วิบากกรรม 5 ปี 60 'นอ.' กลับถ้้ำสิงห์
ต่อสู้คดี 5 ปีเต็ม สำหรับข้าราชการที่เข้าอบรม หลักสูตรนายอำเภอ (นอ.) ปี 2552 รุ่น 68-70 ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่และกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และมูลความผิดทางอาญาฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เมื่อปี 2557 และให้ต้นสังกัดปฏิบัติตามคำตัดสินของ ป.ป.ช. โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนอีก โดยมีผู้ถูกชี้มูล 122 คน เป็น นอ. 119 คน
หลังจากการชี้มูลของ ป.ป.ช. ทางอธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ มีคำสั่งไล่ออกบุคคลกลุ่มดังกล่าวทันที ตามคำสั่งของ ป.ป.ช. ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2557
ต่อมาข้าราชการกลุ่มนี้ได้ยื่นร้องต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) เพื่อขอทุเลาคำสั่ง และ ก.พ.ค.ได้มีคำสั่งทุเลาโทษจากไล่ออก เป็นปลดออกจากราชการ
หลังจากนั้น ข้าราชการกลุ่มนี้ได้ร้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครอง กระทั่งวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 ศาลปกครองสูงสุดสั่งทุเลาคดี พร้อมทั้งระบุว่าคำสั่งลงโทษทางปกครองน่าจะมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากหน่วยงานต้นสังกัดไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนกรณีการผิดวินัย แต่กลับมีการลงโทษตามที่ ป.ป.ช.ชี้มูล
ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าในการไต่สวนกรณีที่กล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ที่กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ไม่เข้ามาตรา 92 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ป.ป.ช.พ.ศ.2542
*ดังนั้น กรมต้นสังกัดจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยตามขั้นตอนของกฎหมาย และคำสั่งลงโทษตามฐานความผิด *
การไม่ดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนก่อนออกคำสั่ง ทำให้คำสั่งลงโทษดังกล่าวน่าจะมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย จึงมีคำสั่งให้ทุเลาโทษและให้ข้าราชการ 60 คน กลับเข้ารับราชการ ซึ่งอยู่ในสังกัดกรมการปกครอง 58 คน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 1 คน และกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ 1 คน
ทว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2552 ในการสอบเข้าอบรมหลักสูตร นอ.รุ่น 68-70 ซึ่งในปีนั้นมีการเปิดให้มีการเข้าอบรมสูงกว่าทุกครั้ง เพราะเดิมในการอบรมแต่ละรุ่น จะมีผู้เข้าอบรมรุ่นละ 60 คน แต่ในครั้งนั้นมีผู้เข้าอบรมรุ่นละ 99 คน ซึ่งผู้ผ่านการอบรมทั้งหมดได้เข้าฝึกอบรมตามหลักสูตร เป็นระยะเวลา 6 เดือนเต็ม
แต่ในระหว่างการฝึกอบรม มีการเรียกประธานรุ่นทั้ง 3 รุ่น ไปแจ้งว่าเกิดปัญหาในการสอบ เนื่องจาก ป.ป.ช. จะขอนำข้อสอบทั้งหมดไปตรวจสอบ เพราะพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น จึงขอให้ประธานรุ่นในแต่ละรุ่น แจ้งกลับไปยัง นอ.ให้คัดลายมือของตัวเองตามเนื้อความที่ได้รับมอบมา โดยจะมีการนำลายมือดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับกระดาษคำตอบของ นอ.ทุกคนว่าทุกคนได้ทำข้อสอบด้วยลายมือของตัวเอง ไม่ใช่มีผู้เขียนคำตอบให้ตามที่ถูกกล่าวอ้าง
ทำให้หลายคนยอมเขียนบทความตามที่ได้รับมอบหมายมา เพราะเข้าใจว่าเป็นคำสั่งของผู้ใหญ่ และเพื่อช่วยเหลือไม่ให้มีผู้ถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริตในการสอบ แต่บางคนไม่เขียนบทความที่ได้รับมอบมา เพราะเห็นว่าตัวเองทำข้อสอบได้ด้วยตัวของตัวเองอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ลายมือ
แต่แล้ว บทความที่ถูกเขียนขึ้นใหม่ ถูกนำไปเย็บปะหน้าด้วยแม็กเย็บกระดาษ ก่อนที่จะส่งให้กับ ป.ป.ช. จนเป็นเหตุแห่งการชี้มูลความผิด โดยไม่มีการเรียกตรวจใบคะแนน เพราะกระดาษคำตอบเดิมถูกดึงหายไป กระดาษที่ถูกสั่งให้เขียนบทความถูกนำมาปิดทับแทน และกระดาษเหล่านี้ไม่มีแม้แต่คะแนนที่ได้รับจากการตรวจข้อสอบ
จนเป็นที่มาของการต่อสู้กับข้อกล่าวหาประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ในขณะที่บางคนไม่ถูกดำเนินคดีทั้งที่เป็นต้นเรื่อง
ตลอด 5 ปี ที่ถูกไล่ออกจากราชการ แน่นอนทุกคนย่อมได้รับความอับอายที่ถูกตราหน้าว่าเป็นคนโกง เป็นคนประพฤติชั่ว ไม่มีใครกล้าสมัครงานใหม่ บางคนกลับภูมิลำเนาไปทำนา ทำสวน ทำไร่ รับจ้างตามร้านก๋วยเตี๋ยว เปิดร้านกาแฟ ในจำนวนนี้มี 4 คน ที่เสียชีวิต และอีกนับ 10 คน ที่เกษียณอายุราชการ
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ผู้ที่ได้รับให้กลับรับราชการเข้ารายงานตัวกับต้นสังกัด
ยุวบุญ กองวงสา เดินทางมารายงานตัว โดยไม่ได้สวมชุดราชการ โดยแจ้งว่าชุดข้าราชการใส่ไม่ได้แล้ว ยกให้คนอื่นไปหมดแล้ว และไม่มีเงินที่จะตัดใหม่ ที่ผ่านมาใช้ชีวิตอย่างประหยัด หารายได้เสริมทำ ตั้งใจว่าจะหาซื้อในตอนเช้าก่อนจะมารายงานตัว แต่ก็หาซื้อไม่ได้ เพราะผมมีรูปร่างใหญ่ อีกทั้งผมเหลืออายุราชการอีกเพียง 3 เดือน ก็จะเกษียณแล้ว
“ขั้นตอนต่อจากนี้ คือรอคำพิพากษาของศาล เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ไม่เป็นไร เลยตามเลย ถือว่าเป็นไปตามครรลองของชีวิต แค่นี้ก็น่าจะดีกว่าอีกหลายคนแล้ว วันนี้ถือว่าได้อาบน้ำฟอกตัวให้สะอาด” ยุวบุญบอกด้วยท่าทีปลงแล้วกับสิ่งที่ผ่านมา
ขณะที่ผู้ที่มารายงานตัวหลายคนกล่าวตรงกันว่า ในการคืนสิทธิในเบื้องต้น ถือเป็นสิ่งที่น่ายินดี เพราะเป็นการต่อสู้ ที่รอคอยมายาวนานถึง 5 ปี แม้ที่ผ่านมาทุกคนจะต้องมีชีวิตที่ยากลำบาก แต่ก็ต้องต่อสู้เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว และส่งเสียเลี้ยงดูบุตร
สมใจ ไพศาล เป็นอีกหนึ่งคนที่ได้กลับเข้ารับราชการ กล่าวขอบคุณอธิบดีกรมการปกครอง ที่เมตตารับพวกเรากลับเข้ามาทำหน้าที่รับใช้แผ่นดิน ที่ผ่านมาพวกเรามุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการเพื่อประโยชน์ของสังคม และเพื่อองค์กรมาโดยตลอด
เรายังมีหน้าที่พิสูจน์ตัวเองต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการในชั้นศาล ส่วนบางคนก็ครบกำหนดเกษียณอายุราชการพอดี เป็นภาวะที่แต่ละคนโดนนั้นแตกต่างกัน เพราะรุ่นในโรงเรียนนายอำเภอไม่เหมือนรุ่นตอนเรียน ดังนั้น อายุจะมากน้อยต่างกัน
“แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือการเสียสิทธิ เช่น การรักษาพยาบาล และอื่นๆ เราถือเสียว่าเป็นวิบากกรรม เราก็จะมุ่งมั่นทำหน้าที่ข้าราชการที่ดีของเราต่อไป เป็นมาแบบไหน ก็ดำเนินไปแบบนั้น ส่วนการพิสูจน์ในทางคดีนั้นเราก็มั่นใจเพราะเรายืนอยู่บนพื้นฐานของเท็จจริง” สมใจพร้อมจะกลับมาทำหน้าที่ต่อไปในชีวิตราชการ
ขณะที่อีก 1 ครอบครัว ที่ถูกลงโทษ ทั้งสามีและภรรยา ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว ที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวเพื่อสร้างครอบครัว แต่ต้องจบชีวิตราชการตลอดระยะเวลา 5 ปี คือ รัชตเลิศ รุกขจินดา และ เฟื้องลาภ ศรีสุริยชัย
รัชตเลิศเผยว่า เมื่อศาลปกครองสูงสุด สั่งทุเลาคดี ทำให้ผมรู้สึกดีใจที่จะได้กลับมาทำงาน ไม่คิด ไม่ฝันว่าจะมีวันนี้ ผมและทุกคนคงต้องปรับตัวเพื่อที่จะกลับมารับราชการอีกครั้ง ถือว่าเป็นการเริ่มต้นในสิ่งที่ดี โดย 5 ปีที่ผ่านมา
”ตอนแรกรู้สึกมึนงง ไม่รู้จะเริ่มต้นชีวิตต่อไปอย่างไร แต่พอผ่านไปสักระยะ ด้วยความที่ภรรยาชอบกาแฟ จึงเริ่มต้นศึกษาเรื่องกาแฟกันอย่างจริงจัง และเริ่มเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ก่อนไปจดทะเบียนเป็นสินค้าโอท็อป และออกงานตามอีเวนต์ต่างๆ ทำให้มีรายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว จากนี้ต้องเตรียมตัวเพื่อจะกลับมาทำหน้าที่ข้าราชการอีกครั้ง” รัชตเลิศเล่าให้ฟังถึงช่วงชีวิตหนึ่งที่ต้องต่อสู้กับวิบากกรรม
จากนี้ไป ทุกฝ่ายต่างตั้งตารอฟังคำพิพากษาจากศาลปกครองสูงสุดว่าจะออกมาอย่างไร
ยังต้องลุ้นระทึกกันต่อ