โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สงครามรัสเซีย-ยูเครน สู่ปีที่ 5 ยังไร้ผู้ชนะ กับยุโรปที่เริ่มอ่อนล้า?

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
วันนี้ ครบรอบ 4 ปีสงครามรัสเซีย-ยูเครน กับการก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ภาพสงครามที่ผู้ชมคุ้นจากปี 2022 รถถัง การรุกภาคพื้นดิน และการยึดพื้นที่แบบ “สงครามเต็มรูปแบบ” กำลังถูกแทนที่ด้วยอีกชุดเครื่องมือที่ถี่และซับซ้อนขึ้น ตั้งแต่โดรนที่ใช้โจมตีเชิงลึก และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ไซเบอร์ ไปจนถึงปฏิบัติการข่าวสาร

จาก “สงครามเต็มรูปแบบ” สู่ “สงครามลูกผสม”

ผศ.ดร.จิราพร ร่วมพงษ์พัฒนะ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ชี้ว่า การหันไปพึ่งปฏิบัติการแบบไฮบริด ไม่ได้หมายถึงสงครามเบาลง แต่สะท้อนการปรับตัวของทั้งสองฝ่ายในสนามรบจริง

สงครามปีแรกๆ ใช้ภาพจำแบบสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีทั้งกำลังรบภาคพื้น รถถัง การยึดพื้นที่ แต่เมื่อเข้าสู่ระยะยืดเยื้อ ทุกฝ่ายต้อง “อัปเกรด” วิธีทำสงครามให้คุ้มต้นทุนกว่าเดิม การโจมตีไซเบอร์ การทำลายโครงสร้างพื้นฐาน หรือการใช้โดรนจำนวนมาก จึงกลายเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์มากขึ้น เพราะทำให้เกิดความเสียหายเชิงระบบ โดยไม่จำเป็นต้องรุกคืบแบบเสี่ยงสูญเสียสูงในสนามเพลาะตลอดเวลา

ประเด็นสำคัญคือ สงครามลูกผสมทำให้เส้นแบ่ง “สงคราม” กับ “ไม่ใช่สงคราม” เบลอไป และนั่นคือความท้าทายใหม่ของยุโรป เพราะหลายเหตุการณ์อาจกระทบความมั่นคง แต่ไม่เข้าเกณฑ์ “โจมตีโดยตรง” แบบที่ทำให้ต้องตอบโต้ชัดเจนในทันที

‘นาโต’ กับ Article 5 ทำไมการมี NATO ยังจำเป็น?

คำถามใหญ่ที่ถูกโยนขึ้นมาในปีที่ 5 คือ หากการโจมตีแบบไฮบริดล้ำเส้นไปกระทบประเทศสมาชิกนาโต ไม่ว่าจะเป็นอุบัติการณ์ใกล้พรมแดน หรือกระทบโครงสร้างพื้นฐานยุโรป นาโตจะเดินไปถึงการใช้ Article 5 หรือไม่

ผศ.ดร.จิราพร ประเมินว่า บทบาทของนาโตในความเป็นจริงวันนี้ถูกมองว่าเป็น “เกราะยับยั้ง” มากกว่ากลไกที่จะนำไปสู่การปะทะโดยอัตโนมัติ นาโตแข็งแรงขึ้นในภาพรวม เพราะสมาชิกไม่เคยลดลงและยังขยายตัว โดยเฉพาะประเทศที่เคยวางตัวเป็นกลางก็หันเข้าร่วมมากขึ้น สะท้อนความกังวลด้านความมั่นคงต่อรัสเซีย

แต่ในอีกด้าน ผศ.ดร.จิราพรอธิบายว่า Article 5 ถูกหยิบยกเป็น “เครื่องมือยืนยันและข่มเชิงหลักการ” มากกว่าการรับประกันว่าหากมีเหตุล้ำเส้นแล้วจะเกิดการตอบโต้ทันที เหตุผลคือรูปแบบสงครามยุคใหม่ไม่ได้ให้ “หลักฐานเชิงปฏิบัติการ” ที่ชัดเท่าสงครามแบบยกทัพข้ามแดน

ภาพที่ตามมาจึงเกิดสองมุมมองในยุโรปพร้อมกัน มุมหนึ่งเชื่อว่า NATO ยัง “ยับยั้งได้จริง” เพราะรัสเซียยังไม่ขยายสงครามไปโจมตีประเทศสมาชิกโดยตรง

แต่อีกมุมเริ่มตั้งคำถามว่า NATO อาจเป็น “เสือกระดาษ” ในเชิงปฏิบัติ แข็งแรงในถ้อยคำ แต่ข้อจำกัดสูงเมื่อเจอสงครามลูกผสม

ทั้งนี้ ผศ.ดร.จิราพร สรุปว่า “นาโตยังจำเป็น” ในฐานะกันชนเชิงยุทธศาสตร์ แต่การคาดหวังให้นาโตทำงานแบบสงครามโลกครั้งที่ 2 อาจไม่สอดคล้องกับธรรมชาติความขัดแย้งยุคนี้

“สงครามรัสเซีย-ยูเครน” หรือ “รัสเซีย-นาโต”

ทำไมภาพนี้ถูกพูดมากขึ้น?

ผศ.ดร.จิราพรย้ำว่า ใน “ชั้นบน” ของการรับรู้ทางการเมือง หลายฝ่ายมองสงครามนี้เป็นการเผชิญหน้าระหว่างรัสเซียกับนาโตมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ในทางรูปธรรมจะเป็นสงครามในยูเครนก็ตาม เพราะการสนับสนุนอาวุธ ข่าวกรอง การฝึก และการช่วยเหลือของชาติตะวันตกทำให้รัสเซียวางกรอบสงครามว่าเป็นการสู้กับ “บล็อกตะวันตก” ไม่ใช่แค่ยูเครน

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.จิราพรยังประเมินว่า ความเป็นไปได้ที่สงครามจะ “ยกระดับ” เป็นสงครามรัสเซีย-นาโต แบบเปิดหน้ายังต่ำ เพราะทุกฝ่ายมีแรงยับยั้งซ้อนกันหลายชั้น ทั้งความเสี่ยงขยายตัวเป็นสงครามใหญ่ และต้นทุนทางการเมือง-เศรษฐกิจของยุโรปเอง

วาทกรรม “สงครามโลกครั้งที่ 3” ของเซเลนสกี

ปลุกความทรงจำยุโรป เพื่อผูกอารมณ์ร่วม

เมื่อถามถึงคำกล่าวของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ที่โยงว่า “ปูตินเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 3 แล้ว” ในมุม ผศ.ดร.จิราพรมองว่าเป็นการใช้ “บาดแผลประวัติศาสตร์” ของยุโรปเป็นแรงขับ ไม่ใช่เพียงการอธิบายสถานการณ์เชิงความมั่นคง แต่เป็นการสร้าง “อารมณ์ร่วม” ให้ยุโรปเห็นว่า ยูเครนไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากยูเครนล้ม ยุโรปย่อมสั่นสะเทือน

ในกรอบนี้ วาทกรรมจึงเป็นส่วนหนึ่งของสงครามลูกผสมด้วย เพราะสนามรบยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่อาวุธอย่างเดียว แต่รวมถึงการช่วงชิง “การรับรู้” และ “ความรู้สึกของสาธารณชน” ในประเทศผู้สนับสนุน โดยเฉพาะเมื่อความช่วยเหลือระยะยาวต้องผ่านแรงกดดันทางการเมืองภายในยุโรปเอง

ยูเครน “เปราะบาง” และยุโรปก็เปราะบาง

คำว่า “รัฐล้มเหลว” กับยูเครนอาจไม่ใช่เสียทีเดียว แต่ผศ.ดร.จิราพร เลือกคำว่า “เปราะบาง” เพราะในสังคมยังมีส่วนที่ดำเนินชีวิตได้ แต่ความเปราะบางของรัฐบาล โครงสร้างเศรษฐกิจ และภาวะสงครามทำให้ประเทศอ่อนแรงและถูกเจาะง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.จิราพรย้ำว่า “ความเปราะบางไม่ได้มีแค่ยูเครน” ยุโรปเองก็เปราะบางจากภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจพึ่งพิง และแรงปะทะทางการเมืองภายใน หากสงครามยืดเยื้อ ความเหนื่อยล้าของประชาชนยุโรปอาจแปรเป็นกระแสต่อต้านรัฐบาล กระแสชาตินิยม หรือขวาจัด ซึ่งท้ายที่สุดสะเทือนระดับการสนับสนุนยูเครน

นี่คือโดมิโนที่ผศ.ดร.จิราพรเตือน ความเปราะบางจากยูเครนอาจไหลไปยุโรป และเมื่อยุโรปอ่อนแรง ความสามารถในการพยุงยูเครนก็ลดลง

เลือกตั้งยูเครน จุดเปลี่ยน “ไม่ใช่ตัวบุคคล” แต่เป็นทิศทางการต่อรอง

ผศ.ดร.จิราพรมองการเมืองยุโรปตะวันออกในกรอบสัจจนิยมว่าอำนาจจริงอาจอยู่ที่กลุ่มนำและเครือข่ายมากกว่าตัวบทในกระดาษ จึงคาดเดายากว่าเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นไปอย่างไร แต่หากเกิดขึ้นจริง คำถามหลักไม่ใช่แค่ว่าเซเลนสกีจะได้ไปต่อหรือไม่ หากแต่อยู่ที่ “แรงสนับสนุนภายใน” ที่ถูกสึกกร่อนจากสงครามยืดเยื้อ การบริหารภายใน และความคาดหวังประชาชน

ผศ.ดร.จิราพรยังชี้ว่าอาจเห็นแรงดึงกลับไปสู่ “กลุ่มการเมืองเก่า” ไม่ใช่เพราะนิยมรัสเซีย แต่เพราะถูกมองว่ามีทักษะ “เล่นเกมต่อรอง” และอ่านจังหวะมอสโกได้ดีกว่า ขณะที่กระแสการเมืองยุโรปเองก็แกว่งเข้าสู่ความอนุรักษนิยมมากขึ้น ซึ่งอาจสะท้อนกลับมาสู่การเมืองยูเครน

Red Line ของมอสโก ไม่ใช่แค่นาโต แต่เป็น “ไครเมีย”?

เมื่อถามถึงเส้นแดงของรัสเซีย ผศ.ดร.จิราพรบอกว่า “เปลือกนอก” ที่คนมักพูดถึงคือ การไม่ต้องการให้นาโตประชิดรัสเซียผ่านยูเครน โดยเฉพาะมิติความมั่นคงนิวเคลียร์

แต่ “แกนลึก” ที่ผศ.ดร.จิราพรชี้ว่าหลายคนพูดถึงน้อย คือ “ไครเมีย” ซึ่งรัสเซียยกระดับเป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาติในเชิงโครงสร้างมากกว่าพื้นที่พิพาทอื่นๆ ไครเมียมีความหมายเชิงยุทธศาสตร์ในฐานะทางออกสู่ทะเลดำ การต่อเชื่อมอำนาจไปเมดิเตอร์เรเนียน และเพิ่มอำนาจต่อรองทั้งเศรษฐกิจและการทหาร

ผศ.ดร.จิราพรประเมินว่า หากความขัดแย้งโดยมีใครแตะไครเมียในลักษณะที่มอสโกรู้สึกว่า “ล้ำเส้น” ความเสี่ยงยกระดับจะมากกว่าพื้นที่อื่น เพราะไครเมียสัมพันธ์กับทั้งสัญลักษณ์รัฐชาติ โครงสร้างทางกฎหมายของรัสเซีย และภูมิศาสตร์กองทัพเรือที่เกี่ยวพันกับพื้นที่ปฏิบัติการของนาโตในทะเลดำด้วย

จุดแข็งของรัสเซียใน “เศรษฐกิจสงคราม” คือพลังงาน?

แม้โลกตะวันตกใช้มาตรการคว่ำบาตรหลายระดับ ผศ.ดร.จิราพรชี้ว่าความคาดหวังที่จะเห็นรัสเซียล่มทางเศรษฐกิจแบบช่วงปลายสงครามเย็น ยังไม่เกิดขึ้นจริง เพราะรัสเซียปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจสงครามได้ และยังมี “พลังงาน” เป็นการ์ดต่อรองสำคัญ ไม่เพียงกับยุโรปโดยตรง แต่รวมถึงช่องทางตลาดมืด เครือข่ายการค้าที่ยืดหยุ่น และแรงสั่นสะเทือนราคาที่กระทบผู้ใช้พลังงานสูงอย่างยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ท้ายที่สุดแล้ว ผศ.ดร.จิราพรประเมินว่า สงครามมีแนวโน้ม “ยังไม่จบ” ในเร็ววัน แต่ก็อาจ “ไม่ขยาย” เป็นสงครามโลกแบบเปิดหน้า เพราะยังมีแรงยับยั้งหลายชั้นจากทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม อันตรายที่แท้จริงในปีที่ 5 คือสงครามลูกผสมที่บั่นทอนความเชื่อมั่น โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และการเมืองภายในของยุโรปและยูเครนไปพร้อมกัน

และเมื่อสังคมผู้สนับสนุนเริ่มเหนื่อยล้า คำถามไม่ใช่แค่ยูเครนจะยืนได้นานแค่ไหน

แต่ยุโรปจะยืน “อยู่กับยูเครน” ได้อีกนานเท่าไรต่างหาก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...