โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"หนานอินต๊ะ" อดีตพระบวชเรียน สู่การเข้ารีตเป็นคริสเตียนคนแรกในล้านนา

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 18 ต.ค. 2566 เวลา 02.19 น. • เผยแพร่ 16 ต.ค. 2566 เวลา 05.51 น.
ภาพถ่าย เดเนียล แมคกิลวารี (Daniel Mcgilvary) กับ

“หนานอินต๊ะ” อดีตพระบวชเรียน เมื่อได้แลกเปลี่ยนความรู้กับ “เดเนียล แมคกิลวารี” มิชชันนารีชาวอเมริกัน ก็ได้เข้ารีตเป็นคริสเตียนคนแรกใน “ล้านนา” เมื่อร้อยกว่าปีก่อน

หนานอินต๊ะ ชาวคริสเตียนคนแรกในล้านนา เป็นผู้ที่ชาวบ้านและเจ้านายในเมืองเชียงใหม่ต่างก็รู้จัก “หนาน” คนนี้ดี (หนาน เป็นคำนำหน้าชื่อผู้ที่เคยบวชพระมาก่อน ส่วนผู้ที่บวชเณรหากสึกมาแล้วจะเรียกว่า “น้อย”) หนานอินต๊ะเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้ความสามารถ เนื่องจากท่านเคยบวชเรียนในพระพุทธศาสนามานับสิบพรรษา

หนานอินต๊ะ กับหมอสอนศาสนาแห่ง “ล้านนา”

ก่อนจะกล่าวถึงหนานอินต๊ะกับการเปลี่ยนศาสนาเป็นคริสเตียนคนแรกใน “ล้านนา” ต้องทำความเข้าใจสภาพสังคมการปกครองในเชียงใหม่ และจุดเริ่มต้นของการเข้ามาเผยแผ่ศาสนาของคณะมิชชันนารีเสียก่อน

ดินแดนล้านนาในสมัยรัชกาลที่ 4 แม้จะอยู่ภายใต้การปกครองจากสยาม แต่เจ้าหลวงยังมีอำนาจและสิทธิขาดในการปกครองอยู่ไม่น้อย สำหรับเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นปกครองโดย พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ (ต่อไปจะเรียกว่า เจ้าหลวงเชียงใหม่) เจ้าชีวิตของชาวเมืองเชียงใหม่ ครองราชย์เมื่อ พ.ศ. 2397

เจ้าหลวงเชียงใหม่ จำเป็นต้องเดินทางมากรุงเทพฯ ทุกๆ 3 ปี เพื่อถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม เจ้าหลวงเชียงใหม่จึงมักได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองในกรุงเทพฯ อยู่เสมอ พระองค์รู้จักคุ้นเคยกับ หมอบรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) เป็นอย่างดี วิทยาการของหมอบรัดเลย์โดยเฉพาะการปลูกฝี เป็นสิ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหลวงเชียงใหม่ ที่จะให้คณะมิชชันนารีเข้ามาเผยแผ่ศาสนา เพราะทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของวิทยาการของชาวตะวันตก ที่จะนำมาพัฒนาเมืองเชียงใหม่ให้เจริญขึ้น

เดเนียล แมคกิลวารี (Daniel McGilvary) หนึ่งในคณะมิชชันนารีจากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับอนุญาตจากเจ้าหลวงเชียงใหม่ ให้ไปเผยแพร่ศาสนาในเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ การศึกษาเพื่อจัดตั้งโรงเรียนการแพทย์เพื่อรักษาคนป่วย และการเผยแผ่ศาสนาคริสต์

แมคกิลวารี พร้อมคณะมิชชันนารีเดินทางถึงเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 1867 (พ.ศ. 2410) การมาถึงของคณะมิชชันนารีทำให้ชาวบ้านกระตือรือร้นสนใจคนกลุ่มนี้มาก เพราะด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่แตกต่างไปจากพวกตนแล้ว วัฒนธรรมของชาวฝรั่งก็เป็นที่ “ฮือฮา” ไม่น้อย โดยเฉพาะการไม่กินข้าวกับพื้น และไม่กินข้าวด้วยมือเปล่า

เจ้าหลวงเชียงใหม่ ได้หารือกับคณะมิชชันนารี ทรงให้ความห่วงใยและอำนวยความสะดวกแก่คณะมิชชันนารีอย่างดี และได้มอบที่ดินไว้ตั้งโบสถ์บริเวณฝั่งตะวันออกริมแม่น้ำปิง ไม่นานนัก ชาวบ้านแห่มาที่ศาลาของคณะมิชชันนารีมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกชาวบ้านมาขอรับการรักษา จนมีเสียงเลื่องลือว่า “ยาฝรั่ง” รักษาอาการเจ็บไข้ได้ชะงัดนัก ในสมัยนั้นโรคที่พบมาก คือ โรคไข้ป่าหรือมาลาเรีย และโรคคอพอก

หนานอินต๊ะเข้ามาที่ศาลาเพื่อขอยาแก้ไข้ และท่านก็แวะเวียนมาที่นี่เสมอๆ จนได้แลกเปลี่ยนความรู้กับคณะมิชชันนารี ท่านสนใจแนวคิดของศาสนาคริสต์มาก โดยเฉพาะเรื่อง “การไถ่บาป” ซึ่งประเด็นนี้แตกต่างกับศาสนาพุทธที่บาปกับบุญแยกออกจากกัน และไม่สามารถลบล้างได้ หนานอินต๊ะจึงเริ่มสนิทสนมกับแมคกิลวารีมากยิ่งขึ้น

ครั้นเมื่อเกิดสุริยุปราคา เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ. 1868 (พ.ศ. 2441) แมคกิลวารี ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่มีความรู้ในการคำนวณว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ได้อย่างแม่นยำ ก่อนวันที่จะเกิดสุริยุปราคา เดเนียล แมคกิลวารี บอกหนานอินต๊ะว่า เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเป็นกฎธรรมชาติของพระเจ้า ซึ่งสามารถพิสูจน์และทำนายได้

ในวันถัดจากเหตุการณ์สุริยุปราคา หนานอินต๊ะ มาหาแมคกิลวารี แล้วบอกว่า “แม่นแต๊” ซึ่งหมายถึงการคำนวณของแมคกิลวารีนั้นเป็นจริงอย่างที่เคยบอกว่า สุริยุปราคานี้สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักการและมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งต่างจากความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า ราหูได้กลืนกินพระอาทิตย์

คริสเตียนคนแรกแห่งล้านนา

หนานอินต๊ะ เลื่อมใสแนวทางของศาสนาคริสต์มากขึ้น จนหันมาสนใจและศึกษาพระคัมภีร์ศาสนาคริสต์อย่างเป็นจริงเป็นจัง กระทั่ง วันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1869 (อาจจะเป็น พ.ศ. 2411 เพราะสมัยนั้นยังนับศักราชแบบเก่า) ได้เข้า “พิธีบัพติศมา” (Baptism) เป็นคนแรกในล้านนา และมีอีก 4 คนที่เข้าพิธีนี้ในวันเดียวกัน คือ น้อยสุริยะ นายบุญมา แสนยาวิชัย และหนานชัย นอกจากนั้น หนานอินต๊ะยังให้ลูกชายสองคนของตนลาผนวชจากบวชเรียน แล้วให้มาเข้ารีตในภายหลังอีกด้วย

บรรยากาศความไม่พอใจเริ่มก่อตัวขึ้นในเชียงใหม่ มีข่าวลือหนาหูว่า ที่ฟ้าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลเพราะ “เสื้อเมือง” ไม่พอใจการเข้ามาของคณะมิชชันนารี ที่มาท้าทายคติความเชื่อดั้งเดิม ขณะที่เจ้าหลวงเชียงใหม่ก็เริ่มไม่พอพระทัยคนที่หันไปเข้ารีต เพราะส่งผลกระทบต่อระบบระเบียบในสังคม ทั้งการควบคุมกำลังคน และวัฒนธรรมล้านนา

ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนศาสนาจึงเสมือนเป็นกบฏต่อแผ่นดิน ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1869 (พ.ศ. 2412) น้อยสุริยะกับหนานชัย ซึ่งทั้งสองเป็นคนในสังกัดของเจ้าหลวงเชียงใหม่ จึงถูกประหารชีวิต

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความตึงเครียดในเมืองเชียงใหม่อย่างมาก แมคกิลวารี ส่งหนังสือร้องเรียนถึงรัฐบาลสยามผ่านสถานกงสุลสหรัฐอเมริกาประจำกรุงเทพฯ เพื่อให้ไต่สวนเรื่องนี้ โดยอ้างถึงสิทธิสภาพนอกอาณาเขต แต่รัฐบาลสยามบอกปัด โดยให้เหตุผลว่า อยู่นอกเหนือความรับผิดชอบ ขณะที่เจ้าหลวงเชียงใหม่ก็ยังไม่พอพระทัยกับการเผยแผ่ศาสนาของคณะมิชชันนารีต่อไป แต่ก็ทรงลดความพิโรธลงบ้างภายหลังที่แมคกิลวารีไปเข้าเฝ้า เพื่อปรับความเข้าใจ

ใน ค.ศ. 1870 (พ.ศ. 2413) เจ้าหลวงเชียงใหม่ถูกเรียกตัวลงมากรุงเทพฯ ในวันที่ 29 มิถุนายน ปีเดียวกันนั้น ขณะที่กำลังเสด็จกลับเชียงใหม่ก็ประชวรถึงแก่พิราลัยระหว่างทาง พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่พระองค์ใหม่ ก็อนุญาตให้มิชชันนารีเผยแผ่ศาสนาต่อไปได้โดยรับรองว่าจะไม่มีผู้ใดขัดขวาง

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางศาสนาในเชียงใหม่ยังไม่ยุติ ใน ค.ศ. 1878 (พ.ศ. 2421) ลูกสาวของหนานอินต๊ะจะแต่งงานกับคริสเตียนคนหนึ่ง อันจะเป็นพิธีแต่งงานแบบคริสต์ครั้งแรกในเชียงใหม่ แต่กลับถูกขัดขวางโดย อุปราชบุญทวงศ์ ซึ่งเป็นพระอนุชาต่างมารดากับพระเจ้าอินทวิชยานนท์ และเป็นนายในสังกัดของหนานอินต๊ะและครอบครัว ซึ่งเจ้าบุญทวงศ์มีแนวคิดต่อต้านการเผยแผ่ศาสนาคริสต์

เจ้าบุญทวงศ์เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเซ่นไหว้ผีในการแต่งงานครั้งนี้ โดยอ้างว่าผีเป็นผู้พิทักษ์ครอบครัว (ของชาวพุทธ) หากผู้ใดที่เปลี่ยนศาสนาไปแล้ว ความผูกพันนี้ต้องยุติลง และจะต้องเสียค่าธรรมเนียม ฝ่ายของหนานอินต๊ะปฏิเสธที่จะจ่ายเงิน ทำให้เจ้าบุญทวงศ์ไม่พอใจมาก เพราะเสมือนเป็นการปฏิเสธอำนาจของพระองค์เช่นกัน ดังนั้น แมคกิลวารีจึงให้ระงับงานแต่งงานชั่วคราว และทำหนังสือร้องเรียนถึงรัฐบาลสยาม ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผ่านกงสุลสหรัฐอเมริกาประจำกรุงเทพฯ

หลังจากนั้นไม่นาน รัชกาลที่ 5 มีพระบรมราชโองการเสรีภาพทางศาสนา ค.ศ. 1878 (พ.ศ. 2421) มีพระบรมราชวินิจฉัยว่า การศาสนาไม่ใช่เรื่องขัดขวางงานราชการแผ่นดิน ประชาชนจะนับถือศาสนาใดก็ได้ โดยห้ามนายในสังกัดขัดขวาง แม้แต่การทำงานวันอาทิตย์ก็ไม่ให้กดขี่บังคับ เว้นแต่เป็นเรื่องการสงคราม ภายหลังจากที่มีพระบรมราชโองการนี้ก็ทำให้ความตึงเครียดในเชียงใหม่คลี่คลายลง ส่งผลให้การทำงานของคณะมิชชันนารีขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว

หนานอินต๊ะ ยังคงช่วย เดเนียล แมคกิลวารี กับคณะมิชชันนารีเผยแผ่ศาสนาต่อไปอีกหลายปี กระทั่งหนานอินต๊ะเสียชีวิต เมื่อ ค.ศ. 1882 (พ.ศ. 2425) ขณะอายุ 88 ปี ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้มีการออกพระราชบัญญัติขนานนามสกุล พ.ศ. 2456 บรรดาลูกหลานของหนานอินต๊ะจึงได้จดทะเบียนนามสกุลกับทางราชการว่า “อินทพันธุ์” ซึ่งหมายถึงวงศ์ตระกูลของอินทะหรืออินต๊ะนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว. (2559). เปิดแผนยึดล้านนา. นนทบุรี: มติชน.

ชัยยศ ชัยนิลพันธ์. (2553). หนานอินต๊ะ ต้นตระกูลอินทพันธุ์ คริสเตียนไทยคนแรกของล้านนา การศึกษาอัตชีวประวัติ และประวัติศาสตร์ของชุมชนคริสเตียนในล้านนา. เชียงใหม่: เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์. (ฉบับ PDF จาก www.finearts.go.th/chiangmailibrary/2016-08-20-05-05-37/book/338.html?page=1)

ประสิทธิ์ พงศ์อุดม. (2562). ประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนาในเชียงใหม่, จาก http://library.payap.ac.th/christianity/doc/history_christian_chiangmai_lamphun.pdf

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 พฤษภาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...