โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ภาษีของสหรัฐฯ ถูกพลิก พายุลูกใหม่หรือโอกาสทอง?

หุ้นวิชั่น

อัพเดต 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.41 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น

หุ้นวิชั่น - Trade Uncertainty Returns: เจาะลึกผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ทิศทาง Fed ราคาน้ำมัน และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ กลับมาเป็นจุดสนใจหลักของตลาดการเงินโลกอีกครั้ง หลังเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญทางกฎหมายที่บังคับให้ทำเนียบขาวต้องปรับกลยุทธ์กะทันหัน ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่กำลังจับตาความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านของกลุ่มผู้นำด้านเทคโนโลยี บทความนี้จะสรุปสถานการณ์ล่าสุด และนำเสนอกลยุทธ์การลงทุนเพื่อรับมือกับความผันผวนที่กำลังเกิดขึ้น

🌍 ความผันผวนจากนโยบายภาษี (Tariff Reset) และผลกระทบต่อ Fed

ประเด็นร้อนที่สุดในขณะนี้คือ การที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินยกเลิกการขึ้นภาษีภายใต้กรอบ IEEPA ของประธานาธิบดี Donald Trump เนื่องจากไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้มาตรการภาษีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแนวคิด Reciprocal Tariff บางส่วนต้องถูกระงับ

เหตุการณ์นี้สร้างความเสี่ยงที่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีให้ผู้นำเข้า ซึ่งประเมินว่าอาจสูงถึง 1.6 - 1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่ออุดช่องว่างดังกล่าว ปธน. Trump ได้เปลี่ยนมาใช้อำนาจตาม Trade Act Section 122 ประกาศใช้มาตรการฉุกเฉินเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก (Global Tariff) ในอัตรา 10% (มีผล 24 ก.พ.) และส่งสัญญาณขยับเพดานขึ้นสู่ 15% โดยมีกรอบเวลา 150 วัน

ผลกระทบที่ตามมา:

  • จาก Tariff Shock สู่แรงกดดันระยะสั้น: แม้จะเป็นปัจจัยยืดเยื้อ แต่ความรุนแรงลดลง ส่งผลบวกต่อจิตวิทยาการลงทุนระยะสั้น โดยเฉพาะในประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets - EM) และอาเซียนที่เสียเปรียบน้อยลง
  • สะเทือนถึง Fed: ความไม่แน่นอนนี้อาจกระทบต่อเงินเฟ้อและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจต้อง "ประเมินใหม่" หรือชะลอการลดดอกเบี้ยนโยบายออกไปก่อน

💻 กลุ่มเทคฯ เผชิญความท้าทาย & ราคาน้ำมันจับตาภูมิรัฐศาสตร์

  • Tech Sector & NVIDIA: NVIDIA ประกาศหั่นงบลงทุนใน OpenAI ลงเหลือ 30 พันล้านดอลลาร์ฯ (จากเดิม 100 พันล้านดอลลาร์ฯ) สร้างความกังวลต่อกระแสเม็ดเงินในอุตสาหกรรม AI นอกจากนี้ ตลาดกำลังจับตางบของ NVIDIA ในช่วงกลางสัปดาห์ แม้คาดว่าจะเติบโตทั้ง YoY และ QoQ แต่มุมมอง (Outlook) ที่ออกมาอาจส่งผลให้ราคาหุ้นตอบสนองในเชิงกลางถึงลบ
  • Geopolitics & Oil: ราคาน้ำมันดิบมี Upside เชิงบวกจากความตึงเครียดที่พร้อมลุกลามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน (ปัญหานิวเคลียร์) รวมถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5 ซึ่งสร้าง Global Risk Premium อย่างต่อเนื่อง

🗺️ สแกนปัจจัยสำคัญรอบโลก

  • ยุโรป: จับตาสัญญาณเศรษฐกิจเยอรมนีผ่านดัชนี Ifo Business Climate และติดตามถ้อยแถลงของ Christine Lagarde (ECB) ก่อนการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อยูโรโซนในวันที่ 25 ก.พ.
  • จีน: ตลาดกลับมาเปิดทำการเต็มรูปแบบหลังตรุษจีน ไฮไลต์อยู่ที่ทิศทางนโยบายของ PBOC ผ่านกลไก LPR เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ
  • ญี่ปุ่น: จับตาการประกาศตัวเลข Industrial Production (27 ก.พ.) และความเสี่ยงจากการปรับทิศทางนโยบาย (Policy Normalisation) ของ BoJ ซึ่งอาจกระทบต่อ Yen Carry Trade
  • อินเดีย & เวียดนาม: อินเดียเตรียมเผยแพร่ชุดข้อมูล GDP ซีรีส์ใหม่ (Base year 2022-23) ในวันที่ 27 ก.พ. ขณะที่เวียดนามเร่งทำ Economic Census ให้เสร็จภายในกลางปี 2026 เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายให้รวดเร็วขึ้น

📈 Weekly Strategy: กลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์

ภาพรวม Global Growth เริ่มมีความสอดคล้องกันมากขึ้น (Synchronized) ในขณะที่กระแสเงินทุนเริ่มมีสัญญาณไหลออกจากสหรัฐฯ ไปยังตลาดอื่น เราจึงแนะนำกลยุทธ์ดังนี้:

  • สหรัฐฯ (US Sector Rotation)

สำหรับนักลงทุนที่ยังต้องการลงทุนในตลาดสหรัฐฯ แนะนำให้หมุนกลุ่มลงทุน (Rotation) ออกจากหุ้นกลุ่มเทคฯ/Growth ไปสู่กลุ่ม Value/Cyclical มากขึ้น

  • กลุ่ม Utilities: แนะนำลงทุนผ่านกองทุน TUSUTIL หรือ ETF XLU

  • กลุ่ม Consumer Staples: แนะนำลงทุนผ่านกองทุน TISCOGC หรือ ETF KXI

  • ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets - Sweet Spot)

กลุ่ม EM ได้ประโยชน์ชัดเจนจากภาษีที่ลดความแข็งกร้าวลงและเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า มีโอกาสปรับตัวขึ้นเพื่อปิด Valuation Gap กับกลุ่มตลาดพัฒนาแล้ว (DM)

  • Top Pick - อินเดีย: ได้แรงหนุนจาก Trade Deal ระหว่าง EU-India และภาษีจากฝั่งสหรัฐฯ ที่ลดลง แนะนำลงทุนผ่านกองทุน MINDIA และ ETF INDA US

  • ตราสารหนี้ (Global Fixed Income)

แม้อัตราผลตอบแทน (Bond Yield) ระยะสั้นอาจดีดตัวขึ้นบ้างจากกระแสเงินทุนไหลออกจากสหรัฐฯ แต่ภาพกลาง-ยาวยังคงเป็น "ขาลง"

  • กลยุทธ์: เน้นซื้อลงทุนในตราสารหนี้ที่มี Duration กรอบ 1–7 ปี เพื่อรับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง

  • หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (อิงหุ้นไทย)

  • แนะนำ Bull-P (GULF) และ Bonus Note (TRUE, KTB)

อ้างอิง https://www.settrade.com/th/research/analyst-research/stock/market/106465-kss-cross-asset-strategy

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...