ ความทรงจำหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวราวกับสายน้ำ ในหัวของเธอเต็มไปด้วยความทรงจำของใครอีกคน จนอวิ๋นอินอินมึนงง
ตัวเธอนั้นถูกรถชนจนตายไป ตอนนี้คงเป็นแค่ศพไม่ก็วิญญาณสินะ ไม่สิ พระเจ้าคงจะคิดว่าการตายของหญิงสาวในวัยบานสะพรั่งเช่นนี้คงน่าเวทนามากเกินไป จึงให้เธอฟื้นจากความตาย แถมยังให้ข้ามมิติมาอีก
หลังจัดการกับความทรงจำได้แล้ว อวิ๋นอินอินเข้าใจในเรื่องราวต่าง ๆ ของร่างใหม่นี้อย่างชัดเจน
ร่างนี้เองก็ชื่ออินอิน เป็นองค์หญิงเก้าแห่งแคว้นต้าอวิ๋น แต่ทว่าองค์หญิงเก้าผู้นี้เป็นโรคประหลาดมาตั้งแต่เด็ก นางไม่กล้าพูดคุยกับคนอื่น ทั้งวันเอาแต่ก้มหน้าก้มตา อวิ๋นอินอินคิดว่านี่คงจะเป็นโรคที่ถูกเรียกว่าโรคออทิสติกในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแน่ ๆ
ผู้หญิงที่นอนอยู่ที่พื้นคือแม่ของนาง และเป็นพระมเหสีแห่งแคว้นต้าอวิ๋น นางเป็นลูกสาวของมหาเสนาบดีผู้มีนามว่าหลี่จิ่ง เพียงแต่ว่านิสัยของนางนั้นเป็นคนที่ไร้ความทะเยอทะยานใด ๆ ในทุก ๆ วันนางมักจะปล่อยให้สนมเหมยที่เป็นเพียงแค่สนมข่มขู่อยู่เสมอ
สามปีมานี้ เพราะความจงใจของสนมเหมย พระมเหสีและองค์หญิงเก้าจึงต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในตำหนักเย็นแห่งนี้
ไม่ว่าฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ ฤดูร้อนอันร้อนระอุ อาหารสามมื้อในแต่ละวันหากไม่เย็นชืดก็มีแต่รสจืดสนิท เดิมทีองค์หญิงเก้านั้นเป็นคนที่ทานอะไรมั่วซั่วไม่ได้ ยิ่งเข้ามาอยู่ในตำหนักเย็นอาการจึงยิ่งรุนแรงมากขึ้น เดิมทีนางที่ไม่ใช่คนอ้วนอยู่แล้ว ทว่าตอนนี้ร่างกายของนางยิ่งผอมซีดเซียว เด็กสาวอายุสิบหกเป็นเหมือนกับถั่วงอกสีเขียวที่ยังไม่เติบโตไม่มีผิด
อวิ๋นอินอินกัดฟันแน่น สนมเหมยผู้นี้ไม่ใช่คน สิ่งที่ทำให้อวิ๋นอินอินยิ่งไม่พอใจมากขึ้นไปอีกก็คือความทรงจำของร่างนี้ที่เต็มไปด้วยการถูกทุบตีและต่อว่าดูถูก ซึ่งคนที่ทุบตีและรังแกนางนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นเหล่าพี่ชายพี่สาวที่นำโดยองค์หญิงใหญ่และองค์ชายใหญ่
แม้คนรับใช้ส่วนตัวของพระมเหสีและแม่นมขององค์หญิงเก้าจะตามเข้ามาอยู่ในตำหนักเย็นแห่งนี้ด้วย ทว่าไม่ถึงปี แม่นมก็จากไป และเหล่าคนรับใช้ของพระมเหสีเองก็ทยอยเกิดอุบัติเหตุจนตายจาก
อวิ๋นอินอินคิดว่าเรื่องพวกนี้น่าจะเป็นฝีมือของสนมเหมย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเธอมาอยู่ในร่างขององค์หญิงเก้าหรือไม่ หัวใจของอวิ๋นอินอินจึงเต็มไปด้วยความเกลียดชัง อยากจะกดมันเอาไว้ก็ทำไม่ได้ ทำให้เธอรู้สึกเกลียดจนอยากจะฉีกสนมเหมยและลูกชายของนางออกเป็นชิ้น ๆ เสียเดี๋ยวนี้
เมื่อผู้คนเหล่านั้นเห็นร่างอันน่าเวทนาขององค์หญิงเก้า ความอัปยศอดสูที่คนเหล่านั้นทำกับนางยังคงอยู่กับพวกเขา
ถ้าหากรู้เร็วกว่านี้ว่าสามารถข้ามมิติมาได้ ก็คงจะตั้งใจเรียนรู้เรื่องการทำขนมหวานอยู่หรอก แต่เธอดันไปตั้งใจเรียนเทควันโดแทนเสียได้
เธอหันหน้ากลับไปมองพระมเหสีจิ่งที่หมดสติอยู่ อวิ๋นอินอินคิดว่าเธออาจจะมีวิธีจัดการกับสนมเหมยได้
“ท่านแม่เพคะ ท่านแม่…”
พระมเหสีจิ่งลืมตาขึ้นมาด้วยความมึนงง เมื่อนางเห็นลูกสาวของตนที่ไร้ซึ่งลมหายใจไปแล้ว กำลังนั่งอยู่บนเตียงและเรียกนางอยู่ ทันใดนั้นน้ำตาของนางก็เอ่อล้นลงมาราวกับสายฝน
“อินอิน เจ้ามาหาแม่ในฝันอย่างนั้นหรือ? แม่ขอโทษ เป็นเพราะแม่ไม่ดีเอง เป็นแม่เองที่ปกป้องลูกไม่ได้…”
เมื่อเห็นว่าพระมเหสีจิ่งร้องไห้จนแทบสิ้นลมหายใจเสียตรงนั้น อวิ๋นอินอินรีบเอื้อมมือเข้าไปประคองให้นางลุกขึ้นนั่ง หลังจากนั้นจ้องมองดวงตาอันตกตะลึงของมารดา จับมือนางขึ้นมาและทาบมือลงบนหน้าของตัวเอง พร้อมทั้งพูดขึ้นมาอย่างจริงจัง
“ท่านแม่เพคะ ท่านมิได้ฝันไป ข้ายังไม่ตาย ท่านลองลูบดูสิใบหน้าของข้ายังร้อนอยู่เลย อีกทั้งหัวใจของข้าก็ยังเต้นตุบ ๆ ข้าไม่เป็นอันใดจริง ๆ”
พระมเหสีจิ่งนิ่งค้างไป ทันใดนั้นนางยกมือขึ้นตบตัวเองหนึ่งฉาด ความเจ็บปวดร้าวราน นางจึงเชื่อแล้วว่าภาพตรงหน้าไม่ใช่ความฝัน สีหน้าของนางเปลี่ยนจากตกใจเป็นดีใจจนไม่อยากจะเชื่อ
“อินอิน นี่มันเรื่องอันใดกัน เมื่อครู่นี้เจ้าไม่มีลมหายใจแล้วแท้ ๆ อีกทั้งเหตุใดเจ้าถึงพูดอะไร ๆ ออกมาได้ตั้งมากมายเพียงนี้ เจ้า…”
“ท่านแม่เพคะ สนมเหมยต้องคิดไม่ถึงแน่ ๆ ว่ายาพิษของนางไม่เพียงจะไม่สามารถพรากชีวิตของข้าไปได้ แต่ยังกลับสามารถรักษาอาการป่วยของข้าได้อีกด้วย”
พระมเหสีจิ่งทั้งตกใจและประหลาดใจ “แม่ไม่กล้าแม้แต่จะนึกฝันว่าอาการป่วยของเจ้าจะมีวันดีขึ้นมาได้ หากพูดเช่นนั้นแม่ก็คงจะต้องขอบคุณสนมเหมยที่ผิดพลาดจนสามารถรักษาอาการป่วยของเจ้าจนหายได้”
อวิ๋นอินอินมองดูใบหน้าของพระมเหสีจิ่งที่ยกยิ้ม อดไม่ได้ที่จะเตือนสตินางถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
“ท่านแม่ สนมเหมยต้องการให้ข้าตายนะเพคะ”
ได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของพระมเหสีจิ่งก็ค่อย ๆ เย็นชาลง พร้อมพูดขึ้นพร้อมดวงตาอันเกลียดชัง “นางทำร้ายแม่ก็มากพอแล้ว ตอนนี้แม้แต่เจ้า นางก็คิดจะทำร้าย น่าเสียดายที่แม่อยู่ในตำหนักเย็น ไม่สามารถทำอันใดนางได้”
“ท่านแม่ จะพึ่งพาเพียงแต่พวกเราเองก็คงมิได้ เช่นนั้น… ลองพึ่งพาผู้อื่นดูดีหรือไม่?”
“ผู้อื่น? ท่านพ่อของเจ้าไม่สนใจแม้แต่เรื่องงานในชั้นศาล คงจะไม่มีทางสนใจในเรื่องของนางสนมเป็นแน่ เราจะสามารถพึ่งพาใครได้อีก?” ดวงตาของพระมเหสีจิ่งเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว หากรู้ว่าจะมีวันนี้นางคงไม่มีทางยอมทำตัวเฉยเมยมาตั้งแต่แรก
“ท่านพ่อไม่สนใจ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีสักคนที่สนใจ หรือจะบอกว่าไม่มีผู้ใดในแคว้นต้าอวิ๋นอันยิ่งใหญ่นี้ที่สามารถสยบสนมเหมยได้อย่างนั้นหรือเพคะ?”
พระมเหสีลังเลเล็กน้อย หลังจากนั้นนางก็พูดขึ้นเสียงเบา “ทั้งวันพ่อเจ้าก็เอาแต่เล่นสนุก อำนาจอันแท้จริงของแคว้นต้าอวิ๋นนั้นอยู่ในเงื้อมมือของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แม้ว่าเขาจะเป็นบุตรบุญธรรมของท่านปู่เจ้า แต่ตามกฎแล้วเจ้าควรเรียกเขาว่าท่านอา”
อวิ๋นอินอินกะพริบตา “สนมเหมยกลัวเขาหรือไม่?”
“ในแคว้นต้าอวิ๋นนี้ไม่มีผู้ใดไม่เกรงกลัวเขา”
“แม้แต่ท่านปู่ก็กลัวเขาหรือเพคะ?”
พระมเหสีจิ่งพยักหน้า อวิ๋นอินอินเห็นเช่นนั้นก็กระตุกยิ้มมุมปาก
“อินอิน ลูกคิดจะทำการอันใดหรือ?” พระมเหสีจิ่งรู้สึกได้ว่ารอยยิ้มมุมปากของลูกสาวนั้นไม่ปกติเอาเสียเลย นางครุ่นคิดสักครู่และพูดขึ้น “แม้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จะมีอำนาจมากเพียงใด แต่เขาเป็นคนไม่เข้าสังคมและรักความสงบ เจ้าอย่าได้เข้าไปยั่วยุเขาเชียว”
ยั่วยุไม่ได้อย่างนั้นหรือ? หากข้ายังคงยืนกรานที่จะลองดูเล่า?
บทที่ 2 บุกรุกตำหนักผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิ
บทที่ 2 บุกรุกตำหนักผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิ
“พรุ่งนี้สนมเหมยจะ…”
เมื่อรู้ว่าพระมเหสีจิ่งจิ่งเป็นห่วงสนมเหมย อวิ๋นอินอินจึงพูดปลอบขึ้น “ต่อให้นางจะใจกล้ามากเพียงใดก็คงไม่กล้าฆ่าองค์หญิงผู้เป็นบุตรสาวขององค์จักรพรรดิในเวลากลางวันแสก ๆ เช่นนี้หรอกเพคะ นอกจากนั้นข้าเองก็ยังอยู่ในตำแหน่งองค์หญิงอยู่ ท่านแม่โปรดวางใจ ข้าไม่ใช่องค์หญิงเก้าคนเดิมอีกต่อไปแล้ว ข้าในตอนนี้ฉลาดจะตายไปเพคะ!”
พระมเหสีจิ่งรู้สึกสบายใจขึ้นมา เมื่อทั้งสองคนนอนลง นางยังคงเตือนบุตรสาวอย่างไม่วางใจ “อินอิน เจ้าจงจำเอาไว้ อย่าได้เข้าไปยุ่งกับผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิเด็ดขาด”
“อืม ข้ารู้แล้ว”
แม้ปากของอินอินจะรับคำ แต่ในใจนางกลับคิดว่าตัวนางเองนั้นไม่ได้แค่จะเข้าไปวุ่นวายเท่านั้น แต่จะคิดหาวิธีเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองจากท่านผู้นั้นอีกด้วย
เช้าวันต่อมา ก็เป็นไปตามที่อวิ๋นอินอินคาดการณ์เอาไว้ สำรับอาหารที่ถูกวางเอาไว้ที่หน้าประตูถูกนำเข้าไปภายในห้อง เมื่อขันทีผู้ส่งอาหารเห็นนางเดินออกมาจากห้องชั้นใน เขาถึงกับมึนงงสับสน วางอาหารลง และรีบกลับไปในทันที
“อีกประเดี๋ยวสนมเหมยจะต้องส่งคนมาตรวจสอบแน่ ท่านแม่เพคะ พอทานอาหารเสร็จข้าจะไปซ่อนตัว ให้พวกนางเห็นแค่ความว่างเปล่าเพียงเท่านั้น” ใบหน้าของอวิ๋นอินอินเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ ราวกับกระต่ายจอมดื้อ
พระมเหสีจิ่งไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าลูกสาวของตนจะมีวันที่ทำตัวร่าเริงเช่นวันนี้ได้ อีกทั้งเมื่อก่อนนางเป็นผู้ที่ทานอาหารยาก แต่มาวันนี้กลับทานอาหารเช้าจนหมด ทำให้พระมเหสีจิ่งมีความสุขเป็นอย่างมาก เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนั้นจึงรีบตอบกลับด้วยท่าทีจริงจัง
“ต่อจากนี้ไปเจ้าจงไปอยู่ในที่ที่มีผู้คนมาก ๆ หากเป็นเช่นนั้นพวกนางอยากทำอะไรก็คงไม่กล้าลงมือ”
“เข้าใจแล้วเพคะ”
อวิ๋นอินอินลูบไปที่หน้าท้องกลม ๆ ของตัวเอง และเดินออกมาจากตำหนักเย็น เลือกเดินไปยังถนนสายเล็กที่ปกติไม่ค่อยมีผู้คน และเตรียมออกตามหาว่าผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดินั้นอยู่ที่ใด เพราะในความทรงจำของร่างเดิมนี้มีความทรงจำว่าเขาผู้นั้นอาศัยอยู่ในวัง แต่กลับไม่รู้ว่ามันคือที่ไหน
เดินมาได้สักพัก อวิ๋นอินอินกลับรู้สึกเหนื่อย จึงเดินไปนั่งที่นั่งม้าหินใกล้ ๆ พักสักครู่แล้วค่อยเดินต่อ
“นังโง่ เจ้ามาทำอันใดที่นี่?”
เมื่อได้ยินเสียงดังจากด้านหลัง ร่างกายของอวิ๋นอินอินเกร็งขึ้นในทันที ภาพเด็กสาวที่ใช้แส้ฟาดใส่นางปรากฎขึ้นในหัว องค์หญิงสอง อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวและองค์หญิงองค์โต ทุกคนที่กล่าวมาล้วนเป็นลูกของสนมเหมย
พวกนางหน้าตาคล้ายกับสนมเหมยอยู่ไม่น้อย ใบหน้ารูปไข่ ดวงตาคมสวยได้รูป จมูกเป็นสัน ปากกระจับสีแดงระเรื่อ ทั้งหมดที่กล่าวมาคือใบหน้าของคนดังในอินเทอร์เน็ตในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดไม่มีผิดเพี้ยน พวกนางชอบสวมใส่เสื้อผ้าสีสันสดใส สวมเครื่องประดับแวววับ อวิ๋นอินอินเอียงหัวหันไปมองเด็กสาววัยสิบเจ็ดผู้สง่างาม ทันใดนั้นในหัวก็นึกถึงภาพสัตว์ตัวหนึ่งขึ้นมา
นกยูง!
อวิ๋นอินอินยกยิ้มมุมปาก คิดว่าอีกประเดี๋ยวพวกนางคงจะโกรธมากยิ่งขึ้น
“กล้าไม่สนใจข้าอย่างนั้นหรือ นังโง่ มานี่เดี๋ยวนี้นะ”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงฉุนเฉียว อวิ๋นอินอินก็ยกยิ้มมุมปากอีกครั้ง ข้าคือนังโง่ หากนางให้ข้าทำอะไรข้าก็จะทำตาม ไม่เช่นนั้นคงเสียหน้าคำว่านังโง่กันพอดี
อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวโกรธมาก นางก้าวตรงไปยังอวิ๋นอินอินและดึงตัวเด็กสาวขึ้นมาจากที่นั่งม้าหิน ไม่สนใจสิ่งใด เพียงยกมือขึ้นตบในทันที ทันใดนั้นร่างของอวิ๋นอินอินกลับหลบไปอีกด้านหนึ่ง ทำให้มือของอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวฟาดลงไปยังความว่างเปล่า และตบลงไปยังร่างของพี่เลี้ยงตัวอ้วนแทน
ปกติแล้วพี่เลี้ยงตัวอ้วนคนนี้จะค่อยอยู่ข้างๆอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยว และคอยรังแกองค์หญิงเก้าอยู่หลายครั้ง เมื่ออวิ๋นอินอินเห็นอีกฝ่ายกุมใบหน้าของตนเองด้วยความมึนงง ในดวงตาของนางก็เต็มไปด้วยความขบขัน
“เจ้ากล้าหลบอย่างนั้นหรือ วันนี้ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”
อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวยกมือขึ้นหมายจะหยิกอวิ๋นอินอินเหมือนอย่างเคย เมื่อนางเดินมาถึงตรงหน้าของอวิ๋นอินอินแล้วนั้น อวิ๋นอินอินก็เอื้อมมือออกไปและผลักนางไปยังที่นั่งม้าหินข้าง ๆ จนได้ยินเสียงดังปัง เข่าของอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยววกระแทกเข้ากับขอบที่นั่งม้าหิน ไม่ทันรอให้อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวได้ทันตั้งตัว อวิ๋นอินอินรีบหมุนตัวและวิ่งหนีไป
ด้านหลังของนาง มีเสียงตะโกนของอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวดังตามา “ไป ไปจับตัวนังโง่นั่นมา วันนี้ข้าจะต้องเอาแส้ฟาดมันให้ตาย…”
อวิ๋นอินอินออกตัววิ่งเต็มแรง ภายในใจทั้งกลัวทั้งตื่นเต้น ในขณะเดียวกันอดไม่ได้ที่จะสาบานกับตัวเอง รอก่อนเถิด รออีกหน่อย ข้าจะต้องเฆี่ยนตีเจ้าโดยไม่ต้องสนใจศีลธรรมอันใดให้ได้
เมื่อเห็นว่าพี่เลี้ยงตัวอ้วนยังคงตามมาไม่เลิก อวิ๋นอินอินรู้สึกมืดมนหนทาง เนื้อหนังบนร่างอ้วน ๆ ของอีกฝ่ายมันของปลอมใช่หรือไม่!
หากจะวิ่งต่อไปคงจะไม่ไหว อวิ๋นอินอินจึงหันกลับมา และวิ่งเข้าไปในสวนต้นเหมย
“องค์หญิงเก้า องค์หญิงหยุดเดี๋ยวนี้นะ ตรงนั้นเข้าไปไม่ได้! นั่นเป็นเขตหวงห้าม!”
อวิ๋นอินอินไม่ได้สนใจเสียงที่ตะโกนมาจากด้านหลัง นางยกชายกระโปรงขึ้น และวิ่งตรงไปยังพื้นที่ที่เรียกว่าเขตหวงห้าม เมื่อข้ามสวนต้นเหมยเข้ามา นางเห็นตำหนักหยกสีดำ ก็ถึงกับตกตะลึง
ตำหนักแห่งนี้ ช่างน่าขนลุกเสียจริง…
“องค์หญิงเก้า ท่านรีบกลับไปกับข้าเถิด องค์หญิงสองไม่ทำอันใดท่านหรอกเพคะ!”
ในขณะที่อวิ๋นอินอินกำลังลังเลว่าจะเข้าไปดีหรือไม่ เสียงที่ดังมาจากด้านหลังทำให้นางมีความกล้าขึ้นมา จึงหันหน้ากลับไปมองร่างที่ค่อย ๆ ขยับใกล้เข้ามา อวิ๋นอินอินเงยใบหน้าเล็ก ๆ ของนางขึ้นและวิ่งเข้าไปในตำหนักอย่างไม่ลังเล
ล้อเล่นหรือไร กลับไปกับเจ้าเพื่อให้อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวฉีกร่างของข้าอย่างหรือ?
ตลกสิ้นดี!
อวิ๋นอินอินเอาแต่วิ่งและวิ่งต่อไป นางไม่รู้เลยว่าในตำหนักนี้มีผู้ใดอยู่ และไม่รู้เลยว่าหลังจากที่นางเข้ามาในนี้แล้วพี่เลี้ยงหลี่ที่ตามมาด้านหลังถึงกับล้มตัวลงกับพื้น วิ่งเกลือกกลิ้งกลับไป
ทางเดินที่มืดมิดค่อย ๆ สว่างขึ้น ยังไม่ทันที่จะได้มองสถานการณ์รอบตัวให้ชัดเจน ทันใดนั้นกลับมีกระบี่เล่มยาวพาดผ่านลำคอของอวิ๋นอินอินไป สัมผัสอันเย็นยะเยือกทำให้นางอดไม่ได้ที่จะตื่นตกใจ
“ใครกันที่กล้าบุกรุกเข้ามาถึงตำหนักของผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิโดยไม่ได้รับอนุญาต อยากตายอย่างนั้นหรือ?”
เสียงอันแสนเย็นชาดังเข้ามาหระทบหู เมื่อเด็กสาวได้ยินคำว่าผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิ ดวงตาของอวิ๋นอินอินก็เกิดประกายแสงแวววับขึ้นทันที นางพยายามตามหามาตั้งนานแต่ก็หาไม่พบ แต่นี่กลับมาหาเจอง่าย ๆ อย่างนี้อย่างนั้นหรือ ไม่เสียเวลาเปล่าเสียจริง!
คอที่แข็งทื่อ ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง เด็กสาวยิ้มอย่างประจบประแจงให้กับองครักษ์ผู้คุ้มกันตำหนักที่สวมชุดสีดำทั้งชุด
“ท่านองครักษ์ ท่านอาจจะไม่รู้จักข้า แต่ข้าคือองค์หญิงเก้า ข้าตั้งใจมาที่นี่เพื่อมาหาท่านอาของข้า”
องครักษ์ก้มหน้าลงมองใบหน้าอันซีดเซียวของเด็กสาวตัวน้อย และมองดูเสื้อผ้าราคาถูกบนตัวนาง ซึ่งไม่ดีเท่าเสื้อผ้าของสาวใช้ในวังเสียด้วยซ้ำ ทำให้เขารู้สึกว่านางและคำว่าองค์หญิงนั้นดูไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย
หากแต่ดวงตาอันสดใสคู่นั้น รวมกับใบหน้าของนางที่ดูอ่อนโยนอย่างที่อธิบายไม่ได้ ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่านางกับองค์หญิงองค์โตที่เพิ่งเจอไปเมื่อไม่กี่วันก่อนดูคล้ายกันจริง ๆ
“ท่านคือองค์หญิงเก้าจริง ๆ หรือ?” องครักษ์ถามด้วยความไม่แน่ใจ
“ใช่ ข้าคือองค์หญิงเก้าจริง ๆ เจ้าให้ข้าเข้าไปเถิด”
เมื่อเห็นใบหน้ามุ่งมั่นและวิตกกังวลของเด็กสาว องครักษ์อดไม่ได้ที่จะมองนางอย่างพินิจ
ในพระราชวังมีองค์หญิงเก้าอยู่ นั่นเป็นเรื่องจริง หากแต่ว่ากันว่านางทั้งโง่เง่า ขี้ขลาดและกลัวการพบเจอผู้คน ตั้งแต่ที่เขาเข้ามาอยู่ในวังก็ไม่เคยเจอนางมาก่อน การปรากฏตัวอย่างกะทันหันนี้ เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม การที่นางกล้าบุกรุกเข้ามายังตำหนักของผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิอย่างหุนหันพลันแล่นเช่นนี้ ทั่วทั้งแคว้นต้าอวิ๋น นอกจากคนโง่เง่าแล้วก็คงไม่มีผู้ใดกล้าทำเรื่องเช่นนี้อีกแน่
“เช่นนั้นข้าจะพาท่านไปรอที่ห้องโถง เพื่อรอให้ข้าเข้าไปแจ้งขันทีฉีเสียก่อน”
องครักษ์คิดว่า ไม่ว่านางจะใช่องค์หญิงจริง ๆ หรือไม่ ตัวเขาคงไม่มีอำนาจมากพอที่จะเข้าไปยุ่ง หลังจากที่คิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง จึงพาอวิ๋นอินอินเข้าไปยังห้องโถงที่ปกติแล้วแทบจะไม่มีคนอยู่เลย
จะได้เจอท่านอาแล้วอย่างนั้นหรือ? ทำอย่างไรดี? รู้สึกประหม่าจัง…
บทที่ 3 ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นมือสังหาร
บทที่ 3 ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นมือสังหาร
อวิ๋นอินอินเดินตามไปอย่างว่าง่าย ระหว่างที่เดินไปยังตำหนัก นางก็นึกถึงคำพูดที่พระมเหสีจิ่งพูดถึงผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิไปด้วยว่าเขาไม่ชอบเข้าสังคมและเป็นคนโหดเหี้ยม
แต่มันจะสำคัญอะไร อำนาจของเขานั้นมีมากมายล้นฟ้า ในแคว้นต้าอวิ๋นแห่งนี้ เขาจะพูดสิ่งใดก็ไม่มีผู้ใดกล้าขัด รวมถึงองค์จักรพรรดิเองด้วย
พูดถึงผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิ หากเขายินยอมที่จะเป็นองค์จักรพรรดิเสียเองนั่นก็เป็นเรื่องที่ขี้ปะติ๋วมาก ๆ
ผู้ที่ยิ่งใหญ่ราวเทพพระเจ้าถึงเพียงนี้ หากอวิ๋นอินอินอย่างนางประจบประแจงเขาได้สำเร็จ จนได้อยู่ใต้ร่มเงา เมื่อถึงตอนนั้นสนมเหมยยังจะกล้าฆ่านางอีกหรือ? แล้วจะมีองค์หญิงองค์ใดที่กล้าทุบตีนาง หรือจะมีองค์ชายองค์ใดที่จะยังกล้าดูถูกนางอีก?
ไม่ว่าผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิผู้นี้จะโหดเหี้ยมราวสัตว์ร้ายมากเพียงใด นางก็ต้องไปหาเขา ไม่ว่าจะยากสักเท่าไรนางจะต้องคิดหาวิธีอยู่ข้างกายเขาให้จงได้
“องค์หญิงเก้าขอรับ ท่านนั่งรออยู่ในห้องนี้ก่อน ข้าจะไปแจ้งต่อขันทีฉี”
“อืม ไปเถิด ข้ารับรองว่าจะไม่ไปไหน”
นางรอจนองครักษ์จากไป จากนั้นอวิ๋นอินอินหุบยิ้มบนใบหน้าลงในทันที และเงยหน้าขึ้นมองไปรอบ ๆ ห้องนี้ ที่นี่เป็นเพียงห้องโถงที่ไม่มีผู้คนอยู่เลย แต่กลับใหญ่กว่าที่อยู่ของนางถึงสิบส่วน สิ่งของและเครื่องประดับภายในห้องนั้นแม้ว่าจะดูเรียบง่าย แต่ของทุกชิ้นกลับดูไม่ธรรมดา
ท่านอาผู้นี้ ไม่เพียงมีอำนาจล้นฟ้า แต่เขายังร่ำรวยมหาศาลอีกด้วย!
เพียงแต่นางไม่รู้ว่าท่านอาผู้นี้นั้นหน้าตาเป็นเช่นใด อายุเท่าไร แต่อย่างไรเสียเขาก็เป็นถึงท่านอาอย่างน้อย ๆ ก็น่าจะอายุสักสามสิบกว่าปีได้กระมัง
พระมเหสีจิ่งบอกว่าเขายังไม่ได้แต่งงาน อวิ๋นอินอินลูบคางของตัวเองพลางครุ่นคิด ชายวัยกลางคนแต่ยังไม่แต่งงาน ไม่มีแม้กระทั่งทายาท ดูไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ท่านอาผู้นี้จะต้องมีโรคร้ายอะไรแอบซ่อนอยู่ จนทำให้เขามีลูกไม่ได้เป็นแน่
ช่างน่าเสียดายและน่าสงสารเสียจริง!
แต่ไม่เป็นไร ขอแค่เขาช่วยนาง นางจะเป็นลูกสาวให้เขาเอง นางจะคอยอยู่รับใช้เขา และดูแลเขาจนแก่เฒ่า
ใช่ หรือบางทีพูดกับเขาแบบนี้ไปเลยคงดีเสียกว่า ไม่แน่เขาอาจจะรู้สึกขาดลูกสาวก็เป็นได้ หรือไม่แน่พวกเราอาจจะเป็นความสัมพันธ์ที่พอดีของกันและกัน
“องค์หญิงเก้า? องค์หญิงเก้า!”
“อ๊ะ? ทำไมรึ? ท่านอามาแล้วหรือ?”
เสียงเรียกขององครักษ์ทำให้อวิ๋นอินอินกลับมาจากความเพ้อฝันของตนเอง นางหันหน้ามองไปยังประตู เมื่อเห็นชายวัยกลางคนที่สวมชุดสีน้ำเงินอยู่ด้านหลังขององครักษ์ อวิ๋นอินอินจึงรีบกลับเข้าสู่บทบาทการแสดงโดยพลัน และรีบก้าวเดินเข้าไปอย่างกระตือรือร้น จับมือชายผู้นั้นพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงอันหวานเยิ้ม
“ท่านอาเพคะ ในที่สุดข้าก็ได้พบท่านเสียที…”
สีหน้าของชายวัยกลางคนเปลี่ยนเป็นซีดเผือด รีบถอนมือออกจากมือของอวิ๋นอินอินอย่างรีบร้อนพร้อมแสดงความรังเกียจ
“ท่านอา… ข้าคืออินอิน…”
อวิ๋นอินอินยังคงทำตัวเหมือนเด็กน้อยน่ารัก หากแต่สีหน้าของท่านอาตรงหน้ากลับดูย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุดองครักษ์ที่หน้าดำคร่ำเครียดก็ทนไม่ไหว ดึงตัวองค์หญิงเก้าออกไป
“องค์หญิงเก้าขอรับ ท่านมองผิดคนแล้วขอรับ”
“เอ๋? เขาไม่ใช่ท่านอาอย่างนั้นหรือ?”
อวิ๋นอินอินมึนงงอย่างมาก ตั้งใจกะพริบตาปริบ ๆ สองครั้งอย่างไร้เดียงสาเพื่อปกปิดความผิดพลาด
“ท่านนี้คือท่านผู้ดูแลฉี ท่านเป็นหัวหน้าผู้ดูแลของท่านผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิ มีหน้าที่ดูแลเรื่องภายในตำหนักผู้สำเร็จราชการแทน”
“ท่านผู้ดูแล?”
นั่นมันหมายความว่าเขาเป็นขันทีไม่ใช่หรือ? อวิ๋นอินอินมองไปยังร่างสูงตรงหน้า ชายวัยกลางคนมีรูปลักษณ์สง่างาม จนนางอดไม่ได้ที่จะเผลอเลียริมฝีปาก
นี่… มันช่างน่าเสียดายจริง ๆ นะ…
“ได้ยินมาว่าองค์หญิงเก้ามาหาท่านผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิอย่างนั้นหรือขอรับ?”
นางถูกจับจ้องจนรู้สึกเกร็งไปทั้งตัว ส่วนขันทีฉีถามขึ้นมาก่อนอย่างเบื่อหน่าย
เมื่อได้ยินเสียงแหลมสูงนี้ อวิ๋นอินอินอดไม่ได้ที่จะตัวสั่น นี่สินะขันทีตัวจริง!
“ใช่ รบกวนท่านขันทีฉีแจ้งท่านอาด้วย บอกไปว่าหลานคนที่เก้ามาแสดงความเคารพต่อท่าน”
อวิ๋นอินอินยกยิ้ม พูดกับท่านขันทีด้วยความเคารพอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ในใจกำลังครุ่นคิด ในละครแสดงกันแบบนี้ใช่มั้ยนะ หากอยากจะเอาใจคนใหญ่คนโต ก็ต้องเอาใจคนข้างกายตัวเล็ก ๆ ของเขาเสียก่อน
ขันทีฉีได้ยินเสียงอันชัดเจนเช่นนั้น จากที่หันหน้าด้านข้างให้นางก็อดไม่ได้ที่จะหันหน้ากลับมาช้า ๆ เพื่อมองสำรวจดูเด็กสาวตรงหน้าอย่างถี่ถ้วน
หลังมองสำรวจอวิ๋นอินอินตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้ว ในดวงตาอันชาญฉลาดของเขากลับมีร่องรอยของความสับสนปรากฏขึ้น หลังจากนั้นก็เป็นประกายของการเย้ยหยัน
“ในเมื่อองค์หญิงเก้าลำบากพาตัวเองมาที่นี่เพื่อมาแสดงความเคารพต่อท่านผู้สำเร็จราชการแทน เช่นนั้นก็ตามข้ามาเถิด ข้าคิดว่าหากท่านผู้สำเร็จราชการแทนทราบถึงความกตัญญูขององค์หญิงเก้า ท่านจะต้องพึงพอใจและมีความสุขมากแน่ ๆ ขอรับ”
“จริงหรือ? ท่านขันทีฉีจะพาข้าไปพบท่านอาจริง ๆ หรือ? ท่านขันทีฉีช่างเป็นคนดียิ่งนัก!”
อวิ๋นอินอินเดินตามขันทีฉีไปด้วยความปลื้มปีติ โดยไม่ทันได้สังเกตเห็นรอยยิ้มเย็นชาจากมุมปากของเขาเลย
ใบหน้าขององครักษ์ที่เหลือดูสับสน ท่านขันทีฉีที่แสนรับมือยาก เหตุใดวันนี้กลับพูดจาดีขึ้นมาได้เล่า?
ด้วยการนำทางของขันทีฉี อวิ๋นอินอินเดินออกไปจากห้องโถง ผ่านศาลาริมน้ำอันสวยงาม เดินผ่านสวนดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมอบอวล ทิวทัศน์ของที่แห่งนี้สวยงามมากขึ้นเรื่อย ๆ หากแต่ผู้คนในตำหนักกลับน้อยลงไปเรื่อย ๆ เช่นกัน
อีกทั้งระยะห่างระหว่างห้องโถงกับตำหนักหลักนั้นก็ช่างห่างไกลกันมากเหลือเกิน
จนอวิ๋นอินอินอดสับสนขึ้นมาไม่ได้
“ท่านขันทีฉี ยังไม่ถึงอีกหรือ?”
“องค์หญิงเก้าอย่าได้รีบร้อนไปขอรับ ไปด้านหน้าอีกนิดก็จะถึงแล้ว”
“อืม ข้าไม่รีบร้อนหรอก ข้าแค่อยากจะเจอท่านอาเร็ว ๆ เท่านั้น”
มุมปากของขันทีฉีกระตุกขึ้นยิ้มจาง ๆ นำทางอวิ๋นอินอินให้เดินต่อไป ทั้งสองเดินผ่านป่าไผ่ จนสุดท้ายก็พานางมาหยุดอยู่ตรงด้านหน้าประตูหิน
“ท่านขันทีฉี นี่คือที่ไหนกัน? ท่านอาอยู่ในนี้อย่างนั้นหรือ?”
อวิ๋นอินอินมองดูใบหน้าอันเย็นชาของเหล่าองครักษ์ชุดดำที่ยืนเรียงกันรอบ ๆ ในใจอดไม่ได้ที่จะระแวง นางรู้สึกว่าความรู้สึกแบบนี้มันแปลก ๆ แต่กลับพูดไม่ถูกว่ามีอันใดที่ผิดปกติ เพียงแค่รู้สึกว่าในใจนางตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก
“องค์หญิงเก้า ท่านผู้สำเร็จราชการแทนอยู่ด้านใน ท่านเข้าไปแสดงความเคารพต่อท่านเถิดขอรับ”
ทันทีที่ขันทีฉียกมือขึ้น องครักษ์คนหนึ่งรีบกดเปิดประตู จากนั้นประตูหินที่ดูหนักอึ้งขยับเลื่อนไปด้านขวา เผยให้เห็นทางเดินอันมืดสนิท
“เอ่อคือ อยู่ดี ๆ ข้าก็นึกขึ้นมาได้ว่าข้ามีเรื่องที่ต้องไปจัดการ ข้าว่าไว้วันหลังค่อยมาแสดงความเคารพต่อท่านอาใหม่ดีกว่า”
อวิ๋นอินอินพูดขึ้นพร้อมหมุนตัวเตรียมวิ่ง หากแต่ยังไม่ทันได้วิ่งไปได้ไกล ท่านขันทีฉีกลับเหยียดมือของเขามาดึงร่างอันผอมบางของนางเอาไว้ พร้อมทั้งผลักนางเข้าไปภายในประตูหินราวกับโยนไก่ตัวหนึ่ง
นางคลานอยู่บนพื้นราวกับสุนัข เจ็บปวดจนดวงตาทั้งสองข้างเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา
“ท่านขันทีฉี ข้าเป็นถึงองค์หญิงเก้า ท่านทำเช่นนี้กับข้า อยากตายอย่างนั้นหรือ?”
“หึ องค์หญิงเก้า? แคว้นต้าอวิ๋นของข้ามีองค์หญิงเก้าอยู่จริง แต่น่าเสียดาย นางไม่สามารถพูดจา และไม่มีทางคล่องแคล่วได้เช่นเจ้าหรอก”
“หมายความอย่างไร? นี่ท่านสงสัยว่าข้าคือองค์หญิงตัวปลอมหรือ? ไม่ใช่นะ ข้าคือองค์หญิงตัวจริง ท่านขันทีฉี ข้าคือองค์หญิงเก้าตัวจริง!”
“จะจริงหรือปลอมข้าย่อมรู้ดี หากแต่สามารถแอบเข้ามาถึงตำหนักผู้สำรวจราชการแทนได้เช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าความสามารถของเจ้านั้นไม่ธรรมดา หากไม่ใช่เพราะเมื่อก่อนข้าเคยเจอองค์หญิงเก้า เกรงว่าครั้งนี้เจ้าคงจะลงมือได้สำเร็จไปแล้ว”
“ไม่ใช่นะ ท่านขันทีฉีท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าคือองค์หญิงเก้า ข้าคือองค์หญิงองค์จริง ๆ!”
อวิ๋นอินอินพยายามอธิบาย หากแต่สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงรอยยิ้มเย้ยหยันบนมุมปากของขันทีฉีเท่านั้น จากนั้นเขาก็โบกมือลง
อวิ๋นอินอินที่นอนอยู่บนพื้น มองดูประตูหินที่ค่อย ๆ ปิดลงอย่างสิ้นหวัง แต่แม้แต่แรงที่จะลุกขึ้นก็ไม่มี
กรร…
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นมาที่ข้างหู