โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จรัญ มะลูลีม : การทูตคานอำนาจแบบสหรัฐฯ หลังปฏิวัติ 1979 ถึงสงครามอิรัก-อิหร่าน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 04 ก.ย 2562 เวลา 07.16 น. • เผยแพร่ 04 ก.ย 2562 เวลา 07.11 น.

สหรัฐ-อิหร่าน จากอดีตถึงปัจจุบัน (6)

รัฐอันธพาลและการทูต (ต่อ)

“การก่อไฟความไร้เสถียรภาพ” ของอิหร่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอิรักเป็นเรื่องที่ตกแต่งขึ้น ซึ่งในบรรดาอาชญากรรมอื่นๆ นั้น ครั้งหนึ่งอิหร่านได้เข้ามาช่วยชาวเคิร์ดด้วยการปกป้องพวกเขาจากการรุกรานของ ISIS และสร้างอาคารโรงงานไฟฟ้าราคา 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อให้มีไฟฟ้าใช้ได้อีกในระดับที่เป็นอยู่ก่อนการรุกรานของสหรัฐ

ข้อถกเถียงอื่นๆ ที่มีอยู่ในที่นี้ก็คือ หากอิหร่านมีบันทึกเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เลวร้ายแล้ว ทำไมสหรัฐจึงยกเลิกข้อตกลงกับรัฐเช่นนี้ได้เล่า?

ลีออน วีเซลไทเออร์ (Leon Wieseltier) บรรณาธิการร่วมของวารสารเสรี Atlantic ที่น่าเลื่อมใส กล่าวว่า สหรัฐควรเริ่มที่ “พันธมิตรที่สหรัฐให้การอุปถัมภ์ระหว่างอิสราเอลกับรัฐซุนนีทั้งหลาย” เสียก่อน

นี่เป็นปฏิกิริยาของเขาที่มีต่อสหรัฐและการทำลายล้างอื่นๆ ที่สหรัฐจะทำการตกลงกับรัฐบาลที่น่ารังเกียจในอิหร่าน

ปัญญาชนเสรีนิยมที่ได้รับความเคารพผู้นี้ยืนยันว่าซาอุดีอาระเบียทำให้อิหร่านมองดูเหมือนสวรรค์อย่างแท้จริง เมื่อเปรียบเทียบอิสราเอลกับอาชญากรรมที่เลวร้ายในกาซาและที่อื่นๆ แล้ว ควรที่พันธมิตรจะสอนอิหร่านให้มีพฤติกรรมที่ดีอย่างนั้นหรือ

บางทีการให้การยอมรับก็ไม่ได้มีเหตุผลไปเสียทั้งหมดเมื่อเราพิจารณาบันทึกด้านสิทธิมนุษยชนกับรัฐบาลต่างๆ ที่สหรัฐนำมาใช้และสนับสนุนทั่วโลก

ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่ารัฐบาลอิหร่านคุกคามประชาชนของตน แม้ว่ามันจะน่าเสียใจ แต่ก็มิได้ทำลายสถิติในเรื่องนี้และไม่ได้ตกลงมาในระดับเดียวกับพันธมิตรที่เป็นที่ชื่นชอบ (ของสหรัฐ)

แต่นั่นมิได้เป็นเรื่องที่สหรัฐสนใจและแน่ละ มิได้เป็นเรื่องที่อิสราเอลและซาอุดีอาระเบียสนใจเช่นกัน

 

ทันทีที่อิหร่านโค่นรัฐบาลของชาฮ์ในปี 1979 สหรัฐก็หันไปสนับสนุนการโจมตีโดยซัดดัม ฮุสเซน ที่โหดเหี้ยมต่ออิหร่าน

โรนัลด์ เรแกน ไปไกลถึงขั้นปฏิเสธอาชญากรรมครั้งใหญ่ของซัดดัม รวมทั้งการโจมตีในสงครามเคมีต่อประชาชนชาวเคิร์ด ซึ่งเรแกนอ้างว่าเป็นการกระทำของอิหร่าน

เมื่อซัดดัมถูกสอบสวนภายใต้การดูแลของสหรัฐ อาชญากรรมที่น่ากลัวและเรื่องอื่นๆ ที่สหรัฐได้มีส่วนร่วมในการทำผิดก็ค่อยๆ ถูกนำออกมาจากการถูกกล่าวหาที่มุ่งไปที่อาชญากรรมอันน้อยนิดของเขา การฆาตกรรมชาวชีอะฮ์ 148 คนในปี 1982 เป็นบันทึกอันน่าสยดสยองของซัดดัม ฮุสเซน

ซัดดัมนั้นเป็นดังเพื่อนที่มีค่าของสหรัฐ ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้รับการยอมรับอย่างที่อิสราเอลเท่านั้นเคยได้รับมาก่อน นั่นคือการโจมตีเรือของสหรัฐ USS Stark ในปี 1987 สังหารลูกเรือไป 37 คนโดยไม่ต้องรับโทษ

อิสราเอลก็ทำแบบเดียวกันในปี 1967 ด้วยการโจมตีเรือ USS Liberty ในขณะที่อิหร่านยอมแพ้ในระยะเวลาสั้นๆ หลังจากสหรัฐใช้ปฏิบัติการ Praying Mantis กับเรือของอิหร่านในน่านน้ำของอิหร่านเอง

ปฏิบัติการนี้จบลงด้วยการยิงเครื่องบินพลเรือนบนน่านฟ้าของอิหร่านจากเรือ USS Vincennes โดยไม่มีการคุกคามใดๆ จากอิหร่านที่น่าเชื่อถือเกิดขึ้นเลย มีผู้ถูกสังหารไป 290 คน ต่อมามีการมอบรางวัล Legion of Merit ให้กับผู้บัญชาการเรือ Vincennes สำหรับ “การกระทำที่น่าสรรเสริญ” และ “สำหรับการรักษาไว้ซึ่งความสงบและบรรยากาศของการเป็นมืออาชีพ”

ในช่วงที่มีการโจมตีเครื่องบินเกิดขึ้นนั้น “เราได้แต่ยืนขึ้นอย่างหวาดหวั่นในสิ่งที่ได้เห็น และในสิ่งที่ได้รับการยอมรับจากชาวอเมริกัน!” ทิลล์ รากู (Thill Raghu) วิพากษ์

 

หลังจากสงครามสหรัฐยังคงสนับสนุนซัดดัม ฮุสเซน ศัตรูเบื้องต้นของอิหร่านต่อไป ประธานาธิบดีบุชที่ 1 และรัฐบุรุษบุช ยังได้เชิญวิศวกรนิวเคลียร์ของอิรักไปเยือนสหรัฐเพื่อฝึกการผลิตอาวุธต่างๆ อันเป็นการคุกคามต่ออิหร่านเป็นอย่างมาก

การแซงก์ชั่นอิหร่านมีความหนักหน่วงขึ้น ทั้งการแซงก์ชั่นบริษัทต่างชาติที่มีข้อตกลงกับอิหร่าน รวมทั้งปฏิบัติการในการห้ามอิหร่านจากระบบการเงินระหว่างประเทศอีกด้วย

ในไม่ช้าไม่นานมานี้ ความเป็นปรปักษ์ได้ขยายไปสู่การก่อวินาศกรรมด้วยการสังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ (คาดกันว่าโดยอิสราเอล) และสงครามไซเบอร์ ซึ่งประกาศขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ

กระทรวงกลาโหมประกาศว่า สงครามไซเบอร์เป็นการก่อสงครามที่สามารถตอบโต้ได้โดยใช้ทหารตามข้อตกลงของนาโต้ (องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ) ซึ่งให้การยอมรับในเดือนกันยายนปี 2014 ว่าการโจมตีทางไซเบอร์อาจนำไปสู่การป้องกันร่วมกันตามอำนาจข้อบังคับที่มีอยู่ของนาโต้เมื่อเราเป็นเป้า แต่มิได้เป็นผู้กระทำความผิด

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องยุติธรรมที่จะเสริมว่ากระบวนการนี้ได้ยุติลง ประธานาธิบดีบุชที่ II ได้มอบของขวัญหลายอย่างให้อิหร่านด้วยการทำลายศัตรูสำคัญของอิหร่าน ทั้งซัดดัม ฮุสเซน และฏอลิบาน

ดูเหมือนจะมีหลักฐานแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ว่าอิหร่านจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ ในปี 2005 ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อะลีคอเมเนอีออกฟัตวา (คำวินิจฉัย) ต่อต้านการมีอาวุธนิวเคลียร์

แล้วทำไมจากความเชื่อนี้ชาวอิหร่านถึงอยากที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์ที่ไม่เคยมีอยู่ของพวกเขาเล่า?

 

เราสามารถตัดสินด้วยตัวของเราเองได้ว่าทำไมผู้นำอิหร่านจึงปฏิเสธ ที่อยู่เหนือคำถามในอดีตก็คือ พวกเขามีความตั้งใจดังกล่าว ในเมื่อได้มีการย้ำอย่างเปิดเผยจากผู้มีอำนาจหน้าที่สูงสุด ซึ่งรายงานต่อนักหนังสือพิมพ์ต่างประเทศว่าอิหร่านจะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ “อย่างแน่นอนและเร็วกว่าที่คิดไว้”

บิดาของโปรแกรมพลังงานนิวเคลียร์และอดีตผู้นำขององค์การพลังงานนิวเคลียร์ของอิหร่านมีความมั่นใจว่าแผนการของการเป็นผู้นำก็คือการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ สำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) ก็ยังรายงานว่า “ไม่เป็นที่สงสัย” เลยว่าอิหร่านจะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาหากประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่านทำ (อย่างที่พวกเขาทำ)

ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้ชาฮ์ อันเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดที่เพิ่งอ้างถึง ในช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ชั้นสูงของสหรัฐ ดิ๊ก เชนีย์ (Dick Cheney) โดนัลด์ รัมส์เฟลด์ (Donald Rumsfeld) เฮนรี่ คิสซิoเจอร์ (Henry Kissinnger) กดดันมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้หาแนวทางสำหรับความพยายามเหล่านี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...