โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สำรวจ ‘แผ่นดินเปื้อนพิษ’ สถานการณ์รุนแรงแค่ไหน ภาครัฐทำอะไรไปแล้วบ้าง

Thai PBS

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

ห้วงเวลานี้ดูเหมือนว่าประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาสารพิษทั่วทุกภูมิภาค กระทบชีวิตประชาชนทั้งด้านสุขภาพ อาชีพ และสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก หลายกรณีไม่ใช่เรื่องเพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาที่มีมายาวนานหลายปี นอกจากจะยังไม่ถูกแก้ไข ยิ่งไปกว่านั้นสารพิษเหล่านี้กำลังแพร่กระจายไปอีกหลายจังหวัด แล้วประชาชนต้องรอการแก้ไขเยียวยาไปอีกนานเท่าไหร่

The Active ชวนสำรวจปัญหาสารพิษปนเปื้อนที่ยังไม่จบ สร้างกระทบแค่ไหน ที่ผ่านมาภาครัฐมีการจัดการอะไรไปแล้วบ้าง เราจะมีความหวังในการมีชีวิตที่ปลอดภัยในเร็ววันได้แค่ไหน

6 แม่น้ำเปื้อนพิษข้ามแดน ลุกลามหลายจังหวัด

การทำเหมืองอย่างไร้การควบคุมในประเทศเมียนมาในพื้นที่ต้นน้ำตามแนวพรมแดน ส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศไทย ทั้งทำให้สารพิษอันตรายไหลลงสู่แม่น้ำ ทัั้ง แม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี ตอนนี้มีอย่างน้อย 8 จังหวัดได้รับผลกระทบ ขณะที่การแก้ไขปัญหาระหว่างรัฐต่อรัฐเป็นไปอย่างเชื่องช้า

ย้อนไปในปี 2562 พื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตก แม่น้ำกระบุรีที่กั้นระหว่างเมียนมากับ จ.ระนอง เริ่มพบความผิดปกติก่อนจากการทำเหมืองดีบุกที่มีการเปิดหน้าดินเพื่อขุดแร่ทำให้ตะกอนดินที่ปนเปื้อนจำนวนมากไหลสู่ลำน้ำ จนชาวบ้านฝั่งไทยเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของน้ำที่ขุ่นเข้มขึ้น ส่งผลต่อระบบนิเวศ สัตว์น้ำลดน้อยลง ทำมาหากินไม่ได้ ผิวหนังมีอาการคัน ไม่สามารถนำมาใช้อุปโภคได้ กระทบ 7 หมู่บ้านใน ต.ปากจั่น อ.กระบุรี ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการจัดหาน้ำสะอาด

ผ่านไป 7 ปี ปัญหายังยืดเยื้อ ในการประชุมครั้งแรกของคณะทำงานแก้ไขปัญหาน้ำขุ่นในแม่น้ำกระบุรี จ.ระนอง เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 (ซึ่งมีการตั้งคณะทำงานเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569) สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 15 รายงานผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำในปี 2569 พบว่า แม้ผลการตรวจปรอท ไซยาไนด์ สารหนู แมงกานีส ทองแดง แคดเมียม โครเมียม สังกะสี ตะกั่ว และนิคเกิล ไม่พบค่าโลหะหนักที่เป็นสารพิษเกินค่ามาตรฐาน แต่ความขุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจุดที่แม่น้ำกระบุรีรับน้ำจากคลองยูง ฝั่งเมียนมา ในช่วงฤดูแล้ง

โดยเดือนเมษายน 2569 ค่าความขุ่นพุ่ง 209 NTU เมื่อเปรียบเทียบกับคลองกระนัยที่มีต้นน้ำอยู่ในฝั่งไทยไม่ผ่านเมียนมามีค่าความขุ่นต่ำเพียง 12-16 NTU เท่านั้น ซึ่งค่าความขุ่นสูงที่สูงเกิน 100 NTU นับเป็นค่าความขุ่นที่รุนแรง ค่อนข้างวิกฤติต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ จึงได้ติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติเพิ่มเติมในปีนี้ เพื่อเฝ้าระวัง 2 จุดในพื้นที่ต้นน้ำใกล้ปากกระ และปลายน้ำบริเวณปากน้ำ และมีจุดตรวจเฉพาะครั้ง 3 จุด ซึ่งจะตรวจคุณภาพน้ำในทุก 3 เดือน

ด้านเครือข่ายรักษ์แม่น้ำกระบุรียังมีความกังวล ว่าแม้ค่าโลหะหนักไม่เกินเกณฑ์แต่ก็อาจมีการสะสมในสัตว์น้ำได้

ปัญหาเก่าที่แม่น้ำกระบุรียังไม่คลาย ก็พบการปนเปื้อนใหญ่ในแม่น้ำภาคเหนือปี 2568 โดยเฉพาะที่ จ.เชียงราย ผลการตรวจแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง ในพื้นที่เชียงราย พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานหลายจุด ก่อนจะแพร่กระจายไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อยู่ตามแนวแม่น้ำโขง

ล่าสุด กรมควบคุมมลพิษ เผยผลตรวจสอบคุณภาพน้ำในลุ่มแม่น้ำภาคเหนือตอนบนครั้งที่ 23 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 จากการเก็บตัวอย่างครอบคลุมเชียงรายและเชียงใหม่ในช่วงวันที่ 26 – 30 กันยายน 2569 พบว่าแม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาขามีปริมาณโลหะหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ขณะที่แม่น้ำสายยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานในทุกจุดตรวจวัด อยู่ที่ 0.012 – 0.017 มิลลิกรัมต่อลิตร จากที่กำหนดไม่เกิน 0.010 มิลลิกรัมต่อลิตร

สถานการณ์ที่รุนแรงและลากยาวส่งผลต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 กรมควบคุมโรค เปิดเผยผลตรวจสารหนูในปัสสาวะประชาชนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำโขง จากการติดตามปี 2568 – 2569 พบว่าปี 2569 ประชาชนมีสารหนูในร่างกายเกินค่าอ้างอิง 94 คนจาก 1,269 คน ทั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งมีแนวโน้มประชาชนที่มีสารหนูในปัสสาวะค่อนข้างสูงนั้นมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยค่าสารหนูรวมในปัสสาวะของปี 2569 สูงกว่าปี 2568 ในเชียงรายและเชียงใหม่

Lanners ประเมินมูลค่าความเสียหายด้านเกษตรกรรม ท่องเที่ยว และประมงริมแม่น้ำกกอยู่ที่ปีละ 1.3 พันล้านบาท ขณะที่ Rocket Media Lab ประเมินว่าเกษตรกรรมลุ่มน้ำกกอาจเสียหายปีละมากกว่า 3 พันล้านบาท

หลังความพยายามในการเจรจากับเมียนมาเกือบ 1 ปี ไทยและเมียนมาได้ลงนามข้อตกลง (TOR) ว่าด้วยการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างสองประเทศ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 มีระยะเวลา 3 ปี เพื่อให้เกิดกรอบความร่วมมือและทำงานร่วมกันในการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบที่เกิดขึ้น หลังจากการทำ TOR จะต้องดำเนินการจัดทำแผนแม่บทระยะ 3 ปี และแผนปฏิบัติการเป็นรายปี รวมถึงกำหนดมาตรฐานวิธีการเก็บคุณภาพน้ำ ที่ยังไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่

แต่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตและแสดงความกังวลต่อรายละเอียดข้อตกลง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยข้อมูล การให้ความร่วมมือ การตรวจสอบร่วมกัน องค์ประกอบของคณะทำงาน การตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ ความร่วมมือขององค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญ มองว่าช่องโหว่เหล่านี้ทำให้ไทยเสียเปรียบและไม่อาจแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ

นอกจากนี้ข้อตกลงอาจไม่รวมถึงการแก้ปัญหาในแม่น้ำกระบุรี พีระ ประสงค์เวช ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์แม่น้ำกระบุรี เปิดเผยกับสำนักข่าวชายขอบว่า สำหรับองค์ประกอบคณะทำงานแม้จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมให้มีตัวแทนจากแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และเชียงรายแล้ว แต่กลับไม่มีผู้แทนจากระนอง ทั้งที่แม่น้ำกระบุรีได้รับผลกระทบมายาวนาน

เหมืองโพแทชทำดินเค็ม ยังไม่แก้แต่ผลักดันสร้างเพิ่ม

ประเทศไทยมีแร่โพแทชมากเป็นอันดับ 4 ของโลก โดยเฉพาะในภาคตะวันอกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ย ทำให้มีการให้อาชญาบัตรเพื่อการสำรวจและให้ประทานบัตรเพื่อการขุดเจาะในหลายจังหวัด

โครงการที่มีความคืบหน้ามากที่สุดคือ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ดำเนินการโดย บจก.ไทยคาลิ ได้รับประทานบัตร 1 แปลง ระยะเวลา 25 ปี (ปี 2558 – 2583) รวม 9,005 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบลคือ ต.หนองไทร ต.หนองบัวตะเกียด ต.โนนเมืองพัฒนา

ผลกระทบเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มโครงการ ชาวบ้านให้ข้อมูลว่าระหว่างการขุดเจาะอุโมงค์ในปี 2562 เกิดน้ำรั่วซึม มีการสูบออกแล้วปล่อยในแหล่งน้ำสาธารณะและที่นาจนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้าง สภาพพื้นที่ในปัจจุบันจากความเค็มของดินทำให้สามารถพบเห็นแผ่นเกลือบนผิวดินได้ชัดเจน แหล่งน้ำมีความเค็มไม่สามารถนำมาใช้ได้ ต้นไม้ยืนต้นตายปลูกไม่ขึ้น ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรมและปศุสัตว์ นอกจากนี้อาคารบ้านเรือนและวัดถูกกัดกร่อนจากความเค็มจนเสียหาย

ขณะที่การตรวจสอบของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 (นครราชสีมา) ในปี 2566 และ 2568 พบว่า คุณภาพน้ำในพื้นที่มีค่าความเค็มสูงถึง 82,350 TDS ซึ่งเกินมาตรฐานน้ำทั่วไปที่ไม่ควรเกิน 1,000 TDS หลายเท่าตัว

แม้จะมีการเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเข้าตรวจสอบและแก้ไขปัญหามาโดยตลอด แต่รัฐบาลยืนยันเดินหน้าโครงการเหมืองโพแทชอื่น ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งในอุดรธานี ชัยภูมิ สกลนคร ที่ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้ว่าจะช่วยลดการนำเข้าปุ๋ยและจะสร้างรายได้จากการส่งออก หวังไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกโพแทชและปุ๋ยเคมีในภูมิภาคอาเซียน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ภาคประชาชนต้องผิดหวังจากการชี้แจงของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กรณีด่านขุนทดว่าได้ตรวจสอบและกำกับดูแลโครงการอย่างต่อเนื่อง ยืนยันภาครัฐกำกับดูแลอย่างเข้มงวด และพร้อมให้มีมาตรการเยียวยาและกองทุนรองรับหากพบความเสียหายที่มาจากการทำเหมือง

และระบุว่าพื้นที่ ต.หนองไทร อ.ด่านขุนทด มีดินเค็มมาแต่เดิมก่อนการดำเนินโครงการ ที่ผ่านมาได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงหลายครั้ง โดยผลการตรวจสอบไม่สามารถชี้ชัดหรือยืนยันได้ว่าความเค็มของพื้นที่เกิดจากจากการทำเหมืองและไม่ปรากฏข้อมูลการปล่อยน้ำเค็มจากพื้นที่โครงการสู่แปลงนาหรือแหล่งน้ำธรรมชาติแต่อย่างใด

ขณะนี้จึงยังไร้วี่แววว่าชุมชนจะได้รับการฟื้นฟูความเสียหายและเยียวยาผลกระทบ และสร้างความกังวลใจแก้ประชาชนในพื้นที่โครงการอื่น ๆ ว่าจะซ้ำรอยหรือไม่

น้ำท่วมตอผุด ขยะพิษแม่น้ำปราจีน

สถานการณ์น้ำท่วมใน จ.ปราจีนบุรี เริ่มคลี่คลายในภาพรวม แต่ยังคงเผชิญวิกฤตต่อเนื่องจากปัญหามลพิษและกากอุตสาหกรรมปนเปื้อนในแหล่งน้ำ จุดเริ่มต้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 มีการพบคราบสีรุ้งลักษณะคล้ายน้ำมันลอยบนผิวน้ำบริเวณที่ท่วมทุ่งนาในพื้นที่ ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ไหลยาวเป็นระยะทางไม่น้อยกว่า 1 กิโลเมตร การตรวจสอบพบว่ามาจากบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมและพื้นที่กำจัดบำบัดของเสียของ บจก.กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี ด้านกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้เข้ามากักน้ำมันไปและตรวจวัดปริมาณโลหะหนักซึ่งขณะนั้นไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด

แต่สารพิษไม่ได้หลุดรอดมาจากแค่แห่งเดียวเมื่อปราจีนบุรีเป็นแหล่งโรงานอุตสาหกรรม ทำให้ไหลลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรีจนสภาพย่ำแย่ น้ำดำเน่าเหม็น ปลากระชังลอยตาย ซ้ำเติมภัยน้ำท่วมอย่างรุนแรง และส่งผลกระทบต่อไปถึง จ.ฉะเชิงเทรา ที่อยู่ในลุ่มน้ำเดียวกัน จากผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำของกรมควบคุมมลพิษเมื่อวันที่ 12 และ 16 ตุลาคม 2569 แม่น้ำปราจีนบุรี 5 จุด พบค่าอะลูมิเนียม 0.559 – 3.547 มิลลิกรัมต่อลิตร สูงสุดบริเวณ อ.กบินทร์บุรี รองลงมาที่ อ.ศรีมหาโพธิ ซึ่งค่ามาตรฐานไม่ควรเกิน 0.75 มิลลิกรัมต่อลิตร

วิศวัสต์ สังขวิลัย ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงปลา อ.ศรีมหาโพธิ ให้ข้อมูลกับ The Reporters ประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งจังหวัดปราจีนบุรีราว 140-150 ล้านบาท

และจากการตรวจสอบเพิ่มเติม ทำให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมสั่งปิดโรงงาน บจก.เอ็มวาย เมทัล จำกัด และ บจก.จี.เค.ซี. รีไซเคิล จำกัด เพิ่มเติมนอกจาก บจก.กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี ด้วย ส่วนการจัดการลำน้ำในขณะนี้ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีน กำลังประสานกรมควบคุมลพิษและผู้เชี่ยวชาญเข้ามากำจัดคราบน้ำมัน

สำหรับฝั่งภาคประชาชน วันนี้ (4 พฤศจิกายน 2569) เครือข่ายรักษ์ปราจีนฯ เข้าพบผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยื่นรายชื่อประชาชน 32,000 รายชื่อ เรียกร้องเร่งประกาศเขตควบคุมมลพิษแม่น้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขา พร้อมขอคำตอบภายใน 15 วัน ขณะที่เมื่อวานนี้จังหวัดปราจีนบุรีจัดกิจกรรม “ชวนกินปลา” เพื่อสร้างความเข้าใจว่าปลาในพื้นที่อื่นโดยเฉพาะ อ.ประจันตคาม ยังปลอดภัยสำหรับการบริโภค หลังสถานการณ์ทำให้การค้าขายสัตว์น้ำซบเซา

น้ำเสียโรงงานเปื้อนคลองสินปุนซ้ำซาก กระทบ 3 จังหวัด

น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมไหลปนเปื้อนคลองสินปุนซ้ำซาก ส่งกระทบทั้งใน จ.กระบี่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี เหตุการณ์ล่าสุดช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 เกิดเหตุน้ำเสียรั่วไหลจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มแห่งหนึ่งใน อ.ลำทับ จ.กระบี่ ส่งผลให้น้ำในคลองเปลี่ยนเป็นสีดำ ส่งกลิ่นเหม็น และพบสัตว์น้ำตายจำนวนมาก กระทบต่อการใช้น้ำในครัวเรือนและภาคเกษตร รวมถึงระบบผลิตน้ำประปาของชุมชนกว่า 1,000 ครัวเรือน โดยเฉพาะพื้นที่ปลายน้ำนครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี

หลังหน่วยงานภาครัฐเข้าไปตรวจสอบเกือบเดือนก็ยังไม่มีการบำบัดแก้ไข ผู้นำท้องถิ่นเปิดเผยว่า แม้จะมีการร้องเรียนไปหลายหน่วยงานแต่ยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายกับเอกชนผู้กระทำความผิด โดยอ้างว่าไม่อยู่ในเขตความรับผิดชอบ รวมถึงไม่มีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

ชาวบ้านระบุว่าในแต่ละปีมีน้ำเสียรั่วไหลลงคลองสินปุนปีละ 4 – 5 ครั้ง ยิ่งสะท้อนว่าไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน และคงเป็นไปได้ยากหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังโยนความรับผิดชอบระหว่างกัน จึงเกิดคำถามว่า ใครจะรับผิดชอบเมื่อมลพิษไหลข้ามจังหวัด และประชาชนต้องรออีกนานแค่ไหนกว่าจะได้รับการแก้ไขและเยียวยา?

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่บางส่วนของปัญหาสารพิษที่ปนเปื้อนอยู่ทั่วแผ่นดิน หลายพื้นที่ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น หรือยังขาดเจ้าภาพที่มีอำนาจ มีข้อมูลรายละเอียดที่เพียงพอจะวางแผนรับมือแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ ในวันที่หลายพื้นที่สถานการณ์แย่ลง ส่งผลคุกคามชีวิต สุขภาพ และความมั่นคงในการดำรงชีวิต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

ปปง. ยึดทรัพย์คดีเงินบริจาค คืนใคร ? ขั้นตอนที่ผู้บริจาคต้องรู้

46 นาทีที่แล้ว

รับรองผลเลือกตั้ง ‘บอร์ดประกันสังคม’ อย่างเป็นทางการแล้ว

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...