โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกม

5 อันดับเกมแอคชันโคตรดีตลอดกาลลล ที่คุณควรเล่นก่อนตายยย!

BT Beartai

อัพเดต 18 เม.ย. 2564 เวลา 13.51 น. • เผยแพร่ 18 เม.ย. 2564 เวลา 13.51 น.
5 อันดับเกมแอคชันโคตรดีตลอดกาลลล ที่คุณควรเล่นก่อนตายยย!

เวลาเหนื่อย ๆ เครียด ๆ อยากหาอะไรผ่อนคลาย เกมเมอร์อย่างเราก็มักจะหันไปพึ่งเกมแนว “แอ็กชัน” เพื่อใช้ระบายอารมณ์อยู่เนือง ๆ ประหนึ่งว่ามันเป็นของตายที่เอาไว้หยิบมาเล่นตอนไหนก็ได้ เพราะเกมประเภทนี้มักจะเหมาะกับการใช้เปิดเล่นฆ่าเวลา เหมือนกับพวกหนังแอ็กชันที่เน้นดูเอามันส์แบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ และมักจะโดนนักวิจารณ์หนังสับเละอย่างไม่เห็นค่า

แน่นอนว่าเกมแอ็กชันกาก ๆ น่าเบื่อ ๆ ที่ออกมาเพื่อหวังฉกเงินจากเกมเมอร์เป็นหลักก็มีเพียบ (เหมือนกับหนังแอ็กชันกาก ๆ ที่มีให้เห็นกันเกลื่อนกลาดในตลาดนั่นแหละ)​ แต่ในขณะเดียวกัน เพชรในตมเม็ดงามที่เรียกได้ว่าเป็นผลงานเกมแอ็กชันระดับมาสเตอร์พีซก็มีออกมาให้เห็นเช่นกัน ประสบการณ์ที่เกมเหล่านี้มอบให้จากการเล่นนี่เรียกได้ว่ายอดเยี่ยมกระเทียมดองไม่แพ้การได้ดูหนังแอ็กชันสุดคลาสสิกอย่าง Terminator, MAD MAX หรือ John Wick เลยทีเดียว และต่อไปนี้คือ 5 รายชื่อเพชรเม็ดงามที่สุดของที่สุด ในหมู่วงการเกมแนวแอ็กชันลุยแหลกที่มาครบทั้งปืนผาหน้าไม้กระบี่กระบอง มันคือเกมที่คุณควรหามาลิ้มลองสักครั้งในชีวิต เพื่อไม่ให้เสียชาติเกิดมาเป็นเกมเมอร์ (แต่ขอไม่นับรวมเกมแนว FPS และสายสยองขวัญนะ มันเยอะเกินไปจัดอันดับให้ไม่ไหว… )​ 

อันดับ 5: Max Payne 

ตำรวจนิวยอร์กปืนดุ ผู้ริเริ่ม “Bullet Time” 

แพลตฟอร์ม: PC, Mac OS, PlayStation 2 / 3, Xbox, Xbox 360, Android, iOS

Max Payne ภาคแรกคือเกมต้นตำรับที่ช่วยเบิกทางให้ระบบสโลว์โมชันฮิตเป็นเทน้ำเทท่าในวงการวิดีโอเกม พูดได้เต็มปากว่าถ้าไม่มี Max Payne ก็คงไม่ได้เห็นเอฟเฟกต์ “Bullet Time” ในเกมกันอย่างทุกวันนี้ จุดที่ทำให้คุณไม่ควรมองข้าม Max Payne แม้เกมจะมีอายุกว่า 20 ปี ก็คือฉากแอ็กชันในเกมที่ทั้งสนุกและท้าทาย ทำให้ผู้เล่นต้องงัดทุกกลยุทธ์สโลว์โมชันออกมาใช้ หากต้องการให้นายตำรวจพระเอกของเราเอาชีวิตรอดจากห่ากระสุนไปได้ ที่สำคัญเอฟเฟกต์ฝุ่นละอองข้าวของพังกระจุยในเกมนี้ยังจัดเต็มไม่แพ้หนังของเฮียจอห์น วู ทำให้เวลายิงกันสนั่นแต่ละทีฉากแอ็กชันในเกมจะดูเวอร์วังอลังการมาก 

อีกจุดหนึ่งก็คือสไตล์อันโดดเด่นของ Max Payne ภาคแรก ทำให้มันเป็นเกมแอ็กชันที่ไม่เหมือนใคร ทั้งในแง่ของฉากหลังของเกมที่เป็นนครนิวยอร์กแนวฟิล์มนัวร์ เรื่องราวของนายตำรวจจิตตกที่ต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ตัวเอง (ด้วยการล้างบางแก๊งอาชญากร) และฉากคัทซีนที่เล่าเรื่องในรูปแบบกราฟิกโนเวล องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ตัวเกมเหมือนกับหนังตำรวจฮ่องกงที่ให้คุณเล่นเป็นพี่โจวเหวินฟะด้วยตัวเอง

จริงอยู่ที่ Max Payne 2 ของ Rockstar มีเนื้อเรื่องและระบบยิงปืนที่ได้รับการพัฒนาจนดีกว่าภาคแรก แต่ถ้าเทียบกันในแง่สไตล์เกมและผลกระทบที่มันมีต่อวงการ ก็ต้องบอกว่า Max Payne ภาคแรกจาก Remedy นั้นโดดเด่นจนอยากแนะนำให้เล่นมากกว่า (แถมเดี๋ยวนี้คุณยังสามารถหาเล่นเกมนี้ได้จากเครื่องเกมทุกแบบเท่าที่นึกออก ไล่ตั้งแต่ PC ไปยันสมาร์ตโฟนเลย) หากคุณอยากลิ้มรสฟีเจอร์สโลว์โมชันของแท้และดั้งเดิมที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง นี่คือเกมแอ็กชันที่คุณไม่ควรพลาดครับ

อันดับ 4: Uncharted 4: A Thief’s End

หนังอินเเดียนา โจนส์ ที่เล่นได้สนุก มัน และกินใจที่สุด

แพลตฟอร์ม: PlayStation 4

ชื่อของซีรีส์ Uncharted ทุกภาคเป็นจุดขายของเครื่องเกม PlayStation อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เกม Uncharted ทุกภาคมักจะมีจุดเด่นจากเกมเพลย์สนุกสะใจ ฉากหลังที่สวยงามอลังการจนคุณต้องอ้าปากค้าง แต่ก็มักจะตกม้าตายจากเส้นเรื่องที่อ่อนยวบยาบไม่ต่างจากการ์ตูนเช้าวันเสาร์ จนกระทั่ง Uncharted 4 เข้ามาลบคำสบประมาทด้วยแอ็กชันมันระห่ำพร้อมกับเรื่องราวผจญภัยปนดราม่าสุดเข้มข้นนี่แหละ 

Uncharted 4: A Thief’s end คือภาคที่ปรุงแต่งส่วนผสมของเกมผจญภัยออกมาได้อย่างกลมกล่อมจนดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ประสบการณ์พัฒนาเกมกว่า 30 ปีของทีม Naughty Dog ผนวกกับเทคโนโลยี​ของเครื่อง PlayStation 4 ทำให้พวกเขาสามารถส่งมอบฉากแอ็กชันผจญภัยให้ออกมาได้อย่างยิ่งใหญ่อลังการที่สุด ภาพกราฟิกสวยงามสมจริงจนดึงศักยภาพของนักแสดงออกมาได้ดีที่สุด และที่สำคัญคือพวกเขาเชี่ยวชาญพอจนรู้จักวางจังหวะจะโคนการดำเนินเรื่องให้ดีขึ้นอย่างที่สุด ทำให้เกมนี้มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าทุกภาค

ทั้งนี้ ฉากแอ็กชันไฮไลต์แต่ละฉากใน Uncharted 4 นี่เรียกได้ว่าทำเอาหนังแอ็กชันฮอลลีวูดทั่วไปอายม้วนกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะฉากขับรถไล่ล่าที่มาดากัสการ์ตอนกลางเรื่องที่ทำออกมาทั้งมัน ทั้งลุ้น ทั้งเสียวจนคนเล่นกำจอยแน่นซะเกือบลืมหายใจ ส่วนภาพในเกมก็สวยมากซะจนเอาไว้เล่นเป็นเกมสำหรับใช้พักร้อนได้เลย เหมือนกับนั่งดูภาพยนตร์มากกว่าเล่นเกมด้วยซ้ำ และที่น่าชมเชยที่สุดก็คือบทในเกมสนุกมาก โมเมนต์ที่ตลกก็กวนได้ใจ ส่วนช่วงหักมุมดราม่าก็แรงกระแทกใจจนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันเลย

ที่สำคัญคือตัวละครทุกตัวมีความโดดเด่นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นพระเอก Nathan Drake ที่ยังกวนแบบเปิ่น ๆ ไม่เปลี่ยน พี่ชาย Sam Drake ที่เกือบจะแย่งบทเด่นของพระเอกไปแล้ว ฝั่งตัวร้ายอย่าง Nadine Ross และ Rafe Adler ต่างก็มีแรงจูงใจของตัวเองที่น่าสนใจ แม้แต่ตัวละครเสริมอย่าง Sully และนางเอก Elena ก็มีช่วงที่ได้เฉิดฉายจากบทบาทดราม่าในภาคนี้ เกม Uncharted 4 เป็นบทสรุปส่งท้ายของนาย Nate ที่น่าประทับใจ ตอบโจทย์แฟนซีรีส์ได้อย่างเต็มที่ และแม้จะเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ก็สามารถสนุกไปกับเกมนี้ได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นี่คือเกมแอ็กชันผจญภัยที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้อย่างไร้ข้อกังขา

อันดับ 3: Batman: Arkham City

เกมซูเปอร์ฮีโรที่มาพร้อมกับสุดยอดงานดีไซน์ Open World แบบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเส้นเรื่อง

แพลตฟอร์ม: PC, OS X, Wii U, Playstation 3 / 4, Xbox 360 / One

สิ่งที่ทำให้อัศวินรัตติกาลเกมนี้น่าเกรงขามที่สุดคือการที่มันแสดงให้เห็นว่าเกม Open World ที่ดีไม่จำเป็นต้องมีขนาดแผนที่กว้างใหญ่มโหฬาร สิ่งสำคัญคือความน่าสนใจและรายละเอียดปลีกย่อยภายในโลกเปิดกว้างใบนั้นมากกว่า และหากมีเนื้อเรื่องแนวการ์ตูนซูเปอร์ฮีโรชั้นเลิศมาเป็นอีกส่วนผสมสำคัญก็ยิ่งทำให้มันยิ่งกลมกล่อมมากขึ้น Arkham City ได้ส่งมอบประสบการณ์การสวมบทเป็นอัศวินรัตติกาลในนครก็อตแธมอย่างสมบูรณ์ ด้วยเทคนิคการลอบเร้นเก็บพวกโจรเพื่อสร้างความกลัว การออกลีลาต่อสู้ประชิดตัวสุดเท่พร้อมกับระบบการเล่นที่ง่ายแต่ลุ่มลึก รวมไปถึงการใช้แกดเจ็ตค้างคาวกับไหวพริบเพื่อหาทางไขปริศนาและปราบแผนวายร้ายให้ได้ภายในเวลาหนึ่งคืน แน่นอนว่าคุณยังจะได้เจอวายร้ายตัวหลักของแบทแมนในเกมนี้อย่างครบถ้วน ไล่ตั้งแต่โจ๊กเกอร์, ทูเฟซ, มิสเตอร์ฟรีซ แม้แต่คาเลนดาร์แมนก็ยังมี เรียกว่านึกถึงวายร้ายหน้าไหน เดี๋ยวคุณได้ไปจ๊ะเอ๋แน่นอน

Batman: Arkham City ยังโดดเด่นกว่าเกม Open World อื่น ๆ จากงานดีไซน์เมือง Arkham City ในเกมที่ได้รับการออกแบบมาให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเส้นเรื่อง ทั้งยังมีขนาดของแผนที่แบบพอดีคำ ไม่ได้ใหญ่จนล้นแบบเกม Open World ทั่วไป​ โดยฉากต่าง ๆ ในเมือง Arkham City จะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์ของเส้นเรื่องหลัก ซึ่งผู้เล่นก็จะได้รับการไกด์ให้ไปอยู่ถูกที่ถูกทางเสมอ สามารถเสพเนื้อเรื่องในเกมต่อได้แบบไม่ขาดตอน แต่ในขณะเดียวกันผู้เล่นก็ยังมีอิสระในการออกสำรวจพื้นที่ต่าง ๆ ระหว่างทางได้ตามใจ งานดีไซน์โลกของเกมแบบนี้ส่งผลให้ผู้เล่นอินกับเนื้อเรื่องในเกมแนว Open World ได้แบบไม่เสียอรรถรส ซึ่งเป็นจุดแข็งที่เกมแนวนี้มักจะตกม้าตายเป็นแถบ ๆ (แม้แต่ภาคต่ออย่าง Arkham Knight ก็ยังติดปัญหานี้)

อีกจุดที่เป็นดั่งน้ำจิ้มรสเลิศก็คือเนื้อเรื่องของ Arkham City ทำให้เกมเมอร์ได้เห็นรูปแบบความสัมพันธ์อันแสนสลับซับซ้อนระหว่างแบทแมนและโจ๊กเกอร์ คู่ปรับตลอดกาลที่เหมือนน้ำกับน้ำมันแต่ต่างคนต่างก็มีบทบาทที่มีผลกับเส้นทางชีวิตของอีกฝ่าย เกมทำให้เราได้เสพเรื่องราวอีกบทหนึ่งของอัศวินรัตติกาลที่สนุกกระแทกใจที่สุด รับรองว่าแฟน ๆ แบทแมนได้ฟินจนน้ำตาเล็ดกันแน่นอน

อันดับ 2: The Legend of Zelda: Breath of the Wild

เกมแอ็กชันผจญภัยในโลกเปิดกว้างที่เปิดอิสระให้แก่ผู้เล่นแบบ 100%

แพลตฟอร์ม: Wii U, Nintendo Switch

หากคุณกำลังหาเหตุผลเพื่อซื้อเครื่องเกม Nintendo Switch อยู่ล่ะก็ แค่คุณซื้อมาเพื่อใช้เล่นเกมนี้เกมเดียวก็เป็นข้ออ้างที่ดีเกินพอแล้วล่ะ ทั้งนี้ เกม The Legend of Zelda: Breath of the Wild เป็นดั่งเกม Open World ที่อยู่บนขั้วตรงข้ามกับ Batman: Arkham City ในขณะที่อีกเกมหนึ่งเลือกที่จะวางเหตุการณ์สำคัญตามเนื้อเรื่องให้คอยกำกับจังหวะการเล่นในโลกเปิดกว้าง Breath of the Wild กลับเลือกที่จะปล่อยมือผู้เล่นอย่างเต็มที่ ให้เกมเมอร์เป็นผู้กำหนดจังหวะเกมด้วยตัวเองอย่างแท้จริง โดยที่ทีมพัฒนาเกมคอยช่วยยืนดูอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น

ความเหนือชั้นของ Breath of the Wild คือการดีไซน์โลกเกมให้เปิดอิสระแก่ผู้เล่นโดยไม่มีการเอากำแพงเลเวลตัวละคร ประตูปิดตาย หรือศัตรูที่ปราบไม่ได้ตัวใดมาขวางทางไม่ให้เกมเมอร์เล่นผ่าน คำถามสำคัญข้อเดียวคือคุณมีไหวพริบและฝีมือเพียงพอที่จะเคลียร์เกมไหวหรือยัง? หากคุณหาญกล้าพอก็สามารถวิ่งรี่ไปหาบอสใหญ่แล้วซัดกันให้รู้เรื่องไปเลยก็ได้ ไม่มีใครว่า แต่หากคุณรู้ตัวว่าไม่ไหวและค่อย ๆ ออกสำรวจโลก Hyrule เกมก็จะค่อย ๆ มอบของสำหรับช่วยให้คุณผ่านด่านมาทีละอย่างสองอย่าง เช่น เครื่องยกของแบบไร้แรงโน้มถ่วง ลูกระเบิด ธนู เป็นต้น คุณแค่ต้องคิดให้ออกว่าจะใช้อุปกรณ์พวกนี้กับระบบฟิสิกส์ในเกมยังไงให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้แก้ปริศนาหรือปราบศัตรูตัวใหม่ก็ตาม ซึ่งเกมก็ไม่ได้กำหนดให้คุณต้องทำแค่วิธีใดวิธีหนึ่งด้วย 

นอกจากนี้ Breath of the Wild ยังมาพร้อมกับงานศิลป์ที่สวยงามสบายตา แม้จะดูเรียบง่ายแต่ก็มีความโดดเด่นไม่ซ้ำใครในตัว ส่วน AI ของศัตรูแต่ละตัวยังได้รับการออกแบบให้มีพฤติกรรมในโลกที่แตกต่างกันออกไป และยังมีวิธีรับมือกับผู้เล่นแตกต่างตามบุคลิกของตัวเองด้วย จุดนี้ช่วยให้ดินแดน Hyrule ดูมีชีวิตชีวา ประหนึ่งเป็นสถานที่ที่มีอยู่จริง เมื่อบวกกับการที่เกมเป็นเหมือนลูกผสมระหว่างเกมแนว Sand Box (เช่น Deus Ex หรือ Dishonored เป็นต้น) และ Open World เข้าด้วยกัน ส่งผลให้มันเป็นเกมที่ให้อิสระเปิดกว้างแก่ผู้เล่นอย่างเต็มที่ที่สุดเท่าที่จะหาได้แล้วในเกมแนวแอ็กชัน นอกจากผู้เล่นจะสามารถสรรหาวิธีจัดการกับศัตรูต่าง ๆ บนแผนที่ได้ตามใจชอบ พวกเขายังสามารถเลือกเดินไปทางไปตรงจุดไหนของแผนที่ก่อนก็ได้ 

Breath of the Wild เลือกที่จะไม่จูงมือผู้เล่น เพียงแค่คอยช่วยให้ผู้เล่นหาทางไปในโลกได้สะดวกขึ้นผ่านการวางจุดสังเกตต่าง ๆ ให้เห็นบนแผนที่ แล้วค่อยร้อยเรียงจุดเหล่านี้เข้าด้วยกันเพื่อให้เกมเมอร์สามารถหาทางไปต่อได้ จุดนี้ช่วยให้คนที่เล่นเกมนี้รู้สึกเหมือนได้ออกผจญภัยเปิดโลกใหม่จริง ๆ และในขณะเดียวกันก็ไม่รู้สึกเบื่อแม้แต่นิดเดียว นี่คือผลงานการออกแบบเกมแอ็กชัน Open World ที่ล้ำหน้ากว่าทุกเกม โดยมีใจความสำคัญคือการเปิดให้คุณได้ “เล่นเกม” ด้วยตัวเองในแบบที่อยากเล่นอย่างแท้จริง

อันดับ 1: God of War (2018)

เทพสงครามที่สมบูรณ์ครบองค์สาม ทั้งงานภาพ เกมเพลย์ และเนื้อเรื่อง

แพลตฟอร์ม: PlayStation 4

God of Warคือสุดยอดเกมแอ็กชันผจญภัยที่ลงตัวในทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นด้านภาพกราฟิกและงานศิลป์ชั้นเลิศ เนื้อเรื่องที่เข้มข้นกินใจ และที่สำคัญคือระบบเกมเพลย์การต่อสู้ที่แน่นปึ้ก ทั้งเล่นสนุกทั้งท้าทาย จนไม่รู้ว่าจะไปหักคะแนนจากจุดไหนดี 

ถ้าจะพูดแบบโหล ๆ หน่อยก็คือ God of War เขา “มีดีในทุกด้าน ตอบโจทย์เกมเมอร์ได้ทุกแนว” ไม่ว่าจะเป็นคนเล่นเกมสายเสพเนื้อเรื่อง เกมเมอร์ที่โจ้เกมเอามันจากระบบเกมเพลย์มันหยดติ๋ง หรือเกมเมอร์ที่ชอบการผจญภัยในแดนแฟนตาซีสวยสดเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ข้อนี้เป็นจุดที่หายากมากในเกมแนวแอ็กชันส่วนใหญ่ที่มักจะตกม้าตายเพราะเกมเพลย์ไม่ลุ่มลึกหรือไม่ก็เนื้อเรื่องอ่อนปวกเปียก แต่แอ็กชันในเกมนี้กลับสนุกสะใจด้วยระบบการต่อสู้ที่แน่นปึ้ก แม้จะท้าทายได้ใจแต่ก็แฟร์กับผู้เล่นมาก ๆ หากคุณคุ้นเคยกับระบบเกมเมื่อไหร่ ไม่ว่าศัตรูจะโหดแค่ไหนคุณก็สามารถรับมือได้ ทั้งยังมีระบบอัปเลเวลแบบเกม RPG เต็มรูปแบบมาด้วย ซึ่งมันส่งผลกับเกมการเล่นจากการมอบท่วงท่าหรือเทคนิคการต่อสู้ใหม่ ๆ ให้แก่ผู้เล่น โดยที่ไม่ทำให้เกมเสียความสมดุลไปแต่อย่างใด 

ในด้านงานออกแบบฉากในเกมก็ได้รับการวางมาอย่างรัดกุม นอกจากจะดูสวยงามตระการตาเหมือนพาเราไปเที่ยวประเทศนอร์เวย์ เส้นทางในฉากยังเปิดให้ผู้เล่นแวะตรงนั้นตรงนี้ได้เรื่อย ๆ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้กว้างจนทำให้ผู้เล่นรู้สึกเคว้ง และยิ่งคุณเล่นเกมนี้ไปไกลแค่ไหน คุณก็จะยิ่งได้รับพลังหรืออุปกรณ์ใหม่ให้ย้อนกลับมาปลดล็อกทางเก่าเพื่อเก็บไอเทมใหม่ได้มากขึ้น (สไตล์เกม Castlevania)​ ช่วยให้การวิ่งสำรวจตามพื้นที่ต่าง ๆ ไม่น่าเบื่อ

ส่วนเนื้อเรื่องที่ยาวกว่า 20 ชั่วโมงก็ตีความปกรนัมเทพไวกิ้งใหม่ทั้งหมด โดยใช้ความแฟนตาซีอลังการเป็นฉากหน้า แต่ใจความสำคัญของเส้นเรื่องที่แท้จริงอยู่ที่การสานความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกตระกูล Kratos อันลึกซึ้งกินใจ ทำให้ผู้เล่นติดตามเนื้อเรื่องได้ง่ายและยังอินกับเหตุการณ์ในเรื่องไปพร้อมกับตัวละครอีกด้วย

นี่คือเกมที่เกิดขึ้นมาจากการกลั่นประสบการณ์การพัฒนาเกมแอ็กชันทั้งหมดที่ทีม Santa Monica Studio สั่งสมมาจากซีรีส์เทพสงคราม ตั้งแต่พวกเขาออกเกม God of War ภาคแรกมาให้ยลโฉมในปี 2005 ตามมาด้วยภาคต่ออีก 3 ภาค บทเรียนทั้งหมดในช่วงระยะเวลา 13 ปี ทำให้พวกเขาสามารถสร้างเกมแอ็กชันที่ใกล้เคียงกับคำว่า “สมบูรณ์ที่สุด” ออกมาได้ในเกมนี้

***ใครอ่านจบแล้วรู้สึกว่ายังมีเกมแอ็กชันเกมไหนที่ตกอันดับไป แต่แท้จริงแล้วมันคู่ควรแก่การหยิบมาเล่นขณะที่ยังมีลมหายใจมาก ๆ ก็ช่วยแนะนำกันมาให้ไว เพราะฮาร์ดคอร์เกมเมอร์อย่างพวกเรามีชีวิตอยู่เพื่อเล่นเกมแอ็กชันงานดีระดับขึ้นหิ้งอยู่แล้ว!!!

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...