“ฟอเรสต์” ยักษ์หลับ(ลึก) ที่ยังรอการปลุก
หลัง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ฉลองแชมป์ในเกมที่ชนะ เชลซี 5-3 ผมนั่งดูไฮท์ไลท์ เสพภาพในโลกโซเชี่ยล ซึมซับกันมันเต็มที่ถึงแค่วันถัดมาอีกวันเดียว
ถึงแม้จะปลื้มใจดีใจแต่ลึกๆแล้วผมรอคอยอยากฉลองแบบเต็ม 100 ในฤดูกาลปกติและมีแฟนบอลในสนามมากกว่า เหมือนมันยังคาใจอยู่
ส่วนตัวผมไม่ค่อยได้ตามอ่านบทความหรือคำพรรณาในโลกโซเชี่ยลที่ลากยาวเป็นอาทิตย์ๆซักเท่าไหร่ ผมเป็นคนที่รับความหวานได้ไม่ค่อยเยอะ ถ้าปริมาณเยอะผมจะเลี่ยน ฮา
ถ้าถามว่าผมทำอะไรช่วงนั้น ไม่รู้อารมณ์ไหนผมจู่ๆผมปัดฝุ่นหยิบหนังฟุตบอลย้อนยุคที่ทุกท่านคงผ่านตากันมานานแล้วคือเรื่อง damned united ซึ่งอิงจากเรื่องจริงของ ไบรอัน คลัฟฟ์ ผู้ล่วงลับ
จำไม่ได้ว่ารอบที่เท่าไหร่แล้ว ไม่น่าต่ำกว่า 3-4 รอบพอๆกับเรื่อง United 2011 อันโด่งดัง
อาจจะเป็นเพราะ ลีดส์ ยูไนเต็ด เพิ่งเลื่อนชั้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกจนผมอยากเอาใจช่วย น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ อีกทีม ที่ดูแล้วยังไงก็เข้าป้ายได้เตะเพลย์ออฟแน่ๆ
ถ้าขึ้นพรีเมียร์ลีกพร้อมกันคงดีไม่น้อยกับฤดูกาล “วันพบญาติ”
แต่เหมือนฟ้าผ่ากลางสนาม ซิตี้ กราวนด์ ทั้งๆที่ก่อนเกม “เจ้าป่า” ซึ่งอยู่อันดับ 6 ที่นอนมาโอกาสไปเพลย์ออฟ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ 99%
แต้มนำที่ 7 สวอนซีอยู่ 3 แต้มและประตูได้เสียดีกว่า 5 ลูก
กล่าวคือนัดสุดท้าย เสมอก็ลอยตัว หรือ แพ้ซักลูกสองลูกก็ยังไหว แต่ ฟอเรสต์ ไม่เอาซักอย่างครับแพ้แม่ง 4-1 คาบ้านซะเลย และแพ้ให้ใครไม่แพ้มาให้ สโต๊ค ที่ซีซั่นนี้เล่นนัดเยือนขี้กากมากเตะ 23 นัดชนะแค่ 5
ประจวบเหมาะกับ สวอนซี ดันบุกไปชนะ เรดดิ้ง ด้วยสกอร์เดียวกัน 4-1 ทำให้ประตูได้เสียพลิกกลายเป็นตัวแทนจาก เวลส์ ดีกว่า 2 ลูกขึ้นมาอยู่ที่ 6 ได้ตั๋วไปเพลย์ออฟซะงั้น
จะว่าไปแล้ว ฟอเรสต์ นี่น่าเขกกะโหลกตัวเองแรงๆเพราะก่อนลงเตะนัดสุดท้ายฟอร์มห่วยมากไม่ชนะใครมา 5 นัดติด
มีโอกาสตั้ง 5-6 นัดแต้มเดียวทำไม่ได้
สาเหตุที่เอาใจช่วย ฟอเรสต์ นอกจากเป็นทีมเก่าทีมแก่ยิ่งใหญ่ถึงขนาดได้แชมป์ยุโรป 2 สมัยแถมเป็นการคว้า 2 ปีติด (79 และ 80)
อีกเหตุผลก็เพราะผมเองก็ชอบ ไบรอัน คลัฟฟ์ เป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย
ในระหว่างที่กำลังเอาในช่วย “เจ้าป่า” ลุ้นเพลย์ออฟก็เลยนึกถึง “คลัฟฟ์” พอนึกถึง “คลัฟฟ์” ก็นึกถึง damned united
ผมชอบหนังที่สร้างจากเรื่องจริงและถ้าเกี่ยวกับฟุตบอลมันก็ต้องสำเนียงอังกฤษเท่านั้นครับ ถึงจะได้อารมณ์ เป็นสำเนียงบริติชที่ได้ยินทีไรก็รู้สึกถึงความบ้านๆและกลิ่นอายของประวัติศาสตร์
อาจจะฟังยากกว่าพวกอเมริกัน ยิ่งถ้าเป็นสเกาเซอร์หายห่วงครับ ผมเคยไปดู ลิเวอร์พูล เสมอ แมนฯยูฯ สมัย โจเซ่ มูรินโญ่ ยังคุมอยู่ สกอร์ 0-0 ตอนบอลจบก็รอเพื่อนๆที่เข้าห้องน้ำอยู่
เจ้าหน้าที่สนามคนนึงพยายามเคลียร์คนออกเรื่อยๆ ก็มาไล่ให้ผมไปรอข้างนอก ผมก็ไม่ออกไงบอกรอเพื่อนอยู่แป๊บนึง ทีนี้เจ้าหน้าที่อีกคนท่าทางใจดีกว่าก็ไม่ได้ว่าอะไรก็ชวนผมคุย
ถามผมตอนแรก ผมก็งงถามไรวะฟังไม่รู้เรื่อง ผมก็บอกขออีกที เค้าก็ถามอีก ผมก็ยังไม่เข้าใจ สุดท้ายผมบอกสำเนียงคุณผมฟังไม่ออกช่วยพูดช้าๆหน่อย
เออ พอพูดช้าๆถึงพอจับใจความได้ ก็ถามว่าบินมาที่นี่นานไหม ใช้เวลาเท่าไหร่ ผมก็ตอบๆแล้วก็บอกนี่มาดูบอลแอนฟิลด์ 2 หนแล้วนะ ไม่ชนะเลย ปีสองปีก่อนแพ้ เชลซี 2-0 มานัดนี้เสมอ 0-0 มูรินโญ่ ทั้ง 2 เกมเลย อุดเก่งจริงๆ
ถึงแม้ damned united จะ based on true story แต่พอหนังฉายมีการฟ้องร้องและโจมตีอย่างหนักโดยเฉพาะ ตระกูล “คลัฟฟ์” นำโดย ไนเจล คลัฟฟ์ ลูกชาย ปฏิเสธไปร่วมงานเปิดตัวหนังเรื่องนี้กันเลยทีเดียว
ถ้าไม่อยากถูกหนังจูงให้เชื่อสิ่งที่บัดเบือนแนะนำสารคดี The Brian Clough Story (2009) ที่แม่นยำและมาจากปากผู้เกี่ยวข้องโดยตรง
คลัฟฟ์ สร้างชื่อให้ตัวเองหลังพาทีมบ้านๆไม่มีชื่อเสียงอย่าง ดาร์บี้ ที่คลุกฝุ่นอยู่ในดิวิชั่น 2 (เดิม) เป็นสิบปีๆก่อนเลื่อนชั้นในปี 1969 และใช้เวลาแค่ 3 ปี คว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร
ในตอนนั้นยุคปลาย 60 จนถึง 70 ต้องยกให้ ลีดส์ เขาเลย กุนซืออย่าง ดอน เรวีส์ วางรากฐานมาตั้งแต่ 1961 ยัน 1974 แต่มากอบโกยแชมป์ช่วงกลางๆ 70
ลิเวอร์พูล ตอนนั้นก็เริ่มมาๆแล้วแต่มาปล่อยของแบบพรวดพราดตอนปลาย 70 ที่แชมป์ลีกและแชมป์ยุโรปเต็มตู้ไปหมด
แต่ “แกะเขาเหล็ก” ทีมที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้ากลับเข้าป้ายคว้าแชมป์ลีกเหนือ ลีดส์ และ ลิเวอร์พูล แค่แต้มเดียว (ยูงทอง กับ หงส์ ชนะ เสมอ แพ้ เท่ากันหมด แต่ลูกได้เสียทีมของ เรวีส์ ดีกว่า)
ทีมกำลังไปได้สวยแต่หลังจากนั้นปีเดียว คลัฟฟ์ ก็มีปัญหากับผู้บริหารอย่างหนักก่อนลาออกพร้อมมือขวาคู่ใจอย่าง ปีเตอร์ เทย์เลอร์ ท่ามกลางแฟนบอลที่ช็อกและประท้วงเรียกร้องให้บอร์ดลาออก แต่ไม่เป็นผลครับ ไม่มีใครใหญ่เกินสโมสร
ถ้าให้เปรียบเทียบบุคคลิกของ คลัฟฟ์ กับผู้จัดการทีมในปัจจุบันคงหนีไม่พ้น โจเซ่ มูรินโญ่ ที่ฉายา “ปากตะไกร” ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
ด้วยความที่แกเป็นคนตรง, ขวานผ่าซาก จึงสร้างปัญหาให้ตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้ง คลัฟฟ์ และ เทย์เลอร์ ตั้งใจจะเดินตามรอย ดาร์บี้ ด้วยการปั้นทีมต่างจังหวัดอีกทีมคือ ไบรจ์ตัน ซึ่งตอนนั้นอยู่ดิวิชั่น 3 (เดิม) แต่รับงานได้เพียงแค่ 8 เดือน จุดหักเหครั้งสำคัญของ คลัฟฟ์ ก็มาถึง
เมื่อ ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่ฤดูกาลถัดมาคือ 1972-73 ซึ่งจบที่ 3 (ลิเวอร์พูลได้แชมป์) เกิดการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้จัดการทีมเมื่อ ดอน เรวี่ โกอินเตอร์รับงานคุมทีมชาติอังกฤษ ตำแหน่งจึงว่างลง
“ยูงทอง” จึงเบนเป้ามาหา “คลัฟฟ์” ซึ่งถือว่าเซอร์ไพรซ์มากที่ “กุนซือปากตะไกร” เลือกรับงานที่ เอลแลนด์โร้ด เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าแกเกลียด ลีดส์ ยิ่งกว่าอะไร
คลัฟฟ์ อยู่ทำทีม ไบรจ์ตัน ยังไม่ถึงปีแล้วผลงานไม่ค่อยสู้ดีชนะแค่ 12 จาก 32 เกม จากที่เมื่อ 8 เดือนก่อนหน้านี้คู่แข่งในบอลยุโรปคือ ยูเวนตุส แต่ตอนนี้พา ไบรจ์ตัน แพ้ทีมนอกลีก 4-0 ใน เอฟเอ คัพ
ยังดีที่ชื่อเสียงเก่าๆกับ ดาร์บี้ ยังพอขายได้อยู่ทำให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด คิดว่าเขาคือคนที่เหมาะสมที่จะรับงานต่อจาก เรวีส์
จะว่าไปแล้ว คลัฟฟ์ แค้นฝังหุ่น เรวี่ มาตั้งแต่สมัยที่ “แกะเขาเหล็ก” ยังอยู่ดิวิชั่น 2 (เดิม) และทั้งคู่มาเจอกันในรายการ เอฟเอ คัพ เมื่อปี 1968 แต่จะด้วยความที่เผลอหรือรีบอะไรก็แล้วแต่ เรวี่ ไม่ยอมจับมือด้วย
การที่ ดาร์บี้ เปรียบเสมือนภัยคุกคามเบียดกับ ลีดส์ นับตั้งแต่เลื่อนชั้นจนสามารถแย่งแชมป์ไปด้วยนั้นทำให้ทั้งคู่ยิ่งไม่ถูกกัน
คลัฟฟ์ วิจารณ์ ลีดส์ ชุด “บิ๊กดอน” ว่าเล่นบอลเถื่อนถ่อยและขี้โกง ออกแนวลูกอันธพาล เขาต้องการสร้างทีมในแบบฉบับตัวเอง ที่ดีกว่า, สนุกกว่า, ขาวสะอาดกว่า
ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่การออกตัวล้อฟรีครั้งนี้ทำให้นักเตะ “ยูงทอง” ที่ยังรักและเทิดทูน เรวี่ พร้อมใจกันเล่น “ไล่คลัฟฟ์”
ผลลัพท์ที่ตามมาคือ คลัฟฟ์ อยู่คุม ลีดส์ ยูไนเต็ด ได้เพียงแค่ 44 วัน ทิ้งผลงานสุดห่วยชนะแค่นัดเดียวจาก 6 เกม(รั้งที่ 4 จากท้าย) เป็นรอยด่างเดียวตลอดอาชีพการทำงานของแก
การปลด คลัฟฟ์ หนนั้นทำให้มีการจ่ายเงินชดเชยราว 98,000 ปอนด์ซึ่งในสมัย 1974 ถือว่าเยอะมาก
วีรกรรมที่เป็นที่โจษจัน (แต่ไม่มีการยืนยันว่าจริงแค่ไหน) คือการซ้อมทีมวันแรก คลัฟฟ์ โชว์พาวด้วยการแขวะลูกทีมว่า
“ทิ้งเหรียญแชมป์ลงถังขยะซะเพราะที่ได้มามันไม่ขาวสะอาด”
ถ้าลองผมเป็นนักเตะแล้วมีผู้นำคนใหม่พูดจาแบบนี้ยังไงก็ไม่พร้อมยอมตายในสนามให้แน่ๆ ถือว่าเป็นการเปิดตัวที่ไม่ค่อยมีทรงและไม่ฉลาดเอาซะเลย
ที่ตลกไปกว่านั้นคือ คลัฟฟ์ สั่งให้คนขนโต๊ะทำงานของ เรวี่ ออกจากออฟฟิศให้ไวเพราะคนอย่างเขาไม่ใช้ของร่วมกับคนที่เขาเกลียดที่สุดอย่างแน่นอน
จุดพีคไม่หยุดแค่นี้ครับเพราะหลัง คลัฟฟ์ ตกงานไม่นาน ITV เชิญทั้ง คลัฟฟ์ และคู่อริ เรวี่ มา debate พร้อมถ่ายทอดทั่วประเทศ
คลิปนี้เคยมีคนเอาลงในยูทูปเมื่อ 11 ปีก่อนสั้นๆแค่ 5 นาทีแต่เมื่อ 2 ปีก่อน ITV เอามาลงใหม่ตัวเต็มความยาว 26 นาทีมียอดวิว 1.1 ล้าน ซึ่งถือว่าเป็นคลิปที่สุด classic ขึ้นหิ้งตำนานที่ damned united ยกมาเป็นส่วนหนึ่งของหนังอย่างไม่ต้องสงสัย
ในคลิปเห็นได้ชัดว่าทั้งคู่ไม่กินเส้นกันทั้งสายตาท่าทางซึ่งบางช่วงพิธีกรแทบไม่ได้อ้าปากพูดอะไรเลยเมื่อทั้ง คลัฟฟ์ และ เรวี่ เปิดประเด็นเถียงกันเองอย่างเมามัน
จนนักข่าวคนนึงนิยามการเจอกันครั้งนี้ของทั้งคู่ว่าเหมือน “เหมือนนั่งดูผัวเมียเถียงกันเรื่องการหย่าร้าง“
เส้นทางชีวิตของ คลัฟฟ์ ทำท่าจะลงเหวแต่ราวๆ 12 สัปดาห์ที่อยู่บ้านแกก็ตอบรับงานเป็นผู้จัดการทีมให้ทีมเล็กๆที่ไม่มีคนรู้จักเท่าไหร่นักอย่าง น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์
เส้นทางของ “เจ้าป่า” คล้ายๆ “แกะเขาเหล็ก” คือเป็นทีมภูธร เล่นอยู่ในระดับดิวิชั่น 2 (เดิม) ไม่เคยได้แชมป์ลีกสูงสุดแถมแชมป์เมเจอร์สุดท้ายคือ เอฟเอ คัพ ที่ได้เมื่อปี 1959 นู่นเลย
คลัฟฟ์ ใช้เวลาไม่นานเลย แค่ 2 ฤดูกาลก็พา “เจ้าป่า” ขึ้นดิวิชั่น 1 (เดิม) และดาวซัลโวในปีที่เลื่อนชั้นก็ไม่ใช่ใครอิ่นครับเป็น ปีเตอร์ วิธ อดีตโค้ชทีมชาติไทยนั่นเอง
ที่บ้าคลั่งไปกว่านั้นก็คือหลังเลื่อนชั้นขึ้นมาปุ๊บก็เหมือนแกรีบยังไงไม่รู้ คลัฟฟ์ พา ฟอเรสต์ คว้าแชมป์ลีกสูงสุดทันที ทิ้งอันดับ 2 อย่าง ลิเวอร์พูล กระจุย 7 แต้ม เป็นหนึ่งในไม่กี่ทีมที่เลื่อนชั้นแล้วคว้าแชมป์ได้ในปีต่อมา
ความสำเร็จนี้ คลัฟฟ์ จึงกลายเป็น 1 ใน 4 ผู้จัดการทีมที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดกับ 2 สโมสร
ความยิ่งใหญ่ที่ทำให้ทั่วยุโรปรู้จักชื่อของ ฟอเรสต์ คือฤดูกาลต่อมาที่พวกเขาอาจหาญคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพในชื่อเดิม หรือ แชมเปี้ยนส์ลีก ในปัจจุบัน
และเป็นการคว้า 2 ปีติดในปี 1978-79 และ 1979-80
นักเตะโลกไม่ลืมชุดนั้นเด่นๆมี ปีเตอร์ ชิลตัน, จอห์น โรเบิร์ตสัน (เล่นแบ็คซ้ายสไตล์บุกคล้ายๆ โรเบิร์ตสัน ของลิเวอร์พูล), มาร์ติน โอนีล, เทรเวอร์ ฟรานซิส (นักเตะ 1 ล้านปอนด์คนแรกของผู้ดี), อาร์ชี่ เกมมิล
รวมถึง จอห์น แม็คโกเวิร์น คนนี้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่เนื่องจากเป็นนักเตะคู่บุญของ คลัฟฟ์ ย้ายตามไปทุกที่เริ่มตั้งแต่ ฮาร์เทิ่ลพูล, ดาร์บี้, ลีดส์ และ ฟอเรสต์
หลังเถลิงแชมป์ยุโรปแล้ว ฟอเรสต์ เป็นทีมระดับ top อยู่ได้ราวๆ 10 ปีแต่การคว้าแชมป์ลีกสูงสุดและยุโรปเริ่มเป็นของไกลตัวตามสภาพขุมกำลังที่โรยรา
แชมป์เมเจอร์ที่ได้จึงเป็นแค่แชมป์ลีก คัพ 2 สมัยติด ในฤดูกาล 88-89 และ 89-90 (แชมป์สุดท้ายที่ได้จนถึงทุกวันนี้)
“เจ้าป่า” หนีไม่พ้นสัจธรรมของวงจรชีวิตลูกหนังที่แต่ละสโมสรเมื่อก้าวถึงสูงสุดมันจะไม่มีทางไปสูงกว่านี้ อยู่ที่ว่าใครจะลงมากลงน้อย
บังเอิญ ฟอเรสต์ ลงเยอะไปหน่อยอีก 2 ปีให้หลัง(หลังได้แชมป์ลีกคัพ)ตกไปเล่นในดิวิชั่น 1 (เดิม) ก่อนตกต่ำสุดขีดด้วยการร่วงไปลีกวัน (ดิวิชั่น 3 เดิม)
จากนั้นก็ขึ้นๆลงๆพรีเมียร์ ดิวิชั่น 1 อยู่รอบนึงจนกระทั่งเปลี่ยนชื่อเป็น เดอะ แชมเปี้ยนชิพโดยครั้งสุดท้ายที่อยู่ในลีกสูงสุดก็คือฤดูกาล 1998-99 หรือ 21 ปีที่แล้ว
ตอนนี้แฟนบอล “เจ้าป่า” กำลังอยู่ในความโศกเศร้าสุดขีดที่แม้แต่เพลย์ออฟก็ไม่ได้ลุ้นทั้งๆที่วาดฝันถึงการกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกกันเลยทีเดียว
ปัจจุบัน ฟอเรสต์ มีเจ้าของทีมคือ อีวานเจลอส มารินากิส ชาวกรีซ ซึ่งยังเป็นเจ้าของ โอลิมเปียกอส อีกด้วย พวกเราชาวไทยอาจจะคุ้นหูช่วงที่แกติด โควิด แล้วมาดูเกมทีมบ้านเกิดพบ อาร์เซนอล ที่เอมิเรสต์ สเตเดียม นั่นแหละฮะ
คงต้องตามดูกันต่อว่านักธุรกิจวัย 52 ปีผู้นี้ซึ่งเทคโอเวอร์สโมสรเมื่อปี 2017 จะปรับทัพสร้างทีมในช่วงโควิดระบาดนี้อย่างไรต่อไป
ที่บอกให้ตามดูเพราะ 3 ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนโค้ชไปแล้ว 4 คนแถมเมื่อฤดูกาล 2017-18 ไอตอร์ การันก้า อดีตผู้จัดการทีม(เคยเล่นให้ เรอัล มาดริด) เซ็นสัญญานักเตะใหม่ถึง 14 คน เจ้าของก็บ้าจี้ตาม
อยู่ได้แค่ 1 ปี การันก้า ก็ขอยกเลิกสัญญาจนได้ มาร์ติน โอนีล เข้ามารับเผือกร้อนแทนในเดือนมกราคม 2019 แต่อดีตบิ๊กบอสทีมชาติ ไอร์แลนด์ มีอายุขัยแค่ 6 เดือนก็ต้องไขก๊อกจากการไม่กินเส้นกับนักเตะทีมชุดใหญ่หลายคน
ซาบรี้ ลามูชี่ ในวัย 48 ปีคือผู้จัดการทีมรายล่าสุดที่เราทราบกันดีว่าพาทีมแผ่วปลายจนชวดตั๋วเพลย์ออฟ อนาคตจะหัวขาดหรือได้รับโอกาสต่อผมก็ไม่อาจทราบได้
ไม่มีใครการันตีอนาคตของตัวเองได้เลยครับเนื่องจาก มารินากิส แกเองก็บ้าดีเดือดเอาเรื่อง เคยแม้กระทั่งอยากให้นักเตะ โอลิมเปียกอส คนนึงย้ายมา ซิตี้ กราว์นต แต่ติดตรงที่ตลาดปิดไปแล้ว
แกเลยแก้ปัญหาแบบกำปั้นทุบดืนด้วยการยกเลิกสัญญานักเตะคนนั้นให้เป็นฟรีเอเยนต์ไร้สังกัดแล้วก็ให้ ฟอเรสต์ ไปเซ็นมาร่วมทีมสบายใจเฉิบไม่ผิดกฏ
นอกจากแฟน “เจ้าป่า” ต้องลุ้นผลงานในสนามแล้ว ผมว่านอกสนามก็มีอะไรให้ตื่นเต้นไม่แพ้กันครับ…
คลัฟฟ์ ปะทะ เรวี่ ของจริง
คลัฟฟ์ ปะทะ เรวี่ ในหนัง