เลือกตั้ง 8 ก.พ. เกมชี้ชะตาอำนาจ
แต่ในความเป็นจริง นี่คือสนามประลองที่ประชาชนต้องลงแข่งกับกติกา ไม่ใช่แค่พรรคการเมือง การหย่อนบัตรครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเลือกสส. หากแต่ยังเป็นการท้าชนโครงสร้างอำนาจหลังการเลือกตั้ง
สนามแข่งขันกันขอเสียงสนับสนุนในช่วงโค้งสุดท้าย นี้มี 3 ผู้เล่นตัวท็อป ทั้ง “พรรคส้ม” พรรคประชาชนที่ชูสโลแกน “มีเราไม่มีเทา” พร้อมนำเสนอ 36 นโยบายเด็ด มุ่งพัฒนาสวัสดิการ ปฏิรูปการดูแลสุขภาพของประชาชน เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ ที่สำคัญยังเน้นย้ำบทบาทหน้าที่ตรวจสอบภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเกี่ยวกับการบริหารกองทุนประกันสังคม ที่ซื้อใจได้แต้มจากคนวันทำงานราว 24 ล้านเสียง
ขณะที่พรรคเพื่อไทย สัญลักษณ์สีแดง ชูภาพลักษณ์ “ดร.เชน - ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อันดับ 1 ในเกมประนีประนอมกับโครงสร้างเดิม ควบคู่กับการชูนโยบายแก้หนี้สินให้ประชาชน สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน พร้อมปลุกใจ “แดงทั้งแผ่นดิน” อีกครั้ง หวังส่งพลังให้พรรคเพื่อไทยขึ้นติดอันดับ 1 ใน 3 พรรคจ่าฝูง
อีกทั้งมี“ค่ายน้ำเงิน” พรรคภูมิใจไทย มีแต้มต่อเชิงอำนาจจากกติกา เครือข่ายการเมือง และกลไกราชการซัพพอร์ตเต็มแม็ก แถมยังชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ต่อยอดจากยุค “รัฐบาลลุงตู่” โกยแต้มจากขั้วอนุรักษ์นิยม
งานนี้ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ผู้สวมหมวกอีกใบในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศว่า “พ่อสอนตั้งแต่เด็กว่า ไปแข่งขันอะไร พยายามให้เป็นที่ 1 อย่าเป็นที่ 2 เพราะเป็นที่ 2 คนจะลืม สมมติว่าผมเป็นที่ 1 ในการเลือกตั้งไม่ได้ แต่ถ้ามีการดำเนินการใดๆ ในระบบรัฐสภาตามระบอบประชาธิปไตย ก็ต้องเป็นที่ 1 ในขั้วนั้นๆให้ได้”
เป็นการส่งสัญญาณชัดว่า เกมการเมืองหลังปิดคูหาการเลือกตั้ง ไม่ว่าใครจะได้คะแนนมาเป็นพรรค อันดับ 1 แต่ในการจัดตั้งรัฐบาลจะต้องมีพรรคภูมิใจไทยอยู่ในสมการอำนาจด้วย ซึ่งจะเป็นจริงได้หรือไม่ ต้องรอดูวันที่ 8 ก.พ.นี้
ขณะเดียวกัน ในวันที่ 8 ก.พ. ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการออกเสียงประชามติว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้เป็นคำถามสั้นๆ แต่ผลสะเทือนยาวไกล เพราะหากประชาชน“เห็นชอบ” จะเป็นจุดสตาร์ทในการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองในระยะยาว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะราบรื่นโดยง่าย
ตรงกันข้าม นี่อาจเป็นเพียงก้าวแรกของกระบวนการที่ต้องฝ่าประชามติอีกหลายรอบ ผ่านด่านรัฐสภา วุฒิสภา และศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็นคำถามกลับมาหาประชาชนว่าพร้อมหรือไม่กับการเปลี่ยนแปลงที่ “ช้า แพง และเสี่ยงถูกเบรกกลางทาง”
ดังนั้น เกมหลังคูหา ไม่ว่าผลจะออกมาว่าใครเป็นผู้ชนะ ก็ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะบทเรียนจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทำให้ทุกฝ่ายรู้ดีว่าชนะคะแนนเสียงไม่เท่ากับชนะอำนาจ การจัดตั้งรัฐบาลยังเต็มไปด้วยดีลลับ การต่อรอง และแรงกดดันจากกลไกนอกสภา สูตรพิสดารในการตั้งรัฐบาลผสมอาจกลับอีกครั้ง เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นได้ในการเมืองไทย