โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชีวิตเปลี่ยน ทูน หิรัญทรัพย์ ควงลูกสาวเปิดใจ พาไปหย่าแม่ เผยปม พุ่มพวง-เปิ้ล-จิ๊ก

The Bangkok Insight

อัพเดต 11 ม.ค. 2564 เวลา 02.54 น. • เผยแพร่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 02.53 น. • The Bangkok Insight

ทูน หิรัญทรัพย์ นับว่าเป็นอีกหนึ่งพระเอกในตำนานที่ยืนหนึ่งอยู่ในใจของแฟน ๆ ตลอดมา พร้อมกับทุกคนยังคงให้ความสนใจกับเรื่องราวในชีวิต ล่าสุดเจ้าตัวได้พาลูกสาวคนสุดท้อง น้ำตาล หิรัญทรัพย์ ที่ไม่ค่อยออกสื่อได้มานั่งพูดคุยแบบเปิดอก ในรายการ Club Friday Show ผลิตโดย CHANGE2561 พร้อมกับให้ล้วงลึกทุกเรื่องราวในชีวิตทั้งเหตุผลที่ต้องหย่ากับอดีตภรรยา การใช้ชีวิตที่มืดบอดเพราะสูญเสียการมองเห็น พร้อมทั้งเคลียร์ข่าวเรื่องความเจ้าชู้กับสามสาวคนดังในวงการบันเทิงแบบหมดเปลือก

การเป็นพระเอกของ ทูน หิรัญทรัพย์ อาจจะไม่เหมือนคนอื่นเพราะว่ามาทางสายตลกเป็นพระเอกที่ตลกทะเล้น

ทูน หิรัญทรัพย์ : พระเอกเมื่อก่อนต้องเล่นกล้ามให้มีหน้าอกหน่อย ๆ แต่สำหรับตัวเราต้องขอบคุณพี่แอ๊ด สมบัติ มาก ๆ เพราะพี่แอ๊ด บอกเราว่า บ๊อบรู้จักคำว่าพระเอกไหมมันเป็น 2 คำนะ คือ พระเป็นคนดีของสังคม เอกหมายถึงว่านำไปทางที่ดีเป็นเรื่องดีทั้งทางเรื่องการพูดจา หรือ เรื่องพฤติกรรม เราก็เลยจะไม่มีข่าวเรื่องดื่มเหล้า ยาเสพติด เที่ยวหรืออะไรพวกนี้เลยเพราะว่ากลัวจะไม่ได้เป็น พระเอก (หัวเราะ)

ไม่มีข่าวก็จริงแล้วเราไปทางนั้นไหม ?

ทูน หิรัญทรัพย์ : เขาจับไม่ได้ (หัวเราะ) อุ้ย !! ไม่มี ๆ ครับ ไม่มีเพราะการที่เราเติบโตมาในครอบครัวทุกคนให้เกียรติซึ่งกันและกัน สามีภรรยาให้เกียรติซึ่งกันและกัน เมื่อตอนที่เกิดปัญหาสื่อสารกันคุยกัน (เราก็อยากเอามาปฏิบัติกับครอบครัวเรา) ซึ่งเราก็ไม่เที่ยวไม่ดื่มเลยตั้งแต่ต้นเลย

ไม่ได้หลงใหลกับชื่อเสียงในความเป็นพระเอก แล้วหลงใหลกับสาว ๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาไหม ?

ทูน หิรัญทรัพย์ : ก็มีคิดบ้าง แต่ว่าในเชิงปฏิบัติแล้วมันไม่น่าได้เพราะตอนนั้นที่เราเริ่มต้นเป็นพระเอก เราแต่งงานแล้ว พอเข้าวงการได้ 1 ปีเราก็แต่งงานเลย (มีภรรยาแล้วก็มีลูกเลย) ตอนนั้นที่แต่ง 24 ปีแล้วครับ แต่เราก็ไม่ได้ปิดเขานะครับเพราะเราก็อยากให้เกียรติเขา แต่ผู้สร้างหนังบอกว่าอย่าเลยเพราะว่าเดี๋ยวหนังจะขายไม่ออก (ถามว่าเป็นคนเจ้าชู้ไหม) อยากจะบอกว่าเฟรนด์ลี่ กับ เจ้าชู้ อาจจะแตกต่างกับแบบเส้นบาง ๆ มาก แต่อยากจะบอกว่าเราเป็นคนที่แบบเจอใครก็ทักก็กอดกันเป็นปกติของฝรั่งเราก็เลยรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ

เมื่อก่อนไม่ได้มีโซเชียลขนาดนี้ เมื่อก่อนมีข่าว พี่บ๊อบ บ้างไหม ?

ทูน หิรัญทรัพย์ : ไม่ได้มีครับ ข่าวนี้ไม่มีเลยแต่ว่าข่าวไปถึงหูแม่ของลูกเนี่ยมี..ว่ามีอะไรกับพุ่มพวง มีอะไรกับ เนาวรัตน์ มีอะไรกับจารุณี เราก็บอกว่าเอาข่าวพวกนี้มาจากไหนเล่นเรื่องไหนก็มีข่าวมาถึงเขา แต่ไม่มีข่าวลงในสื่อแต่ว่าเขาไปสืบมา เพราะผมก็ถามเขาจริง ๆ ว่าไปเอาข่าวนี้มาจากไหน เขาก็บอกเราว่าพูดกันในที่ร้านทำผม คงเป็นที่ที่ผู้หญิงเยอะ เราก็ไม่ได้แก้ตัวอะไรเพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เพราะว่าตอนแรกที่เราแต่งงานกันได้พูดคุยกันได้เข้าใจในงานที่เราทำ แต่ตอนหลังเพราะเราทำงานที่ต่างจังหวัดนาน เขาคงได้ข่าวมาแต่ได้มาจากร้านทำผม แต่เพราะข่าวที่ได้มาไม่มีมูล พอไม่มีมูลก็ไม่เป็นข่าวพอไม่เป็นข่าวก็ไม่เป็นความจริง

แต่ ณ วันนั้นเพราะข่าวนี้ทำให้ทะเลาะกันไม่เข้าใจกัน

ทูน หิรัญทรัพย์ : ต้องบอกอย่างนี้ครับ เราก็เป็นมนุษย์ธรรมดาแต่ว่าเราทำอะไรเราต้องมีสติ เราได้ร่วมงานกับนางเอกคนไหนก็ตามแล้วเรามีใจให้กันเราก็ต้องมีคำว่าเฮ้ย .. ที่บ้านเขาจะเป็นอย่างไร และที่สำคัญที่สุดคนนี้เขาก็เป็นดาราเป็นนักแสดงดังแล้วถามว่าถ้าเกิดมีข่าวออกไปคนที่เสียหายจะเป็นผู้หญิงแล้ว เราก็มีความรู้สึกว่ามันไม่แฟร์กับคนที่บ้าน และไม่แฟร์กับนางเอกในวงการเดียวกัน

จากตอนที่มีปัญหาตอนนั้นมันปั่นทอนความรู้สึกดีต่อกันในครอบครัวไหม ?

ทูน หิรัญทรัพย์ : มีนะครับ แต่เราต้องประคองการสร้างให้ความสัมพันธ์ในครอบครัว ดีให้ได้เราต้องให้เวลากับเขาได้ นั่นอาจจะเป็นข้อผิดพลาดของเราก็ได้เพราะเราไม่ค่อยมีเวลา เพราะใน 1 เดือน เรากลับบ้านแค่ 3-4 วันเท่านั้นเอง บางครั้งมานอนแค่คืนเดียวก็ไปทำงานต่อไม่เชียงใหม่ก็กาญจนบุรี ไม่ก็สระบุรีไปทุกจังหวัดจะบอกว่าชีวิตของนักแสดงไทยผมว่ารันทดนะ อย่างที่เขาบอกว่านอนกลางดินกินกลางทรายใกล้เคียงเลยเพราะนอนในรถอย่างเดียวเลย

วิธีสร้างความไว้วางใจพี่บ๊อบทำอะไรบ้างให้กับภรรยา ?

ทูน หิรัญทรัพย์ : บางทีก็เวิร์ก บางทีก็ไม่เวิร์ก คือเราเป็นคนที่พูดครั้งเดียวน่าจะเข้าใจพูดหลาย ๆ ครั้งก็จะเป็นเรื่องชินไปแล้ว

ความไม่วางไว้จริง ๆ เกิดจากกระแสข่าวที่ร้านทำผม หรือ เกิดจากตัวของพี่บ๊อบเองไปทำให้เขาเกิดความไม่ไว้ใจเอง ?

ทูน หิรัญทรัพย์ : ก็มีส่วนเพราะอย่างเราทำงานเสร็จแทนที่จะกลับบ้านแต่เราก็เถลไถลเพราะพี่ ๆ ชวนมาบ้านพี่หน่อยเราก็ไป งานสังคมแล้วตอนนี้ เพราะเมื่อก่อนไม่มี มือถือที่จะโทรบอกที่บ้านว่าเราจะกลับบ้านช้านะ มันก็ยากในการติดต่อเหมือนกันการสื่อสารก็เลยคลาดเคลื่อนกันไป เราก็บอกเขาว่าเราเป็นคนไม่มีอะไร จงเข้าใจ แต่ถ้าไม่เข้าใจเราไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เพราะเราเป็นคนที่พูดครั้งเดียวช่วยจำหน่อย เพราะเราเป็นคนที่ปฏิบัติตัวแบบนี้มาตลอดแล้วจนถึงทุกวันนี้ 40 ปีที่อยู่ในวงการก็คิดว่าเราทำดีที่สุดแล้วไม่มีชื่อเสียงที่เสีย

ทูน หิรัญทรัพย์ : พอถึงจุดหนึ่งเราก็ย้อนกลับไปดูว่าทำไมเราต้องทะเลาะกันบ่อย ๆ ทำไมคุณต้องคิดแบบนั้นทำไมมันไม่สมบูรณ์แล้วเราก็คิดว่ามันยากมากที่คนสองคนจะมาอยู่ด้วยกันแล้วมีความรู้สุข

ตอนที่เรามีปัญหากันเราห่วงลูกไหม พี่บ๊อบมีลูกกี่คน ?

ทูน หิรัญทรัพย์ : จริง ๆ แล้วมีลูกทั่วประเทศครับ (หัวเราะ) หมายถึงว่าไปไหนใคร ๆ ก็เรียกว่าพ่อ จริง ๆ มีลูก 3 คน (ตอนที่เริ่มมีปัญหาก็มีลูกสามคนแล้ว) ลูกคนที่สามเขาห่างจากคนกลาง 10 ปี แล้วเขาก็มีประเด็นคำถามว่าทำไม ?? มีคำถามที่เขายอมรับไม่ได้เราเข้าใจเขานะเพราะเขาเป็นเด็กเขาก็ต้องมีความรู้สึก (เพราะตอนที่เราเด็ก ๆ พ่อแม่เลิกกันก็เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ แล้วเราก็ตั้งใจเรียนหนังสือเพราะหน้าที่ของเราคือเรียนหนังสือ เพราะฉะนั้นตรงนี้ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่นะ เราก็มีครบทั้งพ่อและแม่ เพียงแค่ว่าเราอยู่คนละบ้านกันเท่านั้น) เราก็บอกลูกไปแบบนี้ แล้วเราก็ย้ายไปอยู่ที่สำนักงานของเราเคลียร์ที่นั่นเป็นที่นอน เราก็พิสูจน์ว่าที่เราไปอยู่ที่นั่นไม่มีอะไร ไม่มีใคร มาทุกครั้งบางทีก็มาแบบเซอร์ไพรส์เปิดประตูทำอะไร !! เราก็ประชุมอยู่ เขียนงานอยู่

เมื่อได้ฟังแล้วบางทีจะว่ายากก็ยาก บางคู่จะง่ายก็ง่ายเพราะอยู่ที่การสื่อสาร เพียงแต่ว่าในงานของพี่บ๊อบเองคนที่อยู่ข้าง ๆ ต้องเป็นคนที่ใจกว้างพอสมควรเพราะเป็นงานที่ดึงเวลาของครอบครัวไปเยอะ แล้วเราอยู่กับผู้คนสวย ๆ งาม ๆ แล้วก็ปฏิเสธข่าวสารที่เข้าหูไม่ได้แต่ พี่บ๊อบ ก็พยายามยื้อชีวิตคู่มายาวนานกี่ปีที่ตัดสินใจว่าพอแล้ว

ทูน หิรัญทรัพย์ : น่าจะเป็น 38-39 ปี คนก็มักจะถามว่าทำไมรอขนาดนี้ เพราะเราอยากให้ลูกโตแล้วรู้เรื่องก่อนเพราะว่าที่เราอยู่ด้วยกันมาเราอยู่กันเพราะว่าลูก

ตอนแรกที่ตั้งใจว่าจะอยู่กันเพื่อลูกแต่ลูก บอกว่าหย่าเถอะ พ่อกับแม่ และลูกสาวคือคนที่พาไปหย่า

ทูน หิรัญทรัพย์ : ใช่ครับ คนที่หนึ่งกับคนที่สองเขาก็เข้าใจ เพราะตอนเด็ก ๆ เขาก็จะได้ยินเสียงโป้งเบ้ง ๆ กันตลอด ในสิ่งแวดล้อมที่มันไม่ดีเขาก็เครียด เขาก็อยากให้อยู่กันได้โดยที่ไม่ต้องอยู่ด้วยกัน สำหรับเรื่องนี้เราคุยกันในครอบครัวว่าทางออกมันจะเป็นยังไง เพราะว่าลูก ๆ คนหนึ่งไปเรียนอเมริกา คนหนึ่งเรียนที่ออสเตรเลีย เขาก็เห็นเรื่องการหย่ามาเขาก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ (เพราะในช่วงนั้นเราทะเลาะกันเยอะ) เรื่องทะเลาะมันเกิดขึ้นมาเป็นระยะ ๆ ครับ เราก็แค่หาทางทำยังไงให้ลดตรงนี้ลง (ถามว่ายากไหมในการตัดสินใจ) ตอนนั้นทุกอย่างลงตัวหมดแล้ว เรื่องของบ้าน เรื่องของการดูแลลูก ๆ ให้เรียนจบ แล้วก็ทุกอย่างมันพร้อมหมดแล้วเราก็คิดว่าเราอยากจะทำอะไรเพื่อตัวเองแล้วกับเวลาที่เหลือ มันอาจจะไม่มีโอกาสทำ ก็เลยได้ทำเรื่องของสังคม เยาวชนก็เลยมีความสุขกับตรงนี้ ลูก ๆ ทุกคนก็เห็นด้วยกับตรงนี้ ลูก ๆ เป็นพยานให้เลยครับ เขายังบอกเราอีกว่า พ่อ .. หยุดเถอะ ทำไมทำให้คนอื่นเขา ทำไมไม่ทำให้ตัวเองบ้าง หยุดเถอะ หยุดบ้าง เราก็บอกว่าไม่ได้เพราะอีกไม่นานเราก็เข้าเลข 7 แล้วเพราะตอนนี้เราก็ย่างเข้า 66 ปีแล้ว เราก็อยากจะทำอะไรที่มันเป็นประโยชน์ ซึ่งสำหรับอดีตภรรยาของผมาตอนนี้เรายังสามารถติดต่อ พูดคุยกันได้ปกตินะครับ แต่ว่าอาจจะไม่ได้สนิทเท่ากับสมัยก่อนและอาจจะไม่ได้คุยกันบ่อย ๆ เหมือนเดิม

ในส่วนหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต่างมีความเห็นของตัวเองและบ้านนี้คือ ลูกสาวที่บอกกับพ่อแม่ว่าไม่เป็นไรถ้าเดินหน้าในฐานะสามีภรรยาไม่ได้ หนูโอเคกับภาวะที่เกิดขึ้นตอนนั้นพี่น้องเราคุยกันยังไงบ้าง ?

น้ำตาล(ลูกสาว ทูน หิรัญทรัพย์) : คือพี่สองของหนูทั้งสองคนคือเขาคุยกับเรา เราสนิทกันมากใกล้ชิดกันมาเขาทั้งคู่ก็มาอธิบายให้เราฟังว่าเราโอเคไหมที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้วนะ แล้วตอนนั้นเราอยู่โรงเรียนประจำเราเลยไม่ได้สัมผัสได้เท่ากับที่พี่ ๆ เขาสัมผัสกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น พอเราได้รับฟังพี่ ๆ อธิบายเราก็อาจจะมีคำถามว่าทำไม แต่เหมือนว่าพอเราโตแล้วก็รู้ว่าเป็นทางเลือกของเขา แล้วเขามีความสุขมากกว่าในการที่เขาไม่ต้องอยู่ด้วยกันเราก็ไม่ได้ติดอะไรตรงไหน เรื่องการดูแลก็สลับกันไปค่ะ จริง ๆ แล้วประจำจะอยู่กับคุณแม่ แล้วแต่ว่าอาทิตย์ไหนใครสะดวกก็ไปดูแลคุณพ่อค่ะ

ไม่ถามไม่ได้เลยสำหรับปัญหาเรื่องสุขภาพตา ที่ตอนนี้เห็นว่าการมองเห็นสามารถมองเห็นได้เพียงข้างเดียว ?

ทูน หิรัญทรัพย์ : ตอนนี้ตาข้างขวาคือมองไม่เห็นเลย ส่วนตาข้างซ้ายยังมองเห็นอยู่แต่แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ ตอนแรกที่เรารับรู้ว่าจะมองไม่เห็นเหมือนเราไม่รู้อนาคต ไม่รู้อาทิตย์หน้าจะมองไม่เห็นอีกข้างหนึ่งไหมเลยเกิดความเครียดขึ้นมาครับ จนครั้งหนึ่งเราเองคิดว่าจะฆ่าตัวตายแต่ลูกคือคนที่ทำให้เราฉุดคิดขึ้นมาได้ แล้วหลังจากนั้นเราก็พยายามนะครับฝึกและซ้อมว่าถ้าวันหนึ่งเราเกิดมองไม่เห็นจริง ๆ เราก็ลองปิดตาดูให้เหมือนเราอยู่ในโลกมืดแล้วใช้วิธีการแบบคลำเอาใช้มือเป็นตาให้เราว่าตรงนี้ ๆ คือสวิตซ์นะ อะไรแบบนี้ครับ

แล้วในวันที่คุณพ่อมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ลูก ๆ ให้กำลังใจคุณพ่อยังไงบ้าง ?

น้ำตาล : จริง ๆ เวลาคุณพ่อเครียดเขาจะไม่ค่อยแสดงออกให้เราเห็นด้วยความที่เราเป็นลูกสาวทั้งสามคนก็อาจจะมีเขียนการ์ดให้ ส่งแมสเสจให้ เตือนคุณพ่อกันตลอดว่าอย่าลืมดื่มน้ำเยอะ ๆ อย่าลืมทานยา อย่าลืมหยอดตา เป็นการให้กำลังใจแบบนี้ตลอดให้เขารู้ว่าเราอยู่ข้าง ๆ เขา ตอนนี้หนูก็อายุ 25 ปีแล้วค่ะ

นความอายุ 25 ปีของ น้ำตาล เรารับรู้ความเป็น ทูน หิรัญทรัพย์ ยังไงบ้าง ?

น้ำตาล : จริงถ้าเทียบกับพี่ฝนกับพี่หวานค่อนข้างลำบากเพราะหนูค่อนข้างที่จะห่างจากพี่สาวคือ 10 ปี กับ 13 ปี เพราะฉะนั้นพี่ ๆ เขาจะมีเพื่อน ๆ ที่ดูละครคุณพ่อ แต่อย่างหนูเพื่อน ๆ ก็จะรับรู้ในฐานะที่ว่าเคยเห็นคุณพ่อเล่นเป็นคุณพ่อนางเอก พระเอกค่ะ ก็ไม่ได้สัมผัสอะไรมากขนาดนั้นแต่ก็จะรับรู้จากคุณพ่อคุณแม่เพื่อนว่าเคยเห็นคุณพ่อเราเล่นเป็นพระเอก

อะไรคือสิ่งที่ทำให้น้ำตาลภูมิใจในการที่เราได้เป็นลูกสาวของคุณพ่อ ทูน หิรัญทรัพย์ ?

น้ำตาล : คุณพ่อไม่ค่อยนึกถึงตัวเองเลย คือก็ทำให้เราเป็นห่วงเขาจะนึกถึงอยากทำงานเพื่อสังคม อยากทำงานเพื่อส่วนรวม อยากให้ทุกคนมีความสุขอยากทำให้ชีวิตเยาวชนดีขึ้นเป็นเรื่องที่เราภาคภูมิใจเพราะเราก็อินเรื่องราวโซเชียลอยู่แล้ว ก็ภูมิใจตรงที่ว่าเขาคิดถึงแต่คนอื่นค่ะ อันนี้เราไม่ได้ negative นะคะ ไม่ได้น้อยใจด้วยตรงนี่ทำให้รู้ว่าเหมือนเราโอเคแล้ว เราได้ไปดูแลคนอื่น ช่วยเหลือคนอื่นก็เป็นสิ่งที่กลับมาทางเราในส่วนหนึ่งด้วยที่เราได้แบ่งปันให้กับคนอื่นค่ะ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...