ชาวเหนือแห่ซื้อกระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชม. สมช.ยันไทยยังมั่นคงด้านอาหาร
วันนี้ (5 พ.ย.2569) สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เร่งจัดทำแนวทางรับมือสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลาง รวมถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย แม้ปัจจุบันจะยังไม่พบสัญญาณว่า ประเทศไทยจะเผชิญวิกฤตโดยตรง หรือตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์
พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการ สมช. เปิดเผยว่า สภาพการณ์โลกปัจจุบันอยู่ในภาวะ "วิกฤตซ้อนวิกฤต" แม้ไทยจะอยู่ในวงนอกของความขัดแย้ง แต่เพื่อความไม่ประมาท สมช. ได้กำหนดฉากทัศน์ต่าง ๆ เพื่อให้แต่ละหน่วยงานนำไปทำแผนปฏิบัติการรองรับ
พร้อมเตรียมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อติดตามและปรับปรุงแผนให้ทันสมัย โดยย้ำให้ประชาชนมั่นใจว่าไทยมีความพร้อมด้านอาหารอย่างเต็มที่ จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องสำรองอาหารหรือกักตุนสินค้าแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ในภาคประชาชนกลับเกิดกระแสการเตรียมพร้อม รับสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นในหลายพื้นที่ หลังจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเตรียมตัวตามมาตรฐานสากล ด้วยการดูแลตนเองให้ได้ในเวลา 72 ชม.
ส่งผลให้ประชาชนใน จ.เชียงใหม่ นครสวรรค์ และพิษณุโลก ออกมาหาซื้อสินค้านำไปจัด "กระเป๋าฉุกเฉิน" กันอย่างคึกคัก เช่น นางชลิยา บุตรจันทร์ ชาว อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ที่ออกไปเลือกซื้อยาสามัญประจำบ้าน ชุดปฐมพยาบาล น้ำดื่ม และอาหารแห้ง
ขณะที่ห้างสรรพสินค้าบางแห่งในเชียงใหม่ จัดชุดสินค้าจำเป็นจำหน่ายในราคา 350 - 999 บาท ส่วนย่านตลาดธานินทร์ อ.เมืองเชียงใหม่ สินค้าประเภทอาหารพร้อมรับประทาน กระดาษชำระ และยาสามัญประจำบ้าน ขายหมดเกลี้ยงเร็วกว่าปกติ
นายมุนินโท พรมมา ผู้จัดการร้านเชียงใหม่ไดเร็ค ระบุว่า ต้องสั่งสินค้าเข้ามาเติมอย่างเร่งด่วน และยืนยันว่าไม่มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา
ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากประชาชนบางกลุ่ม เช่น นายสมชาย ประทุมเมศ ชาวเชียงใหม่ ที่มองว่าการประกาศให้คนทั้งประเทศเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน สร้างความตื่นตระหนกเกินความจำเป็น ทั้งที่หลายพื้นที่เป็นแหล่งผลิตอาหารที่พึ่งพาตนเองได้
ส่วนประชาชนใน จ.นครสวรรค์ และ จ.พิษณุโลก เริ่มเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคสำรองไว้เช่นกัน โดยบางส่วนระบุว่า ไม่ได้ตื่นตระหนก แต่เมื่อหน่วยงานรัฐแจ้งเตือน จึงเตรียมพร้อมล่วงหน้า เนื่องจากสิ่งของส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว
ด้าน นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย วิเคราะห์ว่า วิกฤตโลกปัจจุบันมีความซับซ้อนทั้งจากภัยธรรมชาติ สงคราม และไซเบอร์ ซึ่งประเทศไทยได้เปรียบประเทศทางตะวันตก เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตอาหารของโลก แต่ยังมีความท้าทายเรื่องการพึ่งพาพลังงานภายนอก พร้อมเตือนว่าการเฝ้าระวังเป็นสิ่งที่ดี แต่การตื่นตระหนกจนแห่กักตุนสินค้า อาจส่งผลเสียทำให้กลไกตลาดปั่นป่วนโดยไม่จำเป็น
สำหรับมิติด้านความมั่นคงและเทคโนโลยี พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุว่า กองทัพให้ความสำคัญกับการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ มุ่งเน้นสร้างความตระหนักรู้แก่กำลังพลทั้งเรื่องการใช้อุปกรณ์สื่อสาร และการห้ามเผยแพร่ภาพสถานที่ทางทหาร เพื่อป้องกันข้อมูลสำคัญรั่วไหล
พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาจากนักการเมือง ที่ระบุว่าตกเป็นเป้าหมายสปายแวร์ของหน่วยงานความมั่นคง โดยยืนยันว่ากองทัพไม่มีการใช้สปายแวร์ และไม่มีความจำเป็นต้องเจาะข้อมูลบุคคล
ขณะเดียวกัน นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เรียกประชุมคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ โดยมอบหมายให้ กสทช. ประสานงานร่วมกับผู้ประกอบการโทรคมนาคม จัดทำแผนรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์เพิ่มเติม เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกรณีเกิดเหตุส่งผลกระทบในวงกว้างต่อไป
อ่านข่าว :
S&P คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ BBB+ คาดปี 69 เศรษฐกิจขยายตัว 2.3%
อุตุฯ เตือนฉบับ 8 ทั่วไทยรับมือฝนฟ้าคะนอง ลมแรง ลูกเห็บตก 5–9 พ.ย.นี้
สภาพอากาศวันนี้ อากาศแปรปรวนทั่วไทย อีสานรับมือฝนหนัก-ลมแรง-ลูกเห็บ