โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ปี 69 ค่าเงินบาทยังผันผวนสูง กดรายได้ส่งออก

PostToday

อัพเดต 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์กล่าวว่า ค่าเงินบาทในปี 2568 แข็งค่ากว่า 8% ต่อปี และความผันผวนสูงกว่าในอดีต ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ส่งออกไทย และมีนัยต่อ GDP ของประเทศ

ดังนั้นในปีที่ผ่านมาจึงเห็นผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้นสะท้อนจากปริมาณธุรกรรมทั้งการสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) และสัญญาออปชั่น (Options) ของ SCBFM เพิ่มขึ้น โดยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของปริมาณธุรกรรม FX ทั้งหมด

นอกจากนี้ ธนาคารยังส่งเสริมแนวคิดการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน (Currency Diversification) เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่งเพียงอย่างเดียว ช่วยเลี่ยงผลกระทบจากความผันผวนของเงินสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการต้นทุนและรายได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น

ปี 69 ยังท้าทายอีกหลายด้าน

สำหรับตลาดการเงินในปี 2569 ธนาคารประเมินว่ายังคงเป็นปีที่มีความท้าทายจากหลายปัจจัยสำคัญ อาทิ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงส่งผลต่อเสถียรภาพของตลาดโลก แนวโน้มนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานจากการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจมากขึ้น

เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าว SCB Financial Markets (SCBFM) ได้กำหนด 3 กลยุทธ์สำคัญในการสนับสนุนลูกค้าธุรกิจในปี 2569 ได้แก่

1. FX Advisory บริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการให้คำแนะนำเชิงลึกในการเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจของลูกค้า อาทิ FX Forward และ FX Options เพื่อเปลี่ยนความผันผวนของค่าเงินให้เป็นความเสี่ยงที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยในปี 2569 SCBFM แนะนำผู้ประกอบการเพิ่มสัดส่วนการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 70-80% เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ควบคู่กับการส่งเสริมการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน (Currency Diversification) เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่งเป็นหลัก

2. Go Global สนับสนุนลูกค้าในการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนและกระจายแหล่งที่มาของรายได้ โดยธนาคารได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุนในต่างประเทศ อาทิ บัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-FCD) เพื่อรองรับการลงทุนที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ รวมถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนในรูปหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง(Structured Notes) ที่ถูกออกแบบโดยอ้างอิงสินทรัพย์ต่าง ๆ อาทิ หุ้นสหรัฐฯ ทองคำ และอัตราดอกเบี้ย และมีทางเลือกทั้งการลงทุนเป็นเงินบาทหรือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนจากตลาดโลกภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมได้ดียิ่งขึ้นซึ่งในปีที่ผ่านมา ไทยพาณิชย์ก็ได้ออกหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีอนุพันธ์แฝงอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐฯ เป็นธนาคารแรกในประเทศไทย

3.Digital & AI Adoption พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ให้เป็น Digital Hedging Ecosystem โซลูชัน บริหารความเสี่ยงครบวงจร วางแผนพัฒนาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนออนไลน์ (FX Online) ให้รองรับฟีเจอร์เพิ่มเติมเพื่อให้ตอบโจทย์การบริหารความเสี่ยงและกระแสเงินสดของลูกค้าได้ครบวงจรมากขึ้น โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ปริมาณธุรกรรม FX ผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น FX Online และ FX API เติบโตกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของธุรกรรม FX ทั้งหมด

ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ให้มากกว่า 50% ภายในปี 2569 พร้อมนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและพัฒนาเครื่องมือแนะนำด้านการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยที่มีความแม่นยำและเฉพาะเจาะจงกับธุรกิจแต่ละรายมากยิ่งขึ้น

“ภายใต้ภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงในปัจจุบัน การบริหารความเสี่ยงทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถรักษาเสถียรภาพของผลประกอบการ และสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดย SCB Financial Markets พร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในการสนับสนุนลูกค้าธุรกิจให้สามารถเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาส และเสริมความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลกได้อย่างมั่นคง” นายแพททริก กล่าว

ด้านนายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เงินบาทในปีนี้ผันผวนมากขึ้น สอดคล้องกับความผันผวนในตลาดการเงินโลกทั้งในตลาดหุ้น ตลาดบอนด์ รวมถึงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยถึงแม้ความผันผวนจะยังไม่สูงเท่าในช่วงเดือนเมษายนปีที่แล้ว ที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากทั่วโลก แต่แนวโน้มในระยะต่อไปยังมีความไม่แน่นอนสูง ในส่วนของค่าเงินบาท ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากทั้งราคาทองคำที่ผันผวนมากขึ้น ปัจจัยทางการเมืองที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนโลก และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้า Emerging Markets (EM) ในปีนี้

เงินบาทนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมายังเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมกราคมได้รับแรงกดดันจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นเร็ว อย่างไรก็ดี หลังนักลงทุนเทขายทองคำในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ พบว่าราคาทองคำกลับมาเคลื่อนไหว Sideways ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างค่าเงินบาทและทองคำปรับลดลง

ทั้งนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่าต่อ หลังผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกมาไปในทิศทางที่ดีกว่าที่ตลาดคาด เพราะคาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลน่าจะทำได้เร็ว และการดำเนินงานน่าจมีเสถียรภาพดีกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในเดือนกุมภาพันธ์มากถึงห้าหมื่นสี่พันล้านบาท กดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก

สำหรับในระยะต่อไป เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐยังมีแนวโน้มอยู่โซนแข็งค่าต่อได้ โดยมีปัจจัยจาก

1.คาดว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายยังมีโอกาสไหลเข้าตลาด EM-Asia ต่อได้ เนื่องจากนักลงทุนโลกยังต้องการกระจายความเสี่ยงการลงทุน (Diversify) ออกจากสินทรัพย์สหรัฐฯ และต้องการรับอานิสงส์จากแนวโน้มการลงทุนในด้าน AI ซึ่งไทยก็จะได้รับอานิสงส์จากกระแสนี้ด้วย นอกจากนี้ มองว่าการส่งออกไทยในปีนี้ยังน่าจะขยายตัวต่อได้

2.มองว่าดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง อย่างน้อยในระยะ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะสามารถลดดอกเบี้ยได้อย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้

3.ราคาทองคำยังมีโอกาสสูงขึ้นได้ จากความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่อง AI disruption และสงครามในตะวันออกกลาง จึงทำให้มีความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มเติม อีกทั้ง ธนาคารกลางยังเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง

4.ความเสี่ยงด้านอ่อนค่าของสกุลเงินภูมิภาคลดลง โดยเงินหยวนแข็งค่าต่อเนื่องจากปีก่อน ขณะที่เงินเยนเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าลดลง และในระยะต่อไปมองว่า การค้าโลกจะขยายตัวต่อได้พร้อมกับการลงทุนด้าน AI ซึ่งจะหนุนการแข็งค่าของเงินหยวนต่อไป ขณะที่ความกังวลภาคการคลังในญี่ปุ่นน่าจะลดลงและสามารถทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้

ดันบาทแข็งแรง ใกล้แนวรับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

นายวชิรวัฒน์ กล่าวว่า เงินบาทอาจไม่แข็งค่าไปได้มาก โดยน่าจะมีแนวรับอยู่ที่ราว 31.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ ในช่วงปลายไตรมาสแรกต่อเนื่องถึงต้นไตรมาสที่ 2 คาดว่าจะมีปัจจัยด้าน Seasonality ที่อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย กล่าวคือ จะเป็นช่วงที่ภาคธุรกิจส่งเงินกลับให้บริษัทแม่ในต่างประเทศ (Dividend payout) อีกทั้งเป็นช่วง Low season ที่รายได้จากภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับลดลง ขณะที่ภาคการผลิตของไทยอาจมีการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดปรับแย่ลง กดดันบาทอ่อนค่าได้

สำหรับลูกค้าผู้นำเข้า เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่ราว 30.75-31.25 เป็นระดับที่เข้าซื้อได้ โดยอาจมีจังหวะให้เข้าซื้อในช่วงที่มีข่าวการจัดตั้งรัฐบาล หรือเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ กลับมาอ่อนแอลงตามที่คาด สำหรับลูกค้าผู้ส่งออก เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่ราว 31.50-32.00 เป็นระดับที่อาจพิจารณาขายได้

โดยมองว่า โอกาสที่เงินบาทจะอ่อนค่าเร็วในระยะสั้นมีค่อนข้างน้อย เพราะกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายโลกยังดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า และหนุนค่าเงินภูมิภาคอยู่ต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากบางช่วงที่เกิดความตึงเครียดในต่างประเทศ ไม่ว่าจะในรูปแบบสงคราม นโยบายการค้า หรือความกังวลจากเรื่อง Tech valuation อาจทำให้ความต้องการถือเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาสูงขึ้นบ้าง ซึ่งจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง และเป็นจังหวะให้ผู้ส่งออกขายเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้

กนง.ลดดอกเบี้ย เงินบาทอ่อนค่าลง

สำหรับอัตราอัตราดอกเบี้ยไทย หลังจากที่ กนง. ลดดอกเบี้ยลง 25 bps มาอยู่ที่ 1.00% ซึ่งเหนือความคาดหมายของตลาด พบว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินปรับลดลงมาตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี ปรับลดลง 15 bps มาอยู่ที่ 1.06% ส่วนเงินบาทอ่อนค่าลงราว 10 สตางค์ ซึ่งที่ผ่านมาการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมักไม่ส่งผลต่อค่าเงินบาทนัก แต่ในรอบนี้ที่เป็นการลดดอกเบี้ยอย่างเหนือความคาดหมาย จึงทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงมาบ้าง

สำหรับในระยะต่อไป กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่อเนื่องในระยะสั้น-กลาง โดยมองว่าการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้อาจเพียงพอต่อการพยุงเศรษฐกิจไทยที่ยังอ่อนแอ และโตต่ำกว่าระดับศักยภาพ

ทั้งนี้ ยังต้องจับตาพัฒนาการทางเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ยังติดลบ แนวโน้มอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ อีกทั้ง ยังต้องจับตาภาวะการเงินที่ยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัว หนี้ครัวเรือนที่ยังสูง และเงินบาทที่แข็งค่า หากปัจจัยข้างต้นนี้ ยังมีแนวโน้มปรับแย่ลงอีก ก็มีโอกาสที่ กนง. อาจลดดอกเบี้ยต่อได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้น (อายุ 2 ปี) ปรับลดลงอีกได้

ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวจะยังได้รับผลกระทบจาก Global bond yields ที่มีแรงกดดันด้านต่ำในระยะสั้น แต่อาจสูงขึ้นจาก Term premium ในระยะยาว หากเศรษฐกิจโลกขยายตัวตามที่คาด และวัฏจักรการลงทุนใน AI ดำเนินต่อได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...