มากกว่าการรักษา คือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิการ
ลองคิดดูเล่นๆ ว่า หากเราหรือคนในครอบครัวประสบอุบัติเหตุเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต จะเป็นอย่างไรบ้าง ชีวิตที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ อย่างเช่นเรื่องทานข้าวหรือเข้าห้องน้ำ คงสร้างความลำบากและอึดอัดอยู่ไม่น้อย
ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรคนพิการเกือบ 2 ล้านคนที่มีการขึ้นทะเบียน คิดเป็น 3% ของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ในขณะที่จำนวนผู้พิการมีเพิ่มขึ้น 1-1.3 แสนคนทุกปี โดยกว่าครึ่งเป็นผู้สูงอายุ และอีกประมาณ 5,000 คนเป็นผู้พิการจากการอุบัติเหตุ แต่มีหมอกี่คน ที่ซ่อมแซมมนุษย์ได้? ยังเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบอยู่ในเวลานี้
รศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวบนเวทีว่า งานเสวนาระดับสากล WATS FORUM 2019 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ โดยศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน หรือ RISC ภายใต้บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ว่า แต่ก่อนตัวเองมีความเชื่อว่า อุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ที่เราเคยเห็นอยู่ในโรงพยาบาล นั่นคือ สิ่งที่ดีที่สุดที่จะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมด ยังมีคนต้องนั่งร้องไห้เพราะว่าเครื่องมือบางอย่างไม่สามารถช่วยเหลือคนที่ตัวเองรักได้ ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจในการศึกษาค้นคว้า เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการมายาวนานกว่า 10 ปี จากความฝันในวัยเยาว์ที่อยากช่วยเหลือคุณป้าที่ป่วยเป็นอัมพาต สู่แรงผลักดันในการร่ำเรียนจนถึงระดับปริญญาเอก และได้นำความรู้และเทคโนโลยีทางด้านคลื่นไฟฟ้าสมองกับวิศวกรรมศาสตร์มาผนวกรวมกันเป็นสิ่งประดิษฐ์ชิ้นเอกที่จะสามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนไปตลอดกาล ทั้งเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้ทุพพลภาพ การประดิษฐ์รถวีลแชร์และอุปกรณ์ควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยคลื่นสมองเพื่อผู้พิการขั้นรุนแรง ช่วยให้ผู้ป่วยโรคอัมพาตสามารถทำกิจกรรมบางอย่างได้ด้วยตนเอง โดยเป้าหมายสำคัญคือ การคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้พิการ ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นสุข
ด้วยแรงผลักดันสำคัญมากว่า 30 ปีที่ต้องการช่วยเหลือผู้ป่วยอัมพาตส่งผลให้ รศ. ดร. ยศชนัน ชักชวนทั้ง ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันเข้ามาร่วมโครงการ ดำเนินการศึกษาค้นคว้าเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการมายาวนานกว่า 10 ปี ซึ่งต้องยอมรับในช่วงแรกไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากประเทศไทยมีองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสมอง แต่ยังขาดการบูรณาการเพื่อนำมาใช้จริงให้เกิดประโยชน์ จนกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการสร้างอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการ
จากองค์ความรู้ BCI หรือ Brain-Computer Interface ซึ่งใช้เซ็นเซอร์จับคลื่นไฟฟ้าสมองเพื่อนำมาสั่งการ รศ.ดร. ยศชนัน และทีมประดิษฐ์รถวีลแชร์และอุปกรณ์ควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยคลื่นสมองเพื่อผู้พิการขั้นรุนแรง ช่วยให้ผู้ป่วยโรคอัมพาตสามารถทำกิจกรรมบางอย่างได้ด้วยตนเอง เช่น รับประทานอาหาร เปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า และเคลื่อนที่ไปยังที่ต้องการ จากผลงานการประดิษฐ์นี้ ทำให้ รศ. ดร. ยศชนัน และทีมวิจัยได้รับรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดลประจำปี 2556 และรางวัลนักประดิษฐ์ โดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติในปี 2559
“ผมเชื่อว่าในบางครั้งเราไม่สามารถทำสิ่งใหญ่ๆ ได้ ถ้าขาดแรงจูงใจมหาศาล ผมเห็นแม่ผมร้องไห้เพราะการเสียชีวิตของป้าจากโรคอัมพฤกษ์ ผมไม่ต้องการเห็นคนร้องไห้จากโรคนี้ จึงเกิดความคิดที่จะเอาชนะให้ได้ เมื่อเลือดไม่ไปเลี้ยงสมองก็ต้องทำให้มีเลือดไปเลี้ยงสมองให้ได้ ปีแล้วปีเล่าที่ไม่ประสบความสำเร็จจนวันนี้ประสบความสำเร็จเพราะผมมีทีมที่ดี”
รศ.ดร. ยศชนัน ยอมรับว่า เขาเกือบถอดใจไปหลายครั้ง ด้วยสถานการณ์ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น จนได้รับกำลังใจจากคนรอบข้าง และครอบครัวที่ช่วยปลุกจิตวิญญาณให้เปลี่ยนไปตลอดกาล คุณสามารถมีพลังที่ยิ่งใหญ่ได้ ถ้าคุณผนึกกำลังกับครอบครัวเข้าไว้ด้วยกัน และยังค้นพบว่า คนเราไม่จำเป็นจะต้องเก่งด้านใดด้านหนึ่ง แต่เราสามารถที่จะหาคนที่เก่งในแต่ละด้านมารวมตัวกันเพื่อทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ได้ เพียงแค่ขอให้เราเชื่อมั่นในตัวเองว่าเราทำได้ สิ่งสำคัญที่จะเป็นแรงกระตุ้นและแรงผลักดันอันยิ่งใหญ่ คือ กำลังใจจากครอบครัว และความมุ่งมั่นของตัวเอง ขอให้ทุกคนมีความหวังอย่าเพิ่งย่อท้อ
จากตัวอย่างของ “โชค” ชายผู้พิการเป็นอัมพาตตั้งแต่คอถึงเท้า เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของแรงบันดาลใจที่ดีกับคนที่เป็นอัมพาตหรืออัมพฤกษ์ว่าอย่าเพิ่งสิ้นหวัง ด้วยการช่วยเหลือของทีมงานที่ช่วยกันหาวิธีการสร้างกล้ามเนื้อ เพื่อให้โชคกลับมาปั่นจักรยานที่ตัวเองรักได้อีกครั้ง โชคได้มีโอกาสออกเดินทางโลดแล่นไปยังสถานที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เป็นตัวแทนของประเทศไทย เพื่อส่งต่อกำลังใจไปยังผู้ที่ท้อแท้ หมดหวังให้กลับมาลุกขึ้นสู้อีกครั้ง ฉะนั้นตัวเราเองก็สามารถทำให้โลกจดจำเราและประเทศของเราได้ ที่มากไปกว่านั้นตัวเราเองก็สามารถที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับโลกได้
สิ่งสำคัญที่จะทำให้เรามีนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับทุกคนบนโลกนี้ได้ เราจะต้องพร้อมที่จะเรียนรู้ ศึกษาค้นคว้า มีความมุ่งมั่น เชื่อมั่น และตั้งใจ ขอเพียงแค่เราเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้ ถ้ามีคนบอกเราว่าเราไม่สามารถทำได้ ไม่ใช่ว่าเราทำมันไม่ได้ แต่ว่าเรายังหาทีมที่ดีให้กับตัวเองไม่ได้ แต่ถ้าเรามีความพร้อม และกล้าที่จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ความสำเร็จก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม
###
สามารถรับชมการเสวนา WATS Forum 2019 ฉบับเต็มได้ที่
RISC introduction
Keynote speakers
Panel Discussion “Well-being Today and Tomorrow”