โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศึกหุ้น GameStop : เมื่อแมงเม่างัดข้อเหล่านายทุน ความโกลาหลครั้งนี้จะจบลงอย่างไร

The MATTER

เผยแพร่ 04 ก.พ. 2564 เวลา 03.15 น. • Thinkers

นาทีนี้ น้อยคนคงจะไม่เคยผ่านตาชื่อ GameStop ยักษ์ใหญ่ร้านค้าปลีกเกมส์ในสหรัฐอเมริกาซึ่งราคาเพิ่มขึ้นถึงราว 17 เท่าตัวนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา กลายเป็นคำถามสะพัดในโลกอินเทอร์เน็ตว่าเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทที่ดูไร้อนาคต ผลประกอบการย่ำแย่ และผู้เชี่ยวชาญมองว่าไม่สามารถแข่งขันได้ในโลกใบใหม่ที่เหล่าเกมเมอร์ผันตัวสู่การซื้อของบนโลกออนไลน์

พอได้ทราบคำตอบก็ยิ่งขมวดคิ้วสงสัย เพราะสาเหตุที่หุ้น GameStop ทำราคาวิ่งจนแทบทะลุเพดานคือการแก้แค้นของเหล่า ‘ชาวเน็ต’ จากกลุ่มผู้สนใจด้านการลงทุนที่มีจำนวนผู้ใช้กว่าสี่ล้านคนจากชุมชน wallstreetbets ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ Reddit หากเทียบง่ายๆ ก็คือห้องสินธรของเว็บไซต์พันทิปนั่นแหละครับ

หนึ่งในผู้ก่อการคือผู้ใช้ชื่อว่า Roaring Kitty นักลงทุนผู้เชื่อมั่นในศักยภาพของ GameStop ที่โพสต์เผยแพร่ว่ากองทุนเฮดจ์ฟันด์อย่าง Point72 และ Citron Capital ขายชอร์ต (short-selling) หุ้น GameStop ธุรกรรมนี้หมายถึงกองทุนจะได้กำไรก็ต่อเมื่อราคาหุ้นดังกล่าวปรับตัวลดลง ก่อนจะปลุกระดมให้เหล่าสาวกให้รวมพลังเอาคืนกองทุนใจดำที่มาทำร้ายหุ้นที่พวกเขารักโดยการเข้าซื้อหุ้น GameStop เพื่อผลักให้ราคาหุ้นดังกล่าวสูงขึ้น เปลี่ยนฝันหวานของกองทุนที่จะฟันกำไรเมื่อราคาหุ้นร่วงสู่ฝันร้ายเมื่อราคาหุ้นทะยานขึ้นไปจนสูงเสียดฟ้า

แน่นอนครับว่าหลายคน (รวมถึงตัวผมเอง) รู้สึกสะใจไม่น้อยกับชัยชนะดังกล่าว และรู้สึกความยินดีกับผู้ถือหุ้น GameStop มาอย่างยาวนานที่กลายเป็นเศรษฐีใหม่ในเวลาไม่กี่วัน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวกลับสร้างความระส่ำระสายให้กับเหล่านักลงทุนรายใหญ่ เพิ่มความผันผวนของราคาหุ้นในตลาด กลายเป็นความกังวลว่าสักวันกลยุทธ์การลงทุนที่วางแผนอย่างถ้วนถี่อาจพังทลายในชั่วพริบตาจากความบ้าระห่ำของชาวเน็ต

ปั่นอย่างไรให้นายทุนเจ็บ

ปุถุชนคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ คงคุ้นเคยกับการซื้อหุ้น ที่หากหุ้นราคาขึ้นก็ได้กำไร หุ้นราคาร่วงก็ติดตัวแดง แต่น้อยคนที่จะรู้จักการขายชอร์ต ธุรกรรมที่ยุ่งยากกว่าแต่จะได้ผลกำไรและขาดทุนในทิศทางตรงกันข้ามกับการซื้อหุ้น คล้ายกับการวางเดิมพันว่าราคาหุ้นนั้นจะลดลง

การขายชอร์ตเหมือนกับการยืมของเพื่อนมาขายก่อน แล้วพอครบกำหนดระยะเวลาก็จะนำของดังกล่าวมาคืนให้ ตัวอย่างเช่น นาย ป. ยืมนาฬิกาหรูจากเพื่อนแล้วนำมาขายในท้องตลาดได้ราคา 100,000 บาท แล้วสัญญาว่าเมื่อครบ 1 ปี จะนำนาฬิกาดังกล่าวมาคืน หลังจากครบกำหนด นาย ป. ก็ต้องไปหาซื้อนาฬิกาแบบเดียวกันในท้องตลาด หากราคาของนาฬิกาปรับตัวลดลงเหลือ 60,000 บาท นาย ป. ก็จะได้กำไร 40,000 บาท แต่หากนาฬิกาดังกล่าวราคาพุ่งทะยานเป็น 160,00 บาท นาย ป. ก็ต้องกัดฟันทำตามสัญญา ควักเนื้อตัวเองเพิ่มอีก 60,000 บาทเพื่อซื้อนาฬิกาคืน

การขายชอร์ตในตลาดทุนก็คือการแทนที่นาฬิกาจากตัวอย่างข้างต้นเป็นหุ้นของบริษัทนั่นเอง

สำหรับกรณี GameStop เหล่าสาวกหุ้นดังกล่าวรวมพลังกัน ‘ทวงคืนความเป็นธรรม’ โดยการเข้าซื้อหุ้นดังกล่าวเพื่อดันให้ราคาพุ่งขึ้นสูง อีกทั้งยังสร้างแรงกดดันให้กองทุนที่ขายชอร์ตหุ้นดังกล่าวไว้ ปิดสถานะการขายชอร์ตของตนเองเพื่อจำกัดการขาดทุนโดยการเข้าซื้อหุ้นอีกหนึ่งแรง

กลายเป็นแรงผสานทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นสูงเสียดฟ้า

โดยนักลงทุนจะเรียกวงจรนี้ว่าการบีบชอร์ต (short squeeze)

ยิ่งอ่านหลายคนอาจจะยิ่งงง ผมขอย้อนกลับไปที่ตัวอย่างการการยืมนาฬิกาหรูเพื่อนมาขายก่อนของนาย ป. ที่มีกำหนดระยะเวลาว่าจะต้องคืนภายใน 1 ปี โดยกำหนดให้มีเหตุการณ์พลิกผันหลังเวลาผ่านไปไม่กี่เดือน นาฬิกาหรูดังกล่าวดันกลายเป็นรุ่นสุดฮิตที่ต้องมีทุกบ้าน ราคาซื้อขายก็พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด นาย ป. จึงตัดสินใจยอมขาดทุน เฉือนเนื้อซื้อนาฬิกาในราคา 170,000 บาทมาเก็บไว้แม้ว่าจะยังไม่ถึงกำหนดจะต้องคืนนาฬิกาดังกล่าว นี่คือการปิดสถานะขายชอร์ต เพราะหลังจาก นาย ป. ซื้อนาฬิกาหรูมาเก็บไว้แล้ว ราคานาฬิกาจะขยับขึ้นลงอย่างไรก็ไม่กระทบต่อธุรกรรมขายชอร์ตที่เคยทำไว้ เพราะถึงกำหนดสัญญา นาย ป. ก็แค่หยิบนาฬิกาที่ซื้อเก็บไว้แล้วมาคืนให้เพื่อน เป็นอันจบ

หากแทนที่นาฬิกาหรูด้วยหุ้น GameStop แล้วแทนนาย ป. ด้วยกองทุนยักษ์ใหญ่ที่ทำธุรกรรมขายชอร์ตมูลค่ามหาศาลไว้ เราจะพอเห็นภาพว่าราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นนั้น บีบให้เหล่ากองทุนต้องเข้าซื้อหุ้นเพื่อปิดสถานะและจำกัดการขาดทุนของตนเอง แต่ปิดสถานะดังกล่าวกลับยิ่งสร้างแรงซื้อหุ้นที่ตัวเองชอร์ตไว้ กลายเป็นการ ‘บีบ’ ราคาหุ้นให้สูงขึ้นไปอีก

แม้ว่าเหล่ากองทุนที่ขายชอร์ตหุ้น GameStop จะไม่เปิดเผยยอดว่าสูญเสียเงินไปเท่าไหร่ แต่มีการประมาณการว่ากองทุนเหล่านั้นขาดทุนรวมกันไม่ต่ำกว่า 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่หุ้น GameStop กระโดดจากราคาราว 20 ดอลลาร์สหรัฐเป็น 345 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนกระทาชายนาย Roaring Kitty เปลี่ยนเงินลงทุนห้าหมื่นเหรียญเป็น 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี

ขายชอร์ตเลวร้ายจริงหรือ?

เหล่านักลงทุนที่ทำกำไรจากการขายชอร์ตมักจะโดนมองแบบเหยียดหยามว่าไม่ต่างจากอีแร้งหรือไฮยีน่าที่หากินกับ ‘ซากศพ’ ของบริษัทที่อ่อนแอ ทั้งยังไม่ต่างจากการแสวงหาความร่ำรวยจากความวอดวายของผู้อื่น จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายคนจะรู้สึกสาแก่ใจเมื่อเหล่ากองทุนที่หวังฟันกำไรจากการขายชอร์ต ต้องเก็บกระเป๋าเบาโหวงกลับบ้านด้วยความร่วมแรงร่วมใจของเหล่านักลงทุนรายย่อย

แต่การขายชอร์ตนั้น เลวร้ายอย่างที่หลายคนคิดจริงๆ หรือ?

หากสวมแว่นตานักการเงินการขายชอร์ตไม่ใช่ธุกรรมที่เลวร้าย แต่เป็นวิธีการแสวงหากำไรอย่างหนึ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดหลักทรัพย์ ไม่ต่างจากการมี ‘ผู้ตรวจสอบอิสระ’ คอยสอดส่องดูแลบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ว่าซุกซ่อนอะไรน่าสงสัยในงบการเงินหรือไม่ หรือกำลังเดินกลยุทธ์ที่ผิดพลาดอย่างรุนแรงหรือเปล่า

กำไรจากการขายชอร์ตคือแรงจูงใจให้

เหล่านักลงทุนพยายามจ้องจับผิดและ

วางเดิมพันว่าบริษัทไหนน่าจะ ‘ไร้อนาคต’

ผลงานของนักขายชอร์ตในอดีตก็เช่นการแงะงบการเงินของบริษัท Enron จนจับได้ว่ามีการปลอมแปลงตัวเลขซึ่งนำไปสู่การเปิดโปงครั้งใหญ่และกลายเป็นกรณีศึกษาคลาสสิคว่าด้วยการฉ้อโกงทางบัญชี หรือบริษัทสัญชาติจีนที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกาแต่ไม่ได้ดำเนินการจริงๆ ไปจนถึงตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (Mortgage Backed Securities) ซึ่งเป็นต้นเหตุของวิกฤติซับไพรม์ในสหรัฐอเมริกาเมื่อราวสิบปีก่อนก็มีนักขายชอร์ตชื่อดังอย่างไมเคิล เบอร์รี (Michael Burry) ส่งสัญญาณเตือนแต่ไม่มีใครรับฟัง

ความโกลาหลจะจบลงอย่างไร?

กรณีของ GameStop ทำให้นักลงทุนมืออาชีพต้องกุมขมับ เพราะถึงแม้ว่าราคาหุ้นดังกล่าวจะขึ้นทะลุเพดานจนกลายเป็นบริษัทที่มูลค่าสูงที่สุดเกาะกลุ่มแนวหน้าของตลาดหุ้น แต่ราคาที่เปลี่ยนไปนั้นก็ไม่ได้สะท้อนศักยภาพในการเติบโต หรือโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ แต่อย่างใด ภาวะเช่นนี้ นักเศรษฐศาสตร์มองว่าเข้าข่าย ‘ความบ้าคลั่งของมวลชน’ ที่ไม่ได้ตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลเหตุผล จนราคาหลักทรัพย์สูงเกินกว่ามูลค่าที่แท้จริงอย่างมากหรือก็คือภาวะฟองสบู่นั่นเอง

แต่ที่น่าหวาดหวั่นคือเหล่านักลงทุนรายย่อยต่างใช้ความสำเร็จครั้งนี้เป็นกรณีศึกษา แล้วเริ่มเพ่งเล็งไปที่หุ้นตัวอื่นซึ่งอยู่ในสภาวะย่ำแย่และนักลงทุนสถาบันมักจะขายชอร์ตเอาไว้ เราจึงเห็นเหตุการณ์ในลักษณะคล้ายกันเกิดกับหุ้นอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกา เช่น AMC Entertainment ธุรกิจโรงภาพยนตร์ หรือ Koss ธุรกิจหูฟัง

ฝั่งเอเชียเองก็เริ่มมีกระแสเลียนแบบ เช่น การรวมตัวของชาวเน็ตในมาเลเซียเพื่อเข้าซื้อบริษัทผลิตถุงมือ Top Glove Corp จนราคาขึ้นไปร่วม 15 เปอร์เซ็นต์ในวันเดียว การรวมตัวของเหล่านักลงทุนไม่ได้หยุดแค่หุ้นนะครับ

เพราะตอนนี้นักลงทุนบางกลุ่มเริ่มวิ่งเข้าใส่

โลหะมีค่าอย่างเงิน ที่ล่าสุดราคาพุ่งขึ้นไปแตะระดับ

สูงที่สุดในรอบ 11 ปี

ภาวะดังกล่าวย่อมทำให้นักลงทุนสถาบันที่ทำงานหนักและวางกลยุทธ์อย่างแยบยลเพื่อเลือกเฟ้นหุ้นมาทำธุรกรรมขายชอร์ตต้องอกสั่นขวัญหาย เพราะไม่รู้ว่าหุ้นที่ตนเองขายชอร์ตไว้นั้นจะกลายเป็น ‘เหยื่อ’ รายต่อไปของนักลงทุนผู้โกรธเกรี้ยวเมื่อไหร่

ฝั่งผู้กำกับดูแลตลาดอย่าง กลต. แทบทุกประเทศต่างก็จับตามองเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะนี่คือความพยายามสร้างราคาหลักทรัพย์ให้บิดเบือนจากที่ควรจะเป็นหรือภาษาบ้านๆ เรียกว่าการปั่นหุ้น ซึ่งเป็นเทคนิคผิดกฎหมายของเหล่ามหาเศรษฐีในการผลัดกันซื้อขายเพื่อสร้างราคาลวงตา แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะถึงจะเห็นอยู่ซึ่งหน้าว่าใครคือนักลงทุนที่พยายามจะ ‘ปั่น’ ราคาหุ้น แต่กลับทำอะไรไม่ได้เพราะนักลงทุนดังกล่าวไม่ได้บังคับใคร แถมยังไม่ได้ปล่อยข่าวลวงใดๆ เพื่อหลอกล่อให้นักลงทุนรายอื่นหลงเชื่อ ผู้กำกับดูแลจึงได้แต่เฝ้ามองตาปริบๆ พร้อมกับประกาศว่าจะคุ้มครองนักลงทุนรายย่อยอย่างเต็มที่

ขณะที่ฝ่ายนักการเงินมืออาชีพก็คงรู้สึกเซ็งไม่น้อย เพราะเหล่านักลงทุนรายย่อยที่รวมพลังกันสร้างราคากลับยิ่งทำให้ตลาดบิดเบือน ความผันผวนสูง และไร้ประสิทธิภาพ เพราะอย่าลืมว่าต่อให้ราคาหุ้นจะพุ่งทะลุจนถึงสวรรค์ แต่นั่นไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจ GameStop เจริญรุ่งเรืองขึ้นแต่อย่างใด เพราะมูลค่าหุ้นของบริษัทก็เป็นเพียงตัวเลขในกระเป๋าของผู้ถือหุ้น ส่วนฝั่งการบริหารก็ต้องพยายามขบคิดกันต่อไปว่าจะฟื้นธุรกิจอย่างไรให้กลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดจากเหตุการณ์ GameStop คือปัญหาความเชื่อมั่นในตลาดทุน หากการรวมกลุ่มของนักลงทุนรายย่อยบนโลกออนไลน์สามารถปั่นราคาหุ้นใดหุ้นหนึ่งได้อย่างง่ายดาย ประชาชนคนทั่วไปก็อาจมองตลาดหุ้นไม่ต่างจากโต๊ะพนัน และหาช่องทางการลงทุนอื่นที่เสี่ยงน้อยกว่า และไม่ต้องโดนรบกวนโดยเหล่า ‘ชาวเน็ต’ ผู้เกรี้ยวกราด

สำหรับกลุ่มนักลงทุนที่กลายเป็นมหาเศรษฐีน้อยแบบชั่วข้ามคืนก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ เพราะงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกราฉันใด ฟองสบู่ราคาหลักทรัพย์ก็มีวันระเบิดฉันนั้น หากเป็นไปได้ให้รีบขายก่อนที่ทุกคนจะ ‘ตาสว่าง’ แล้วฉุดราคาหุ้นร่วงฮวบสวนทางกับราคาที่ฟูขึ้นมาเมื่อไม่กี่วันก่อน

ส่วนใครที่กำเงินเตรียมหาช่องทางเพื่อเข้าซื้อ ผู้เขียนแนะนำสามคำว่า 'อย่าหาทำ' เพราะตอนนี้ตลาดมีความผันผวนสูงมาก ให้ท่องไว้เสมอว่าทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ยิ่งเราเห็นผลตอบแทนสูงเท่าไหร่ความเสี่ยงก็สูงขึ้นเป็นของคู่กัน ถ้าไม่พร้อมจะมองเงินลงทุนสูญสลายไปในชั่วข้ามวัน ผมอยากจะชวนมานั่งดูด้วยกันว่าเหตุการณ์นี้จะจบลงแบบ ‘ฟองสบู่คลาสสิค’ อย่างที่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ไว้หรือไม่

รับรองว่าสนุกกว่า แถมยังไม่เสี่ยงจะเสียเงินด้วยนะเออ!

อ่านเพิ่มเติม

‘Dumb Money’ Is on GameStop, and It’s Beating Wall Street at Its Own Game

The frenzied rise of GameStop

The GameStop chaos may be a ‘bubble,’ but what does that actually mean?

GameStop: What is it and why is it trending?

Ignore the Reddit-fueled spike, GameStop is actually still in trouble

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...